หนอน

ในบางช่วงบางคราวผมก็รู้สึกว่าอยากจะเป็นนักพฤกษศาสตร์ อยากปลูกต้นไม้ อยากทำวิจัยอะไรต่างๆเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ (ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรบรรเจิดมากมายนัก) อยากผสมพันธุ์พันธ์ุไม้นานาพรรณ อยากไปเสียหมด อยากเป็นพันพันครั้ง (เออ..พอแล้ว)

แต่ไอ้ที่เป็นอุปสรรคของงานดังกล่าวคือ “ผมกลัวหนอน” 

และไอ้ที่จะไปดูต้นไม้หลากหลายชนิดนั้น มันต้องเจอหนอนแน่นอนอยู่แล้วใช่ไหม ดังนั้น ฝันเรื่องนี้จึงดับลงไปตั้งแต่วันนั้น วันที่ผมกำลังเรียนชั้น ม.๓ แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งที่ขื่อ “ไอ้เกี๊ยว” มันเอาหนอนมาวิ่งไล่แหย่ผมในโรงฝึกงานช่างยนต์

ผมวิ่งหนีสุดชีวิต เหนื่อยแทบขาดใจ สุดท้ายตัดสินใจไม่วิ่งหนีอีกต่อไป หันกลับมาจะต่อยมันแทน แต่มันเหนื่อยไง แค่ยกมือก็แทบไม่ไหว จับหนังสือได้เล่มหนึ่งก็ทำท่าจะเขวี้ยงใส่มัน แล้วสติผมก็ดับวูบ

“ไอ้แป๊ะเป็นลม” แม่ง..โคตรแมนเลย

ตั้งแต่นั้น ความอยากเป็นนักพฤษศาสตร์น่ะหรือ หึหึ 

ลืมมันไปซะ

ไอ้เกี๊ยวไม่อยู่นานแล้ว มันจากพวกเราไปตั้งแต่ม.๕ ด้วยอุบัติเหตุ 

แปลก..แปลกที่ผมก็ไม่เคยรู้สึกเจ็บแค้นมันเลยแม้แต่นิดเดียว ตื่นขึ้นมาจากเป็นลมมันก็เข้ามาขอโทษแล้วเราก็ดีกัน เออนะ ชีวิตวัยรุ่นมันก็มีอะไรดีดีแบบนี้ด้วย

ถัดจากการอยากเป็นนักต้นไม้ศาสตร์และก็เพ้อเจ้ออยากเป็นอะไรอีกไม่กี่อย่างนัก จนกระทั่งเข้ามาเรียนหมอ 

ไอ้ที่อยากจะเป็นหมอสูติอยู่ทุกลมหายใจน่ะแน่นอนอยู่แล้ว แต่ในช่วงเสี้ยวหนึ่งของการเรียน ผมแอบรู้สึกพิสมัยการเรียนวิชาหูคอจมูกอยู่มากเหมือนกัน มันมากขนาดที่รู้สึกสั่นคลอนต่อความรักในวิชาสูติกรรมไปเลยเหมือนกันนะ

ผมอยากใส่หลอดไฟติดหัวแบบหมอหูคอจมูก มันโคตรเท่ 

ลองไปค้นหาคำว่า “หมอ หูคอจมูก” แล้วกดดูรูปดูสิครับ เราก็จะเห็นหมอใส่ที่รัดหัวมีไฟฉายติดอยู่ แบบนั้นแหละ

สมัยก่อน มันจะต้องมีแผ่นลักษณะคล้ายจานดาวเทียมเจาะรูคาดติดอยู่แถวหน้าผาก เมื่อจะดูคอคนไข้ หมอก็จะเอาแผ่นจานดาวเทียมนั้นเลื่อนลงมาปิดตาด้านหนึ่ง รูนั้นจะจ่ออยู่ที่ตาของหมอเพื่อเอาไว้ดู จากนั้นก็ส่องไฟมาเข้าหน้าหมอให้จ่อที่จานนั้น แล้วมันก็จะสะท้อนไปยังคอคนไข้อีกทีหนึ่ง ทำไมมันซับซ้อนนักวะ แต่ไม่เป็นไร “โคตรเท่” ผมยืนยันเช่นเดิม

ผมว่ามันหล่อมาก

แต่เดี๋ยวนี้มันคือไฟฉายตรงๆเลย ไม่ต้องสะท้งสะท้อนอะไรอีกแล้ว

ในช่วงที่เรียนชั้นปี ๕ เมื่อขึ้นวอร์ดหูคอจมูกจริงๆ ผมตื่นเต้นมาก อยากเข้าเรียนฟังบรรยาน อยากไปโอพีดี อยากขึ้นวอร์ดทุกวัน 

ท่าจับลิ้น ท่าแหกปากคนไข้ ท่าส่องหูส่องคอ ผมทำได้ค่อนข้างดี (ผมวิจารณ์ตัวเองได้กวนตีนนิดๆ โปรดอย่าถือสา) ผมคิดว่า หากชีวิตผมติดใจสาขานี้และได้เรียนแล้ว ผมอยากเป็นหมอหูคอจมูกที่ทำงานด้านการติดเชื้อในลำคอด้านลึก ว่าไปนั่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง

“เมื่อคืนมีคนไข้ติดเชื้อในคอชนิดรุนแรงมา” จิ๋ม เพื่อนนักศึกษาแพทย์ที่ตอนนั้นเป็นแค่เพื่อน (ไม่ใช่เมียเฉกเช่นปัจจุบัน) เป็นคนคอยแจกเคสในตอนเช้า

“เป็นคิวเธอนะแป๊ะ” เธอทำตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มได้อย่างดี

“เด็ดดวง เรื่องติดเชื้อในคอแบบลึกนั้นเราชอบ” ผมกำลังพูดถึง deep neck infection และผมก็มีจินตนาการถึงการกรีดหนอง ใช้เครื่องมือดูดหนองออก อะไรทำนองนี้ นึกไปแล้วก็ตื่นเต้นมาก มือนี่สั่นเลยล่ะ

มันตื่นเต้นจนแทบจะไม่ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มและการหัวเราะของเพื่อนๆในกลุ่ม

คนไข้รายนั้นของผมเป็นคนพิเศษเล็กน้อย ลักษณะโครงสร้างใบหน้าของการผิดปกติแต่กำเนิดทำให้รูจมูกของเขาค่อนข้างเล็กและแคบ

“มีอาการผิดปกติอะไรเหรอครับ” ผมถาม

“เจ็บคอมาก ไข้ขึ้น และพูดลำบาก” นั่นไง มันคือการติดเชื้อ มันคือความคิดระดับนักเรียนแพทย์ธรรมดาคนหนึ่ง

“มันเป็นมากี่วันแล้วครับ” ผมกำลังไล่เรียงอาการ

“ราวสัปดาห์ครับหมอ ตอนนั้นแมลงวันมันบินเข้าจมูกไป มันหายไปเป็นวันแล้วถึงจะบินออกมา เข้าไปวันเสาร์ แล้วออกมาเย็นวันอาทิตย์” 

หือ..

“แล้วพี่ไม่สั่งน้ำมูกออกมาเหรอครับ” ผมยังคงสงสัย ถ้าเป็นเราๆคนจะทั้งสั่งน้ำมูก จาม หรือไม่ก็หยอดน้ำเข้ารูจมูกกันพัลวัน

เขาส่ายหน้า

“จมูกมันมีรูอยู่แค่นี้ หมอจะให้ผมทำยังไงล่ะ” แน่ะ ถามเราอีก

“มันไม่น่าจะหลงทางได้นะครับ เข้าทางไหนก็น่าออกทางนั้น แมลงวันมันคงไม่ได้เรียนหนังสือมานะพี่นะ” ผมเย้า แต่คนไข้ยิ้มไม่ออก เพราะขณะที่ผมกำลังจะขอให้เขาอ้าปากเพื่อตรวจร่างกายนั้น จู่ๆก็มีหนอนตัวขาวๆคลานกระดึ๊บออกมาทางจมูกตัวหนึ่ง

ผมผงะ กระโดดออกจากข้างเตียงในทันที ขนลุกซู่

“เช้านี้ก็ตัวที่ ๓ แล้วหมอ” ผมได้ยินเสียงมาจากด้านหลังไม่ได้ย้อนกลับไปมอง เพราะผมวิ่งกลับมาที่เคาเตอร์พยาบาลตั้งแต่ไอ้ตัวนั้นโผล่ออกมามองโลกแล้ว

“ทำไมเอาเคสนี้ให้เรา” ไม่รู้ว่าที่ตัวสั่นเพราะโกรธ หรือเพราะกลัว

“เพราะถึงคิว” จิ๋มยิ้มแบบเนียนๆ

“ใครช่วยหน่อยได้ไหม ไม่ไหวจริงๆ” เพื่อนๆแม่งหัวเราะใส่

“เดี๋ยวเรารับให้เองก่อนละกัน” จิ๋มเป็นคนอาสา เพราะเธอไม่กลัวหนอน หรือเพราะอาจจะรู้สึกผิด หรือเพราะอาจจะเริ่มๆชอบพอในตัวผม (ฮิ้ววววว)

“เรามาดูกัน เมื่อคืนพี่เจออะไร” รุ่นพี่แพทย์ใช้ทุนคนที่เป็นหัวหน้าเวรเมื่อคืนเดินเข้ามาหากลุ่มเรา

“รายนี้เข้ามาเมื่อคืน เราผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว” แล้วพี่แกก็โชว์วิดีโอของการผ่าตัดเมื่อคืนให้เราดู

คนไข้ถูกจัดท่าให้นอนอ้าปาก

แสงไฟส่องเข้าไปในปากนั้น

ภาพโฟกัสไปที่เพดานปากที่มันบวมเป่ง มันเหมือนเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ย้อยมาจนถึงลิ้นไก่

“มิน่า จึงพูดลำบาก และเสียงเปลี่ยนไป” ผมนึกเอาเอง

มันมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น

ใบมีดถูกแหย่ปลายแหลมเข้าไปที่เพดานปาก แล้ว เจาะ

“ปลุ๊ก”

เหมือนอะไรแตก

แล้วหัวตัวหนอนแมลงวันนับไม่ถ้วนก็โผล่ออกมาเหมือนเกษรดอกไม้กวัดแกว่ง มันแย่งกันกระดื๊บออกมาจากรอยกรีดที่เพดานปาก

หัวดูดต่อกับเครื่องดูดแรงสูงถูกจ่อเข้าไปพร้อมกัน 

หนอนตัวแล้วตัวเล่าถูกดูดออกมาด้วยเครื่องดูดนั้น

“ปลุ๊ก” ตัวนึง

“ปลุ๊กๆๆ” ได้ไปสาม

“ปลุ๊กๆๆ ปลู๊กกกกกก” รอบนี้ได้ไปหลายตัว นับไม่ทัน

จากนั้น คีมคีบได้ถูกใช้เข้าไปควานหาในเนื้อเยื่อเปื่อยๆนั้น และคีบหนอนออกมาเป็นตัวๆ ตัวแล้วตัวเล่าจนคนค่อนข้างจะมั่นใจว่าเอามันออกได้หมด

นับศพได้ ๑๒๖ ตัว 

แต่นั่นยังไม่ได้รวมกับไอ้ ๓ ตัวของเมื่อกี๊ทีนะ

พอกันที เท่แค่ไหนผมก็ไม่เอาอีกแล้ว ผมจะไม่ปันใจออกจากความรักในสูตินรีเวชอีกแล้ว 

งานของผมน่ะ ยังไงซะ แมลงวันก็ไม่บินเข้าไปแบบนั้นแน่ๆ

ธนพันธ์ ชูบุญรักจิ๋มจริงๆ

๒ มค ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เหลือเชื่อจริง ๆ ค่ะอาจารย์ ที่แมลงวันจะบินเข้าจมูกและไปวางไข่ได้กลายเป็นหนอนจริง ๆ หรือว่าคุณหมอเล่นมุข และคนไข้ของหมอคนนี้เป็นโรคอื่น ไม่อยากเชื่อเลยค่ะว่าเป็นเรื่องจริง แสดงว่าในร่างกายเรามีสภาพที่เหมาะแก่การวางไข่ของแมลง… อุย!!! น่ากลัวชะมัด

เขียนเมื่อ 

เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันครับเล่าได้สนุกมากบังเอิญผมเป็นคนกลัวหนอนเหมือนกัน แต่ตัวเล็กๆอย่างหนอนแมลงวันไม่เท่าไหร่ถ้าเป็นหนอนผีเสื้อตัวเขียวๆใหญ่ๆ เคยโดนแกล้ง ผมช็อกนอนละเมอไปหลายคืนเลยล่ะครับ

หมายเลขบันทึก

659171

เขียน

07 Jan 2019 @ 15:15
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก