ผมจำไม่ได้ว่ากิจกรรม “วางทุกงาน..อ่านทุกคน”เลิกไปเมื่อไหร่ คงหายไปจากโรงเรียนหลังจากภาครัฐเลิกพูดถึง “การอ่าน”..และไม่เป็น “วาระแห่งชาติ” อีกต่อไป..
แต่ผมจำได้ถึงสาเหตุที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถอ่านหนังสือพร้อมกันได้ทุกคน..ในเวลาเดียวกันทั้งโรงเรียน อันเนื่องมาจาก..การโยกย้ายของบุคลากรและรอคอยการมาแทนของครูรุ่นใหม่..
รวมทั้งครู “จ้างสอน” ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งผมต้องนิเทศงาน รวมทั้งในระยะหลัง “นโยบาย”ทางการศึกษามากมายเหลือเกิน ผมต้องใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อบูรณาการฯให้เหลือน้อยที่สุด...
“งานนโยบาย” ก็คงเป็นที่ทราบกันดี..แค่เพียงรับทราบคงไม่พอและไม่ควรขัดนโยบายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่บางเรื่องแทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเลย หากโรงเรียน “คิดไม่เป็น” และนำเข้าทุกเรื่อง ผลกระทบก็คือ “คุณภาพ”และ “ปริมาณ” ที่วาดหวังไว้จะไม่เกิดขึ้นในโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย..
“ครู”จะทราบดีกว่าใครว่านักเรียน “รักการอ่าน”หรือไม่? แต่ผมก็เชื่อว่าครูทุกคนให้นักเรียนอ่านหนังสือทุกวัน..อย่างแน่นอน และเข้าใจด้วยว่าครูส่วนใหญ่จะให้นักเรียนอ่านหนังสือเรียนตามหลักสูตรและอ่านในชั่วโมงเรียน
อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของจำนวน “บุคลากร” และ “หลักสูตร”ที่ค่อนข้างอัดแน่น รวมทั้งกิจกรรมพิเศษที่มาฉุดลากการอ่านออกไปจากระบบ ผมจึงพยายามให้ครูใช้เวลาซ่อมเสริมการอ่านในช่วง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
ผมบอกครูอยู่เสมอว่าการฝึกให้นักเรียนรักการอ่าน ทำได้โดยครูประจำชั้น เราไม่มีครูบรรณารักษ์และไม่ต้องรอ แต่เรามีห้องสมุดและมีหนังสือ “บันเทิงคดี”อยู่มากมาย..
เพราะรักการอ่าน..คือกิจกรรมที่ครูต้องสร้างและใช้สื่ออย่างหลากหลาย มิใช่เฉพาะแต่หนังสือเรียนเท่านั้น และต้องทลายพันธนาการที่ยึดติดอยู่กับเงื่อนไขของ “เวลา” ออกมาจากข้อจำกัดให้ได้ เพื่อให้การอ่าน..เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้..
ผมจึงต้อง “วางทุกงาน อ่านทุกคน” ไปกับนักเรียนทุกวัน..แม้ว่าจะทำได้ในบางชั้นเรียนก็ตาม และพบว่าขณะที่เด็กอ่านผมก็อ่านไปด้วยนั้น นักเรียนจะนิ่งและอ่านได้นาน..เพราะเขารู้ว่าสุดท้ายแล้วผมต้องมีคำถามให้พวกเขาตอบ...
คำถาม..จะช่วยเสริมต่อการเรียนรู้ ไปสู่การอ่านอย่างมีวัตถุประสงค์ คือ “อ่านเอาเรื่อง” ผมจะถามง่ายๆ ได้ทั้งความรู้ความจำและคิดวิเคราะห์..
“การอ่าน” คือทักษะ..ยิ่งอ่านบ่อยๆ จะยิ่งอ่านคล่องและ “รักการอ่าน”ได้ในที่สุด ผมใช้หนังสือนิทานไทยเป็นสื่อเพราะน่าสนใจทั้งเรื่องและภาพ นักเรียนอ่านกันอย่างไม่รู้จักคำว่าเบื่อหน่าย..
หนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือหนังสือเสริมบทเรียนในวิชาภาษาไทยก็น่าสนใจ ผมให้เด็กเก่งช่วยสอนเพื่อน..เด็กที่อ่านไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะไม่รักการอ่าน เพียงแต่ต้องใช้เวลาและไม่ทอดทิ้งพวกเขา..
นอกจากสื่อหนังสือที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการรักการอ่าน..บรรยากาศห้องสมุดและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนก็ต้องเอื้อต่อการจัดกิจกรรม “การอ่าน” ผมใช้มุมหนังสือใต้ถุนอาคารเรียนอย่างคุ้มค่า ใช้ศาลา ๒ หลังสำหรับจัดวางกระเช้าหนังสือ..
วันนี้จัดซื้อศาลาหลังใหม่มาเพิ่ม เพื่อให้นักเรียนมีที่อ่านหนังสืออย่างพอเพียง..ถึงแม้จะวางทุกงาน อ่านทุกคนไม่ได้ แต่ครูก็สามารถฝึกนักเรียนให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ด้วยการไปนั่งอ่านหนังสือที่ศาลา..
ทุกวันนี้ครูเป็นห่วงคะแนนหรือผลสัมฤทธิ์ จนลืมเรื่อง “รักการอ่าน” อย่าลืมว่า “โอเน็ต” มีปัจจัยแทรกซ้อนมากมาย เด็กรักการอ่านอาจทำคะแนนได้ไม่สูง แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง....
“ถ้าเด็กรักการอ่าน..เขาจะเป็นคนดี มีการพัฒนาตนเองและพึ่งตนเองได้อย่างแน่นอน”
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒