drniwat
น.พ. นิวัฒน์ ลีวงศ์วัฒน์

ความสุขที่เคยหล่นหาย


        เป็นหมอก็เป็นแล้ว...เป็นคนไข้ก็เป็นแล้ว...2 วันที่ผ่านมาได้เป็นคนเฝ้าไข้บ้าง...เพราะคุณแม่ต้องไปผ่าตัดตาเพื่อเอาต้อกระจกออก แล้วใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทน เลยต้องระเห็จไปนอนค้างคืนที่ห้องพิเศษโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ (ร.พ.มาบตาพุด) เพื่อดูแลคุณแม่ในฐานะคนเฝ้าไข้ ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

        วันนี้ได้กลับบ้านแล้ว แต่ต้องพาคุณแม่กลับบ้านผมด้วย(ปกติผมกับคุณแม่อยู่คนละบ้านกันครับ) เพราะไม่มีใครดูแลเรื่องหยูกยาหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกหลังผ่า(7 วันอันตราย) ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่วงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย อันดับหนึ่งก็คือ การติดเชื้อ โชคดีที่ช่วงนี้ผมยังไม่ได้ออนทัวร์ เลยยังพอมีเวลาดูแลคุณแม่ได้ เลยได้มีโอกาสทำหน้าที่ลูกที่ดีบ้าง หลังจากทิ้งๆขว้างๆให้ท่านอยู่กันเอง 2 คนตายายกับคุณพ่อมานานพอสมควร

        ก็ต้องถือว่าเป็นความโชคดีสำหรับผมที่ได้ทำหน้าที่นี้ในวันที่เรายังมีโอกาสทำได้ เพราะคงไม่มีใครรู้หรอกครับว่า " พรุ่งนี้กับชาติหน้า...อะไรจะมาก่อนกัน " นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ใช้เวลาอยู่กับคุณแม่นานที่สุดในรอบหลายสิบปี เพราะนอกจากจะอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลาระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล(ยกเว้นช่วงที่คุณแม่ต้องไปเข้าห้องผ่าตัด) ผมยังต้องรับคุณแม่มาดูแลต่อที่บ้านอีก 6 วัน ก็จะถึงวันที่คุณหมอนัดให้ไปตรวจหลังผ่าตัดพอดี หลังจากนั้นก็ต้องส่งไม้ต่อให้น้องสาวมารับคุณแม่ไปดูแลต่อที่บ้านของเธอ เพราะตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาฯเป็นต้นไป ผมจะมีงานสัมมนาที่ต้องไปบรรยายเป็นระยะๆ ไป ก็เลยไม่สามารถดูแลคุณแม่ต่อได้

        มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นมากมายขณะที่เราได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแม่ลูก ได้ดูแลปรนนิบัติท่านอย่างใกล้ชิด ได้สังเกตเห็นริ้วรอยของประสบการณ์ที่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์และความสุขมามากกว่า 70 ปี ได้สัมผัสความสุขที่เรียบง่าย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ไร้เดียงสาราวเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ ยามที่ผมยิงมุขเสี่ยวๆ หรือเวลาที่ท่านดูรายการโชว์ต่างๆในทีวี (ความจริงต้องใช้คำว่าฟังทีวีน่าจะถูกต้องกว่านะครับ เพราะสายตาของท่านรางเลือนมากๆจากปัญหาต้อกระจกที่เกิดขึ้นกับดวงตาทั้งสองข้าง) มันทำให้ผมรู้สึกสุขสงบอย่างประหลาด ไม่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา ไม่ต้องหมกมุ่นกับอดีต ไม่ต้องกังวลกับอนาคต เพราะความสุขทั้งหมดของผมในเวลานี้ ก็คือบุคคลที่อยู่ตรงหน้าผมในขณะนี้นั่นเอง...

        ผมอยากให้เพื่อนๆที่ไม่ค่อยมีเวลา ได้ลองจัดสรรเวลาไปเยี่ยมเยียนดูแลคุณพ่อคุณแม่ดูบ้างครับ ทำในขณะที่คุณยังสามารถทำมันได้ แล้วคุณจะรู้เลยว่า มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขช่วงนึงที่คุณเคยทำมันหล่นหายไปจากชีวิตคุณ เก็บความทรงจำดีๆนั้นไว้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่รู้สึก"เสียดาย"กับวันเวลาที่ผ่านไป (ส่วนท่านใดที่ปฏิบัติอยู่แล้ว ผมขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับท่านด้วยจริงๆ)

        อย่ามัวแต่คิดว่า..." ไว้รอให้มีเวลาก่อนแล้วค่อยไปเยี่ยมก็แล้วกัน"
        เพราะกว่าจะถึงวันนั้น มันอาจเป็นวันที่คุณไม่เหลือใครให้เยี่ยมแล้วก็ได้!!!

นิวัฒน์ ลีวงศ์วัฒน์
2 กุมภาพันธ์ 2562

หมายเลขบันทึก: 659642เขียนเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2019 23:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2019 23:49 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ต้องดูแลคุณแม่วัยชราเหมือนกันค่ะคุณหมอ ด้วยวัย 94 ปี ของแม่ อาการอัลไซเมอร์เริ่มเห็นชัดขึ้นตามลำดับ หลงลืมง่ายขึ้น ถี่ขึ้นจากเดิมเท่าที่สังเกตเห็น ตอนนี้พยายามทบทวนความจำคุณแม่ด้วยการให้นับเหรียญ นับสิ่งของ แยกประเภทการ์ดต่าง ๆ ทุกวันเท่าที่จะทำได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าความจำระยะสั้นของแม่แย่แล้ว แต่ก็ยังมีความพยายามให้แม่ทำอยู่ค่ะ

เป็นกำลังใจให้เช่นกันครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี