วิ่งกับผี

เวลาประมาณสองทุ่มครึ่งหน่อยๆ ผมออกวิ่งรอบหมู่บ้านตามปกติ 

ในเส้นทางปกติของค่ำคืนนี้มันกลับรู้สึกเย็นๆแปลกๆ

หัวมุมถนนตรงนั้นคือจุดที่ผมต้องเลี้ยวไปทางขวา แสงไฟจากหลอดแอลอีดีสว่างขึ้นเมื่อผมเข้าไปใกล้ ผมเห็นตาคู่หนึ่งมองผมอยู่

ตัวเย็นวาบ ขนลุกตั้ง หัวใจที่เต้นเร็วอยู่แล้วมันก็ขยับขึ้นไปอีก ผมคาดเดาว่ามันน่าจะเข้าใกล้ ๑๗๐

ใครนะ ที่เค้ากำลังเฝ้ามองผมอยู่

..........................

ครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมต้องไปเป็น extern ซึ่งนั้นคือนักเรียนแพทย์ปีสุดท้าย ต้องไปฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลที่เพื่อนๆไม่ต้องแย่งกันไป เพราะไม่มีใครอยากไป เพื่อนส่วนมากอยากไปฝึกงานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ สุราษฎร์ฯ สงขลา และตรัง พวกเขาต้องแย่งกัน ต้องจับฉลาก แต่ทีมผม พวกเรารักกัน เราไม่อยากแตกทีม จึงต้องเลือกนครศรีธรรมราช เพราะได้ไปทั้งทีมแน่นอน

ที่นั่นงานหนักมาก มัน หนัก มาก

เอาเหอะ เรื่องงานผมค่อยเล่า แต่วันนี้จะเล่าเรื่องที่มองด้วยตาไม่เห็น และต้องสัมผัสด้วยใจ

บ้านพักของพวกเราเป็นเรือนไม้สองชั้น มันอยู่ด้านหน้าของห้องเก็บศพ ทุกๆคืน หากได้นอนอยู่ที่บ้านพักนั้น พวกเราจะได้ยินเสียงรถเข็นของโรงพยาบาลเข็นผ่านหน้าบ้านพักพาศพไปพักกันทุกคืน

“แคร๊กๆๆ” เสียงล้อรถเข็นบดไปกับถนนราดยางแบบหินหยาบผ่านหน้าบ้านพักเรา

หมาเจ้าถิ่นที่คอยเฝ้าดูแลพวกเราก็เห่ากันขรม ดีที่มันไม่หอน ไม่งั้นผมคงอพยพไปนอนบนโรงพยาบาล แต่จะว่าไปก็ไม่ได้กลัว เพราะคนที่เสียชีวิตที่ผ่านหน้าบ้านพักพวกเรานั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านมือนักเรียนแพทย์อย่างพวกเรามาแล้วทุกราย ทุกรายจริงๆ บางศพเราทำใจ บางศพเราเศร้าใจ คละเคล้ากันไป แต่ผมยังไม่เคยเดินออกไปทักทายกับญาติที่เดินตามมาด้วยกันสักครั้ง

....................

ผมอาจจะระแวง เมื่อรอบแรก รู้สึกได้ว่าถูกเฝ้ามอง 

มารอบที่ ๒ นี้จึงออกอาการกลัว 

เชี่ย เค้ายังอยู่ เค้ายังเฝ้ามองผมอยู่

ทำไงล่ะครับ เพิ่งวิ่งไปได้ ๒ รอบเท่านั้นเอง เอาวะ สวดมนต์ แล้วผมก็เริ่มบริกรรมคาถา ตั้งที่นะโมก่อนเลย

...........................

ช่วงที่ทำงานที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราชในช่วงแรกๆกลับไม่รู้สึกกลัวผีแฮะ นั่นเป็นเพราะว่ามันเหนื่อย ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน ลืมเรื่องผีไปเลย แถมด้วยความซับซ้อนของตึกต่างๆผสมกับความใหม่ในพื้นที่ บางครั้งถูกตามไปปั๊มหัวใจ ก็วิ่งหลงทาง

“Extern ธนพันธ์คะ คนไข้ที่ตึก...ห้อง...arrest ค่ะ” เสียงจากต้นสายบอกว่าคนไข้หัวใจหยุดเต้น ผมจำได้ว่ามันคือตึกที่อยู่ด้านหน้าสุดของโรงพยาบาล

“ครับพี่ ผมจะรีบไป” แล้วผมก็ออกตัวเต็มฝีเท้า ใจหนึ่งก็นึกถึงขนาดปริมาณยาที่จะต้องให้ในการกู้ชีวิต นึกถึงตำราแพทย์ที่เรียนมา วิ่งไปวิ่งมาก็หลงทาง วิ่งกลับไปทางเดิมก็วนกลับมาอยู่อีกที่ คราวนี้คนที่หัวใจจะหยุดเต้นก็กลับกลายเป็นผมเอง

“เชี่ย หลง” ผมด่าตัวเอง (ด่าตัวเอง หยาบคายได้)

แล้วผมก็พบวิธีแก้ปัญหาได้ 

ผมตัดสินใจวิ่งออกไปหน้าโรงพยาบาลเลย เห็นเสาธง แล้วผมก็เห็นตึกพิเศษตึกนั้น 

“หมอไปไหนมา คนไข้เสียชีวิตแล้วค่ะ” พยาบาลเค้าเพิ่งหยุดการปั๊มหัวใจตามคำสั่งของอาจารย์ผู้ดูแลในตอนนั้น

นั่นคือคนไข้รายแรกที่ผมต้องถูกตามไปดูแลขณะอยู่เวร คนไข้ที่คำสั่งของผมสามารถให้การรักษาได้จริงๆ แต่ผมทำมันพัง พังเพราะเสือกหลงทาง 

.................

ผมถามตัวเอง ว่าจะวิ่งต่อไปอีกไหม 

ผมกลัวผี และถ้ามีผีมันมาคอยยืนดักอยู่ข้างเสาไฟฟ้าแบบนั้น ผมจะวิ่งได้อย่างไร

แต่นี่มันเขตบ้านพักของผมนะ นี่มันโลกของผมนะ ผมไม่โอเคที่จะมาทำให้เกิดเหตุการณ์บ้าๆแบบนี้ ทำไมต้องมาหลอกกัน 

ผมชักไม่แน่ใจว่านั่นคือโกรธหรือกลัว แต่ที่แน่ๆ ผมต้องวิ่ง 

และที่เสาไฟฟ้าต้นนั้น สามรอบแล้วนะโว้ย มึงยังอยู่อีกเหรอ 

“เค้ายังอยู่”

ผมสวดมนต์บทของหลวงปู่ทวด ผมวิ่งหลับตาไม่ได้ จึงเพียงนึกในใจถึงวิหารหลวงปู่ทวดของโรงพยาบาลที่ผมนับถือนักหนา แต่นั่นเมื่อผมวิ่งผ่าน เขาก็เพียงแค่อยู่เฉยๆ แล้วผมก็ผ่านเขาไปอีกครั้งโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง

“เขาต้องการอะไร” ผมถามตัวเอง

............................

ด้วยความที่ต้องทำงานหนักมาก บางทีพวกเราก็ฟิวส์ขาด

กะจะกลับบ้านพักเพื่ออาบน้ำสักนิด เพราะตั้งแต่เริ่มไปรับเวรในช่วงเย็นนั้นบางทีก็อาจจะไม่ได้กลับบ้านพักอีกเลยจนถึงเช้า

รุ่นพี่ผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า คืนนั้นพี่ก็เกิดอาการเช่นนี้แหละ ราวๆเกือบเที่ยงคืน หลังกินข้าวมื้อดึก ก็แวบมาอาบน้ำที่บ้าน อากาศช่วงดึกมันสบายเลยเอนตัวลงนอนบนเตียง ฟังเสียงรถเข็นศพที่เพิ่งเข็นผ่านไป แล้วเขาก็เผลอหลับ

“ลูกหมอ ลูกหมอ ตื่น ตื่น ไปช่วยป้าหน่อย” เสียงเคาะประตูเรียกทำให้เจ้าตัวสะดุ้งตื่น สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่มีโทรศัพท์ตั้งโต๊ะอยู่หน้าห้อง พี่แกเลยวิ่งออกไปแล้วหมุนโทรศัพท์ไปตามวอร์ดที่แกรับผิดชอบอยู่ พยาบาลกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจคนไข้สูงอายุกันอยู่ 

แล้วพี่ก็รีบวิ่งออกไป 

แต่นั่นมันก็คงจะสายไปแล้ว 

คุณยายจึงมาเรียกพี่แกได้ยังไงเล่า

.......................

ผมผ่านกิโลเมตรที่ ๔ มาได้ และกำลังจะถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้นอีกครั้ง

ทำไมมันไม่เคยรู้สึกทุกข์ใจจากการวิ่งเหมือนวันนี้เลยนะ 

เค้าต้องการอะไร

นั่นไง เค้ายังอยู่ตรงนั้น สายตาทั้งคู่มองมาที่ผมอย่างไม่ไหวติง ผมไม่สบตา แต่ที่หางตามันบอกว่า เค้ายืนอยู่

ผมไม่กล้าหยุดเผชิญหน้าแน่นอน ผมกลัวจริงๆ

คาถาหลวงปู่แดง ที่ยายสอนนักสอนหนาว่าหยุดการปองร้ายได้ถูกสวดตั้งแต่เริ่มเลี้ยวผ่านหน้าหมู่บ้านมา

หรือว่าเพราะคาถา ทำให้เขาเข้ามาหาผมตรงๆไม่ได้

ผมเอามือลูบที่หน้าอกตัวเอง สร้อยคอสวมพระหลวงตามุ่ยวัดป่าระกำเหนือก็ยังคล้องคออยู่

สิ่งเหล่านี้กระมังที่ยังคงหล่อเลี้ยงหัวใจผมให้วิ่งต่อไป

.....................

ครั้งหนึ่ง ผมอยู่เวรอายุรกรรม

ในวันนั้นมีคนไข้ชายหนุ่มอายุราว ๒๐ ปลายๆถูกส่งเข้ามาเพราะเขามีการหายใจล้มเหลวด้วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง มันมีปัญหาขึ้นมาเพราะเกิดการติดเชื้อในปอด

ท่อช่วยหายใจถูกสอดผ่านปากเข้าหลอดคอและหลอดลม ผมต่อปลายท่อไว้กับเครื่องช่วยหายใจทึ่เรียกว่า “เบิร์ด” เครื่องเขียวๆเก่าๆเครื่องนั้น

คนไข้ของผมอาการไม่ดีขึ้นเลย อาการทุรนทุรายยังมีอยู่ตลอดเวลาจนต้องมัดมือและมัดเท้าไว้กับเตียง เรากลัวเขาดึงท่อช่วยหายใจออก

เรายื้อกันอยู่นานครับ ผมพยายามปรับเครื่องช่วยหายใจ พยายามให้ยาเพื่อให้เขาผ่อนคลายลง จะได้หายใจราบรื่นขึ้น แต่มันก็แทบจะไม่ได้ผลเลยสักนิด

๔ ชั่วโมงหลังจากเข้ามาอยู่ในวอร์ด เขาก็จากเราไป

ผมก็หมดหน้าที่ และต้องไปดูคนไข้รายอื่นต่อไป

“หมอ รู้ไหม คนไข้เมื่อกี๊เค้ายังไม่ได้เตรียมใจตายเลยนะ” พี่พยาบาลเธอบอกผมในช่วงเวลาที่ผมกำลังมานั่งพัก

“แน่แหละพี่ ยังหนุ่มอยู่เลย น่าเศร้าจัง” ผมรู้สึกเช่นนั้น

“เมื่อกี๊พี่จัดการศพเค้า พี่ว่า..” แล้วพี่พยาบาลก็หยุด เธอมองหน้าผม

“พี่ได้ยินเสียงเค้าร้องไห้อยู่ข้างๆ” เชี่ย ผมนี่แทบกระโดดกอดเธอ (นึกแล้วก็เสียดาย ตอนนั้นทำไมไม่กอดวะ)

“จริงๆนะ เค้าน่าจะร้องไห้อยู่ข้างๆพี่นี่แหละ เวลาพี่ใส่ผ้าลงไปในจมูก ในปาก ได้ยินเสียงเค้าจริงๆนะหมอ” เธอยังไม่ยอมหยุดเล่า

“ไม่หรอกมั้ง” พี่พยาบาลอีกคนแทรกขึ้นมา

“พี่ว่าลมในท้องน่าจะเยอะ เคสที่หอบมากๆ ลมในท้องเต็มป่องทั้งนั้น คราวนี้เมื่อเค้าตายไป ลมมันก็ระบายออกมาไง เรอน่ะ เคยเรอไหม” พี่สาวคนนั้นคงเคยเจอแบบนี้บ่อยๆ 

ผมก็เบาใจ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มันอธิบายได้นี่นา

แล้วผมก็เดินออกไปเพื่อทานข้าวมื้อดึกในโรงครัวเพื่อจะได้เจอเพื่อนๆ 

จู่ๆผมก็ขนลุกซู่

“แต่เราใส่ท่อช่วยหายใจนะ ลมไม่เข้าท้อง ลมเข้าปอด ท้องต้องไม่ป่อง ท้องต้องไม่มีลมมาก ศพก็ไม่ควรเรอสิ” ขอเชี่ย...อีกครั้งได้ไหม

...............

รอบที่ ๕ กำลังจะมาถึงหัวโค้งบ้านั่นอีกครั้ง

ผมยกมือสวัสดีรุ่นพี่ที่กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์จูงหมาออกกำลังกาย เจ้าอัลเซเชี่ยนตัวนั้นมันหยุดที่เสาไฟแล้วมอง มันคงมองเห็นเหมือนผมมองนั่นแหละ แต่ผมแปลกใจที่ทำไมรุ่นพี่คนนั้นแกดูเฉยเมยเหมือนปกติที่แกต้องผ่านตรงนั้นทุกคืน

ผมไม่ได้ถามว่าพี่เห็นอะไรไหม แต่ผมยังคงเห็น

คงต้องจดจารไว้ “ผมวิ่งกับผี” นี่คือรอบที่ ๕ แล้ว มันคือกิโลเมตรที่ ๖ ของผมแล้วนะ

นึกในใจ ว่าคงจะไปกรวดน้ำให้เมื่อเสร็จกิจวิ่ง นิสัยติดสินบนสินะ

..................

ในช่วงที่ผมอยู่วอร์ดเด็ก ช่วงนั้นมันยุ่งมาก ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงที่นครศรีธรรมราช คนไข้เด็กล้นออกมาถึงทางเดินด้านนอก บางคนนอนเปลสนาม ผมไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะต้องวัดสัญญาณชีพเด็กที่กำลังช็อกอยู่หลายคน คำนวณปรับปริมาณน้ำเกลือกันชั่วโมงต่อชั่วโมง

extern กนกวรรณ เธออยู่วอร์ดสูติ ในช่วงเวลานั้นเธอว่าง จึงมาช่วยผมดูคนไข้เด็กด้วยกัน

เวลาล่วงไปราวกว่าเที่ยงคืน เจ้าเด็กที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลทุ่งสงเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยอาการหัวใจล้มเหลวจากไข้เลือดออก อาจารย์เวรสั่งงานผมอีกเล็กน้อยก่อนที่ท่านจะขอตัวกลับบ้าน

“extern กนกวรรณ มีโทรศัพท์มาจากห้องคลอดค่ะ” แล้วเธอก็เดินไปรับโทรศัพท์แล้ววิ่งไปที่ห้องคลอด

แล้วผมก็ทำงานของผมต่อไป 

“พี่ครับ เตียง ๘ ลดน้ำเกลือเหลือ ๔๐ นะครับ” ผมแจ้งพี่พยาบาล

แล้วไม่นาน จิ๋มก็เดินเข้ามาหน้าตาตื่นๆ (เอิ่ม จิ๋มกับกนกวรรณ ถ้าจำไม่ผิดคือคนเดียวกัน)

“แป๊ะรู้มั้ย พี่พยาบาลเรียกเราตั้งนานแล้ว” เธอบอก

“อ้าว ก็เธออยู่ที่วอร์ดเด็กอยู่กับเรานี่นา” ผมออกอาการงง

“นั่นแหละ พี่พยาบาลเดินไปตามจิ๋มที่ห้องพักเวรสูติ เค้าก็บอกว่าเราขานว่า ค่ะ เสียงดังฟังชัด” เธอหยุดนิ่ง

“แล้วแป๊ะว่าใครขานออกไปล่ะ เราอยู่กับตัวที่นี่นิ ใครนอนในห้องนั้นล่ะ” จิ๋มเสียงสั่นๆ

ตำนานที่เค้าว่าไว้ มันคงมีจริงๆ ห้องเวรห้องนั้นมีคนนอนประจำอยู่จริง

แล้วเดือนต่อจากนั้นที่ผมต้องผ่านวอร์ดสูติ ก็ไม่ได้ใช้ห้องนั้นเลย 

..................

“พี่สมศักดิ์ วิ่งมั้ย” ผมตะโกนเรียกรุ่นพี่คนหนึ่งที่วิ่งในหมู่บ้านด้วยกันประจำ

“ไปสิ” แล้วพี่สมศักดิ์ก็กลับตัวมาวิ่งกับผม

“พี่ พี่เห็นอะไรที่เสาไฟต้นนั้นมั้ย” ผมถาม เพราะเค้ายังอยู่

“อะไรเหรอแป๊ะ” แกคงสงสัย

“ไม่มีอะไรครับพี่” บางครั้ง ความไม่รู้ไม่เห็นก็เป็นเรื่องดี

แล้วผมก็มีเพื่อนวิ่ง 

ผมกำลังจะเข้าสู่กิโลเมตรสุดท้าย กิโลที่ ๘

“พี่ ผมจะเลิกแล้วนะ เมื่อกี๊ไม่เห็นอะไรเลยเหรอครับ” เสาไฟต้นนั้นใกล้เข้ามา

ผมรู้สึกว่า ตั้งแต่คิดว่าจะเลิกวิ่งเมื่อครบ ๘ กิโล เสาไฟต้นนั้นมันไม่มีความวังเวง มันดูอุ่น และเค้าไปแล้ว

ผีเสื้อกลางคืนตัวเท่าฝ่ามือตัวนั้น มันบินไปแล้ว

ธนพันธ์ ชูบุญวิ่งกับผี

๒๗ ธค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659169

เขียน

07 Jan 2019 @ 15:13
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก