หมอนักจิ้ม

ผมกำลังจะเล่าว่า ในบรรดาผู้ป่วยหนักๆที่พวกเรารับมาดูแลหลายรายนั้น ความสำเร็จในการช่วยชีวิตคนไข้บางคนอยู่ในมือของหมอกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คนเบื้องหลัง”

พวกเขาคือ “หมอเอ็กซเรย์อินเตอร์เว็นชั่น”

พวกเขาเป็นหมอเอ็กซเรย์ แต่ไม่ได้อ่านแต่ฟิล์ม พวกเขาไม่ได้ทำอัลตราซาวนด์อย่างเดียว หมอกลุ่มนี้จะมีหน้าที่ในการสอดสายต่างๆ ทิ่ม แทง แยงเข้าไปในทุกที่ที่สามารถสอดสายต่างๆเข้าไปได้ และช่วยเรารักษาโรคคนไข้ 

ผมรู้จักการแทงแยงสายแบบนี้ครั้งแรกก็ตอนเป็นหมอใช้ทุนแล้วมีคนไข้เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม มันลุกลามไปกดเบียดท่อไตทั้ง ๒ ข้างจนคนไข้มีปัญหาเยี่ยวไม่ออกและไตวาย คราวนั้นก็ได้อาจารย์เอ็กซเรย์ช่วยแทงสายระบายฉี่ผ่านทางหลังเข้าไปที่กรวยไต ให้คนไข้ฉี่ออกทางสายนี้แทน อาการไตวายก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคนไข้จะถูกฉายแสง เมื่อมะเร็งมันถูกแสงทำลายจนยุบ ฉี่ก็จะไหลผ่านทางท่อไตเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้อีกครั้ง และฉี่ได้ตามปกติ เมื่อนั้น เราก็จะดึงเอาสายนี้ออกจากหลังคนไข้

นั่นคือโลกใหม่ในการรักษาโรคผ่านสายตามผมเมื่อครั้งยังหนุ่มๆ (มันคงนานมากแล้วสินะ)

เดี๋ยวนี้มันพัฒนาไปมากนะครับ อะไรที่มีช่อง ร่อง รอย รูที่พวกเขาแทง แยง สอดเข้าไปได้ นั่นแหละคืองานของหมอเอ็กซเรย์อินเตอร์เว็นชั่น

แทงสายเข้าไปยิงสารเพื่อหยุดการไหลของเลือด

แยงสายเข้าไปจ่อที่มะเร็งตับ แล้วฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไป ทำให้มะเร็งยุบ

สอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ปล่อยขดลวดเพื่อถ่างหลอดเลือดรักษาอาการตีบตัน

แทงเข็มเข้าไปยังอวัยวะเป้าหมายเพื่อดูดเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ

ทิ่มเข็มเข้าไปในกลุ่มหนองภายในร่างกายเฉพาะจุด แล้วคาสายไว้เพื่อให้หนองไหลออกมาโดยไม่ต้องผ่าตัด

เป็นต้น 

(ต้องใช้คำว่า เป็นต้น ไว้ เพราะมันยังมีกิ่งก้านสาขา ใบ ดอก ออกผลอีกมากจริงๆ เอ๊ะ!)

.................................

“แป๊ะ มีคนไข้จะส่งตัวเข้ามา ดูไม่ค่อยดี หลังคลอดเค้าพบว่ามีรอยฉีกขาดรุนแรงในช่องคลอดตรงไหนสักที่ หมอที่ต้นทางเค้าพยายามเย็บมาแล้วแต่มันไม่ได้ผล” เสียงพี่เปิ้ลปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ เพราะเมื่อตอนเย็นได้ไปว่ายน้ำมา หลังแต่งตัวเตรียมออกไปกินข้าวจึงได้งีบหลับนิดหนึ่ง

“อุย..พี่ ผมอยู่ภูเก็ตแหละ” เรื่องจริงในวันนั้นก็คือ ผมและลูกเมียกำลังหรรษาอยู่ในโรงแรมห้าดาวที่อยู่ทางด้านตะวันตกสุดของเกาะภูเก็ต เมื่อช่วงหัวค่ำหลังจากว่ายน้ำเสร็จใหม่ๆ  ผมยังยืนมองดวงอาทิตย์ตกน้ำทะเลประชันวิวกับพวกที่แย่งกันจอดรถบนแหลมพรหมเทพอยู่เลย เขาดูอยู่บนแหลมพรหมเทพ แต่ผมยืนมองจากห้องพัก คลาสิกต่างๆกันกับดวงลูกไฟดวงเดียวกัน

“แล้วมันแย่แค่ไหนครับพี่” ผมอดเป็นห่วงไม่ได้

“เค้าคงหาจุดเลือดออกกันไม่พบ ตอนนี้เลยใช้ก็อซอุดเอาไว้ แล้วจะส่งตัวมา ล่าสุดได้เลือดไปหลายถุง และมันยังคงมีเลือดไหลออกทางช่องคลอดอยู่ตลอด” ผมมองเห็นภาพความชุลมุน และผมมองเห็นตัวเองที่เคยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์นั้นเมื่อหลายปีมาแล้ว

คราวนั้นผมเป็นแพทย์ใช้ทุนปีสุดท้าย ได้ทำคลอดคนไข้ที่มีอาการครรภ์เป็นพิษโดยการใช้คีมช่วยดึงเด็กออกมา

เก่งครับ ดึงแป๊บเดียวก็ออก เดี๋ยวครรภ์เป็นพิษก็หาย แต่ไม่นานนักก็มีเสียงรายงานเข้ามาว่าคนไข้มีเลือดออกจากช่องคลอดปริมาณมาก และความดันเริ่มตก 

“คนไข้ซ็อกเพราะเสียเลือด”

เรารีบประเมินอย่างเร่งด่วนและพบว่า มีรอยเลือดออกบริเวณแผลฝีเย็บด้านใน มันอยู่ลึกมาก ช่องคลอดบวมเป่งและมีสีคล้ำ

เลือดมันเซาะเข้าไปในเนื้อเยื่อของช่องคลอด ห้อเลือดขนาดใหญ่มันทำให้การเย็บในห้องคลอดมีความยากลำบาก อาจารย์เวรจึงตัดสินใจที่จะพาเธอเข้าไปเย็บแผลใหม่ในห้องผ่าตัด

“มองอะไรไม่เห็นเลยครับอาจารย์” ผมบ่นพึมพัม อันที่จริงก็บ่นกันทุกคนนั่นแหละ เพราะเนื้อเยื่อนิ่มๆที่แสนจะรัญจวนใจยามมีเซ็กส์กันนั้น มันสวย แต่หากเป็นตอนนี้ ตอนที่มีจุดเลือดออกตรงไหนสักที่ เลือดมันไหลเซาะไปในเนื้อเยื่อได้ทุกแห่งหน มองยังไงก็มีแต่ความเศร้าใจ มันช้ำ มันคล้ำ และเปื่อยยุ่ย

เราปลุกปล้ำกันนานพอสมควรจนรู้สึกว่า ทั้งเราและเธออาจจะไม่ไหว การร้องขอความช่วยเหลือจึงเกิดขึ้น และคนที่มาช่วยผมตอนนั้นคืออาจารย์เรืองศักดิ์ อาจารย์ที่ทำคลอดคนไข้มากที่สุดในยามนั้น “แกเก่ง”

เหมือนสวรรค์มาโปรด เมื่อคนมีสติเข้ามาช่วยเหลือด้วยสติที่พร้อม สติก็จะนำพาซึ่งแสงสว่าง (บ้า..มากไปมั้ย) เพียงแค่จัดแสงไฟให้ดี ใช้เครื่องถ่างแผลให้พอ 

“นั่นไง จุดเลือดออก หลอดเลือดแดงขาดพ่นเลือดออกปุ๊ดๆ” อาจารย์ชี้ให้ดู และเพียงแค่คีมหนีบ ไหมผูก เลือดก็หยุดสนิท

“เทพมาก”

นั่นคือประสบการณ์สุดเลวร้ายเหตุการณ์หนึ่งของผมเลยทีเดียว ผมยังจำได้ว่า เมียผมร้องไห้เพราะสงสารผมด้วย (เห้ย..พูดจริง เธอสงสารผม เพราะเห็นหน้าผมตอนนั้นแล้วคงออกอาการน่าสมเพช)

เรื่องแบบนี้มันเกิดซ้ำอีกครั้งในช่วงที่ผมเป็นอาจารย์สูติแพทย์แล้ว

คราวนี้เป็นคนไข้วีไอพี เธอเป็นหมอรุ่นน้องของผมเอง

การคลอดดำเนินไปตามปกติ หลานสาวผมออกมาหน้าตาน่ารัก การดูแลหลังคลอดก็ดูเหมือนว่าปกติ

แต่คล้อยหลังได้ไม่นาน เธอก็บ่นว่ามีอาการหน่วงที่ก้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงเปิดดูที่แผล 

“แม่เจ้า! เกิดอาการห้อเลือดขนาดใหญ่” ผมพึมพัมพร้อมปาดเหงื่อ อีกแล้วเหรอวะ คราวนี้ดันมาเกิดกับคนสนิท “บ้าจริง”

เราจัดการเข็นเตียงเธอไปห้องผ่าตัด เพื่อตัดไหมและหาจุดเลือดออก วันนั้นก็ได้อาจารย์เรืองศักดิ์ท่านเดิมมาช่วยเช่นเคย

เห็นไหม ว่าผมไม่เคยเดียวดาย 

คนประสบเหตุมันมีความเครียด ดังนั้นมันจะดีแค่ไหนหากดึงตัวเองออกมามานิดหนึ่ง แล้วอย่าอายที่จะเรียกใครสักคนมาช่วยเหลือ

ผมพูดจริงๆนะครับ

มาเรื่องเธอคนนั้นต่อ

ความคับข้องใจของพี่เปิ้ลก็คือว่า คนไข้ที่กำลังจะถูกส่งเข้ามานั้น มีอาการหนักมาก เธออาจจะต้องใช้ไอซียู และเราไม่มีในตอนนั้น “เตียงมันเต็ม”

“ไอซียูเต็ม” เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ และนี่กระมัง ที่ทำให้พี่เปิ้ล ซึ่งไม่ได้อยู่เวรในวันนั้นถูกร้องขอความช่วยเหลือมา

“แล้วพี่จะทำยังไงต่อไปครับ” ผมทำได้แค่ถาม เพราะตัวอยู่ไกลจริงๆ

คำพูดประโยคหนึ่ง ดังขึ้นมาในหัว

“ถ้าขนาดที่เรายังขาดแคลน แล้วเพื่อนๆคนอื่นที่ข้างนอกเค้าจะขาดแคลนขนาดไหน” นั่นคือเสียงของผู้เฒ่าคนเดิมซึ่งเคยเป็นผู้นำของภาควิชาเราดังขึ้นมา พี่เปิ้ลคือคนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจประโยคนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

แล้วคืนนั้น ขณะที่ผมกำลังหลับสบายอยู่บนเตียงนอนชนิดที่น้องจ้าบอกว่า “เตียงมันดูดได้ ดูดให้เราติดเตียงจนไม่อยากตื่นเลยนะพ่อ” ส่วนเพื่อนฝูงที่โรงพยาบาลเขาต่างก็ทำงานกันเหงื่อท่วม 

ทีมหมอมะเร็ง อาจารย์น้องอิง อาจารย์อาร์ท ถูกตามมาให้ช่วยดูคนไข้ อาจารย์น้องทรายเจ้าของเวรตัวจริงคงเหนื่อยกว่าใคร เพราะมีคนไข้หนักติดวอร์ดรายอื่นต้องให้แก้ปัญหาหลายราย ผอ. ถูกแจ้งให้รับทราบว่ามีเคสนี้เข้ามาและอาจจะต้องถูกใช้ทรัพยากรมากมาย (เรื่องจริงอีกเรื่อง ผอ.คืออาจารย์เรืองศักดิ์คนนั้น) และท้ายที่สุด อาจารย์น้องโอ๋ หมอเอ็กซเรย์อินเตอร์เว็นชั่นถูกทีมเราปรึกษาให้มาช่วยอย่างเร่งด่วน

เขาแยงสายเข้าหลอดเลือดจากที่ขาหนีบ เลือดที่ไหลเข้ามาในสายบอกว่ามันเข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว สารทึบรังสีถูกปล่อยออกไปเป็นระยะพร้อมกับการปล่อยรังสีเอ็กซ์ในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อตรวจสอบตำแหน่งอย่างแม่นยำ สายลวดเส้นนั้นถูกแทงให้เลื้อยเข้าไปในหลอดเลือดต่อไปจนปลายของมันมาจ่ออยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน 

สารทึบรังสีถูกปล่อยออกไปพร้อมกับการปล่อยรังสีเอ็กซ์อีกครั้ง

ภาพหลอดเลือดเป้าหมายปรากฏบนจอทีวี 

ชั่วอึดใจ เค้าเห็นปลายหลอดเลือดที่เป็นต้นเหตุนั้น แล้วสารอุดหลอดเลือดก็ถูกปล่อยออกไป 

คนเฝ้าดูคงแทบหยุดหายใจ

.........................

“เลือดหยุดแล้วค่ะแป๊ะ” ผมเห็นข้อความนี้ส่งเข้ามาทางโทรศัพท์ในช่วงเวลาที่เลยสองยามมาสัก ๒ ชั่วโมง มันคือเวลาที่ผมกำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มที่หนานุ่มโดยมีแอร์เป่าห้องอย่างเย็นเฉียบ ผมอ่านข้อความแล้วยิ้มน้อยๆ แต่หัวใจพองโต

ธนพันธ์ ชูบุญไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเลยก็บอกแล้วไงว่าเตียงมันดูด

๒๔ ธค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)