มาถึงแล้วนะแม่หลุ รถกระบะพาฉันลัดเลาะมาตามถนนดินแดง เลียบเหว เข้าไปในหุบเขาที่อยู่ห่างจากอำเภอแม่แจ่มประมาณ 25 กม. อากาศเย็นๆ วิวพานารามา 360 องศา แบบ Mountain View ทำให้ฉันขอบคุณในใจที่ได้มาเยือน...แม่หลุมินิมอล
น้องที่ช่วยขับรถไปรับฉันเข้าหมู่บ้านมา ขับรถเก่งมาก...
มีคนบอกว่าถึงที่พักแล้ว จะพาไปเที่ยวม่อนจานบิน...เย้! เอาฉันหายเหนื่อยจากการเดินทางไกลเป็นปลิดทิ้ง
จากที่พักฉันมองเห็นเนินเขารูปครึ่งวงกลมอยู่ออกไปไม่ไกลนัก
น้องๆ บอกว่า พี่ไม่ไกลของคนภูเขา...แต่ทางเดินอาจจะคดเคี้ยว เดินตัดเขาและอาจชัน!!!
ม่อน ในภาษาเหนือ แปลว่า เนินเขา หรือยอดเขาที่ไม่สูงนัก
ม่อนจานบิน เป็นเนินทุ่งหญ้าทรงครึ่งวงกลมคล้ายจานบินอวกาศ สามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพแบบพานอรามา มองเห็นหมู่บ้านแม่หลุทั้งหมู่บ้าน ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิย์ตกได้ น่าจะขึ้นไปชมได้ตลอดปี
หากเป็นหน้าฝนทางอาจจะลำบาก พื้นที่ม่อนจานบินตอนนี้มีแต่คนในหมู่บ้านใช้ ยังไม่ได้เปิดเป็นที่ท่องเที่ยว
- วิวภาคเช้า เช้าตรู่ และสายๆ
- วิวภาคเย็น
ส่วนทะเลหมอกนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาล ยิ่งสายหมอกหมอกยิ่งเยอะ จะลอยตัวมาจากพื้นด้านล่างขึ้นด้านบน
ภาพบรรยากาศที่ฉันไปเยือนสายๆ ของวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม ปี 2562
ในหมู่บ้านแม่หลุมีสัญญาณเฉพาะ True แต่บนม่อนจานบินแห่งนี้รับสัญญาณได้ทุกค่าย
หวานฉันหล่ะ ชมวิวไปจ๊ะจ๋าไป จนบางคนถูกแซวไปโทรศัพท์ระวังตกม่อนเด้อ
น่าเสียดายที่เช้าวันที่ขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ขี้เกียจไม่ยอมขึ้นซะงั้น อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า
และเราน่าจะห่อกาแฟไปจิบ นั่งคุยกัน ฉันเองไปทีหลังมีหลายเรื่องอยากรู้อยากเห็นและอยากคุยกับน้องผู้ที่ดูแลเรา และให้ความสดชื่นของกลุ่มหมอกคงปรุงแต่งรสกาแฟให้วิเศษขึ้น...ได้แต่เสียดาย...คิวกิจกรรมเราเยอะมาก...ไม่มีกาแฟกินบนม่อน...แต่มีข้าวต้มกินที่โฮมสเตย์
ที่ว่าฉันโชคดี เป็นคนพิเศษ มาถึงแม่หลุเพียง 30 นาที ก็ได้ขึ้นไปชมม่อนจานบินในวิวพระอาทิตย์ตก โชคดีกว่ากลุ่มเพื่อนที่เข้ามาล่วงหน้าสัปดาห์นึงยังไม่มีโอกาสได้ขึ้นไป
จากชุมชนเดินไปม่อนจานบินได้ ระยะทางน่าจะประมาณ 2 กม. อากาศเย็นสบาย ทางชันเล็กน้อยเหมาะกับสายสปอร์ต ทางรถดูแล้วขับรถต้องอาศัยความชำนาญ
หรือไม่งั้นอาจจะจ้างเหมารถชาวบ้านขึ้น การขับขึ้นม่อนจานบินบางช่วงชันและทางแคบ ฉันดูว่ารถแถบจะหลีกกันไม่ได้
โชคดีที่เรามีคนฝีมือดีเป็นพลขับ ทำให้เรามั่นใจตอนนั่งท้ายกระบะขึ้นไปม่อนจานบิน อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน น้องผช.วิทยา คนรุ่นใหม่ไฟแรงช่วยดูแลพวกเรา ไม่แค่ดูแลเปล่ายังเอื้อเฟื้อบ้านให้พวกเราพักอาศัย ทั้งภรรยา และคุณแม่ (อายุเท่าฉันเลย) ลูกๆเป็นกันเองได้หยอกแล้วชื่นใจ มีอัธยาศัย
ขากลับ มีหลายคนขอเดินกลับ เพราะอยากสัมผัสกับธรรมชาติระหว่างทาง
บนม่อนจานบิน เดือนที่ฉันไปมีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่เต็มม่อน ฉันเปรยว่าดอกหญ้าบนเทิอกเขาแอลป์คงจะเหมือนดอกไม้บนม่อนจานบินนี่หล่ะ 555 ดอกไม้ขึ้นที่ไหนก็สวยงามที่นั่น ระหว่างทางมีดอกหญ้าขึ้นสวยงาม
จากการพูดคุยและพบเห็น บ้านแม่หลุนี้ นอกจากธรรมชาติจะจัดสรรม่อนจานบินให้แล้ว ยังมีน้ำตกและลำธารที่สวยงาม ซึ่งต้องเดินไปชมพอประมาณ ฉันแค่แวะเดินเล่นในลำธารที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน
แหล่งน้ำธรรมชาติชาวบ้านยังใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน น้ำบริโคอุปโภคก็ใช้น้ำจากภูเขาและแหล่งน้ำธรรมชาติ มีการทำประปาภูเขา ทำที่กักน้ำและบ่อดินกรองน้ำ ส่วนน้ำตก ฉันยังไปไม่ถึง เวลาไม่พอ และมัวแต่หอบแฮ่กๆ ในการเดินขึ้นเนินลงเนิน แต่น้องๆ ที่ไปน้ำตกมาเค้าบอกว่าสวย น้ำเย็นสบาย
วิถีชีวิตของชาวปกากะเญอ คือทุนทางวัฒนธรรม สายถ่ายรูปอาจจะต้องห็นคุณค่ามากกว่าภาพถ่าย
- ย่างใบตองสำหรับใช้มวนบุหรี่ ย่างเสร็จหอมมาก
- ทำของว่างกินกัน "ปิ้งกล้วย" กล้วยป่าลูกโต อวบมาก หวานๆ อมเปรีี้ยว กินอุ่นๆในวันอากาศเย็น
คนที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมและมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้มาใช้ มีกาารปรับปรุงพันธุ์พืช มีการปลูกพืชผักเมืองหนาวด้วย รูปแบบเกษตรกรรมกำลังปรับเป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งราคาผลผลิตดี และดีต่อสุขภาพของเกษตรกร
ครูดาและผช.วิทยาเอาพืชผักที่ปลูกมาฝาก เรากินต้นหอมญี่ปุ่นผัดจนเบื่อ รวมทั้งเกรปฟรุตเบอรี่ ที่ขายตามห้างราคาแพง เรากินกันจนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง...ยังรู้สึกขอบคุณไม่หายในน้ำใจของคนทั้งสอง
การปลูกผักแบบอินทรีย์มีหลายเจ้าที่นำส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดแล้ว นอกจากนั้นยังมีการปลูกกาแฟ ...ในหมู่บ้านมีร้านพยัคฆ์กาแฟ---ลองดูในรีวิวนะคะไร่นี้กาแฟชื่อดัง
คนบ้านแม่หลุส่งเมล็ดที่ผ่านการควบคุมคุณภาพภายใต้แบรนด์ "แจ่ม กาแฟ" ร่วมกับชาวบ้านอีก 3 หมู่บ้าน หากโอกาสดีจะพบชาวบ้านกระเทาะเปลือกเมล็ดกาแฟให้พวกเราได้เรียนรู้--วิถีกาแฟ--ด้วย เรามีกาแฟดีๆจากผช.วิทยากินทุกวัน แต่ผิดที่เราเองไม่มีเวลาบดเม็ดและดริป...น่าเสียดายอีกแระ
ในด้านวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ชาวปกากะเญอที่แม่หลุใจดี อัธยาศัยดี และต้อนรับคนแปลกหน้าด้วยน้ำใจไมตรี
ชาวบ้านสร้างบ้านอยู่ด้วยกันเป็นป๊อก (กลุ่ม หรือคุ้ม) ป๊อกหนึ่งๆ อาจมีบ้านอยู่ 2-5 หลัง ส่วนใหญ่เป็นบ้านญาติๆกัน ป๊อกแต่ละป๊อกสร้างอยู่บนเนินเขา ดังนั้นการเดินเยี่ยมบ้านเท่ากับว่าไปเดินเล่นข้ามเขา...ขาตึงได้เลยนะ
วิถีชีวิตเป็นแบบผสมผสานระหว่างความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและรับวัฒนธรรมใหม่ที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น
เด็กๆ น่ารัก สดใสและกล้าแสดงออก มีสัมมาคารวะที่ดี ที่น่ารักคือการไหว้ผู้ใหญ่ ที่ปัจจุบันโลกของเมืองใหญ่มักจะไม่ค่อยพบเห็น หรือเมืองใหญ่สังคมสอนให้เราเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
ด้านการสื่อสาร หากแบ่งคนในหมู่บ้านออกเป็น 4 รุ่น รุ่นใหญ่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยไม่ได้ รู้คำศัพท์ไทยเป็นบางคำ และอาจฟังเข้าใจ รุ่นกลาง 40-60 ปี พูดไทยได้ อาจจะมีสำเนียงที่แตกต่าง ฟังภาษาไทยเข้าใจ ส่วนวัยรุ่น-40 ปี นี่ พูด ฟัง และเขียนไทยได้ และกลุ่มเด็กๆ-วัยรุ่น อันนี้ไม่แตกต่างจากคนพื้นราบแล้ว พูดไทยคล่องปรื๋อ ยกเว้นการสื่อสารภาษาถิ่นที่จะใช้ระหว่างคนชุมชนด้วยกัน
- อิป้ากับคุณแม่ผช.วิทยา---เพื่อนกัน
ชุดวัฒนธรรมปกากะเญอมีการใช้ในงานพิธีต่าง เช่น การแต่งงาน ชุดผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานจะเป็นสีขาว---อิอิ ฉันก็มีสิทธิ์ใส่
เสื้อผ้าปกติชาวบ้านทอและปักลายเอง เสื้อผ้าผ้ายและผ้าถุงนิยมปักลายกราฟิกขนาดเล็กด้วยด้ายสี ซึ่งดูแล้วก็เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันอาจมีซื้อผ้ามาแล้วมาตัดเย็บและปักตกแต่งตามแบบฉบับของชาวปกากะเญอเอง ผ้าถุงลายเฉพาะอาจจะมีทำขาย แต่เสื้อผ้าพวกมีลายปักส่วนใหญ่ทำไว้ใช้ ไม่ขาย แต่กลุ่มเราก็ไปขอซื้อมาเป็นที่ระลึกหลายผืน แต่หากถูกใจยกให้ฟรีๆ ขอบอกก่อนเสื้อปักลายบางตัวหลักพันนะคะ ฉันคิดว่ามันแพง รวมทั้งเครื่องประดับด้วย ทำไว้ใช้---แต่ถ้าไปถึงถนนคนเดินราคาอาจจะสูงกว่าก็ได้ อิฉันได้เชคราคาแล้วค่ะ ราคาที่ร้านขายผ้าในแม่แจ่มบวกค่าขนส่งเพิ่มตัวละ 200-350 บาท
ฉันแอบชอบกางเกงขาก้วยของคนที่นี่ เย็บตะเข็บแบบโชว์ลายการเดินเส้นของด้ายเย็บ น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรูป แต้ต้องบอกว่าฝีมือเย็บตะเข็บสวยมาก
- ผ้าทอปักด้วยมือ ฝีมือแจ่มมาก
- ข้างบนคือลายของชายเสื้อ ซึ่งยังปักไม่เสร็จดี หากปักเสร็จจะมีพู่บริเวณใต้แขนเสื้อ ตรงกลาง ส่วน 3 ชิ้นด้านล่างคือลายผ้าถุง
เพื่อนทุกคนได้เสื้อจากบ้านแม่หลุมาเป็นของที่ระลึกกันอย่างน้อยคนละตัว ฉันได้แต่ผ้าถุง แต่เสื้อไม่ได้...ฉัน"ตุ้ย"เกินไป ไม่มีเสื้อขนาดที่ฉันใส่ได้
จากการพูดคุยกับชาวบ้านเห็นว่า ตอนนี้รัฐกำลังส่งเสริมกระแสนวัตวิถี ชาวบ้านมองไปที่การปรับปรุงการปลูกพืชผักในแนวเกษตรอินทรีย์ และในอนาคตม่อนจานบิน กำลังมองถึงการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
สิริพรก็แอบคิดตาม แม้นวัตวิถี จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่รัฐต้องการให้ชุมชนค้นหาสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาและสิ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตทุกวัน นำมาพัฒนาขึ้นเป็นมูลค่าเพิ่มในชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชน ก็นับเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้ชุมชนเลี้ยงตัวเองได้และภูมิใจในรากเหง้าของตน
แต่สำหรับการพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวก็มีทั้งนักท่องเที่ยวที่"พึงประสงค์" และ"ไม่พึงประสงค์"
ชุมชมต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี การมีส่วนร่วม และการทำประชาคม เพื่อเฉพาะให้เกิดความยั่งยืน เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นพี่เลี้ยงอาจจะต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals -SDGs) ของ UNESCO ที่จะบูรณาการปัจจัยต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น เศรษฐกิจ การตั้งถิ่นฐาน การจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อม อาหาร การศึกษา และสุขภาพ เป็นต้น
ฉันแอบคิด...การพัฒนาแหล่งธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยวของแม่หลุ
1. ระบบน้ำและสุขาภิบาล ถ้าเป็นจุดกางเต้นท์บริเวณม่อน ที่ต้องสร้างห้องน้ำเพิ่ม ระวังไม่ให้ห้องน้ำรบกวนทัศนียภาพ และต้องมีระบบสุขาภิบาลที่ดี หากเป็นโฮมสเตย์ ควรแยกห้องน้ำและห้องส้วม เพื่อให้รองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวที่มาพัก การบริหารจัดการขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถุงพลาสติกและโฟมที่จะมากับความสะดวกของนักท่องเที่ยว
2. หากมีจัดกางเต้นท์บนม่อน ควรจำกัดพื้นที่และจำกัดจำนวน เพราะจำนวนคนที่มากก็จะมีผลกระทบต่อทัศนียภาพ และยากต่อการบริหารจัดการ "เดี๋ยวธรรมชาติจะช้ำ"
3. ปกติบ้านชาวแม่หลุไม่มีนอกชาน ในอนาคตบ้านที่พัฒนาเป็นโฮมสเตย์หากไม่ขัดกับวิถีชีวิต การปรับปรุงให้มีนอกชาน (ระเบียง) ให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรม ก็จะมีพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว ไม่รบกวนกันมากเกินไประหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าของบ้าน
ที่พักที่ชาวบ้านให้ความอนุเคราะห์แบ่งปันที่พัก ฉันแอบเรียกว่าโฮมเสตย์ ในวันนี้เราไม่ได้มาเที่ยว แต่มาทำงาน การเป็นอยู่ก็ง่ายๆ ฉันเองก็ไม่ใช่คนมากเรื่อง หากพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวจริง อาจจะต้องดูเรื่องจำนวนที่รองรับจองห้องแต่ละห้อง พร้อมสิ่งอำนวยคีวามสะดวก---คนแม่หลุต้องคิดราคาต้นทุนเป็นและเป็นราคามาตรฐานเดียวกัน
4. ไม่ควรให้นักท่องเที่ยวนำรถยนต์ขึ้นมาบนหมู่บ้าน เพราะทำให้ชุมชนแออัด อาจไม่ปลอดภัยต่อการใช้ถนนของเด็กและคนชราในหมู่บ้าน ถนนขึ้นม่อนแคบ และอาศัยคนขับที่ชำนาญเส้นทาง ดังนั้นควรมีเครือข่ายให้นักท่องเที่ยวฝากรถที่สะดวก ปลอดภัย และมีราคาจ้างเหมาในการรับส่งที่เป็นมาตรฐาน
5. ค้นหาสิ่งสำคัญของแม่หลุ และนำสิ่งนั้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แม่หลุมีมากกว่าม่อนจานบิน เช่น ผ้าทอ ผ้าปัก (อาจจะมองถึงการนำมาตกแต่งที่พัก) อาหาร ผักปลอดสารพิษ สำหรับทำอาหารและซื้อกลับเป็นของฝาก กาแฟ มีช่วงการดริปหรือจัดแพคเกจให้ดื่มกาแฟสดระหว่างไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า และนำวิถีชีวิตมาเป็นแพคเกจการท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน
6. แม่หลุเป็นเมืองธรรมชาติ อากาศเย็น ดาวสวย นักท่องเที่ยวอาจจะอยากสังสรรค์ เมนูเนื้อเกาหลีอาจจะเป็นทางเลือกที่สบายและได้บรรยากาศ โดยอาจใช้ผักบางส่วนที่ชาวแม่หลุปลูก
7. ชาวปกากะเญอมีวัฒนธรรมที่ยาวนานและแตกต่างจากหลายๆ วัฒนธรรม หากมีข้อห้าม (Do & Don’t) ในการท่องเที่ยวควรจะมีแจ้งในสารสนเทศการท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวรับทราบและเคารพ
8.นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่สายลุยมักชอบความสวยงาม...ซึ่งอาจแตกต่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวปกากะเญอ หากมีการออกแบบที่ดีผูกโยงกับความเป็นมาด้านวัฒนธรรม เช่น ผุ้าถุงอาจจะไม่ใช่แค่ผ้านุ่ง อาจจะใช้เป็นผ้าปูที่นอน เสื้อวัฒนธรรมปักทั้งตัวราคาหลักพัน ใช้เวลาปักนาน นักท่องเที่ยวอาจจะไม่มีเงินซื้อทุกคน อาจจะใช้แผ่นปักแค่บางส่วนเอามาตกแต่งเสื้อ ราคาอาจะย่อมเยาว์ลงอีกนิดทำให้นักท่องเที่ยวบางคนซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกได้
9.การปกป้องภูมิปัญญาที่เกิดจากการหมักผลไม้และข้าวเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ ซึ่งอาจผิดกฏหมาย (การผลิต+การไม่เสียภาษี) แต่มันทำให้วัฒนธรรมบิดเบือนและภูมิปัญญาสูญหาย ในมุมมองของฉันคิดว่าหากจุดนี้มีคำตอบที่ดี สามารถเป็น GI (Geographic Indicator) ของท้องถิ่นได้ เป็น Welcome Drink ได้ 5555+ อิป้ามาสายดาร์ค---ทำไมคนบนดอยต้องกินแอลกอฮอร์ก็เพราะมันหนาว ที่โซจูเกาหลีหล่ะ เห่อกันจัง
ฉันยังอยากจะกลับไปอีกครั้ง น้องๆน่ารักค่ะ คำตัวแทนของครูดาที่แทนตัวเองว่า "น้อง...อย่างนั้นอย่างนี้..." ฟังลื่นหูดี ฉันยังไม่ได้ไปวัดพุทธ ฉันยังไม่ได้ไปสวนผัก ยังไม่ถึงน้ำตก ยังไมไ่ด้ตั้งวงสังสรรค์กับชาวปกากะเญอ ยังไมไ่ด้ชิมรสอาหารพื้นถิ่น
เป็นกำลังใจให้ชาวแม่หลุในการดูแลและพัฒนาชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางสังคมและวัฒนธรรม...นวัตวิถี...
"วิถีใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เปลี่ยนวิถีเดิม แต่ทำให้คนต่างวิถีเข้าใจและอยู่เป็นกับสิ่งที่เป็นอยู่"
ขอบคุณรูปที่อยู่ในโฟลเดอร์ไลน์ ขอบคุณนายแบบ นางแบบทุกคน ...ไม่แน่ใจว่าเจ้าของภาพเป็นใครบ้างระหว่าง พี่ปู แอ้ อ.โอ๊ต น้องแขก น้องกอล์ฟ...ขออนุญาตอ้างอิงประกอบเพื่อความสมบูรณ์ของบทความในบล๊อก





































พี่ไม่ต้องกลับนะครับ อยู่ที่นั่นเลย เชื่อผม
จะได้มีเรื่องเล่าอย่างมีความสุขแบบนี้ทุกวัน ;)…
ขอบคุณค่ะที่ชอบ มีคนบอกพี่ว่าพ่อหลวงแห่งบ้านแม่หลุยังโสดอยู่ นับเป็นความคิดที่ดีที่จะใช้เป็นเหตุผลในการกลับไปใหม่…และหาเรื่องอยู่ยาว
สวยงาม น่าไปเที่ยวค่ะ