คริสต์มาสสีเหลือง

“วันคริสต์มาสของผมปีนี้เป็นสีเหลือง”

เห็นใครต่อใครเขาชักชวนกันให้ใส่ชุดสีเขียวแดง หรือแดงเขียวกันในช่วงนี้ ผมก็เข้าใจว่าคงอยากให้คนที่มาร่วมงานปาร์ตี้แต่งตัวเป็น “เอลฟ์” แหม่..ผมกลับมองเห็นภาพ “ด็อบบี้” แทน แต่คนจัดงานบอกว่า เค้าอยากให้แต่งตัวเหมือน “ซานตาคลอส”

นั่นไง คริสต์มาสสีแดง

แต่สำหรับผม ปีนี้มันคือสีเหลืองจริงๆ

...............................

ไอ้เจ้าหนูที่มันนอนอยู่บนเตียงคนไข้ อายุอานามมันก็ราวๆลูกสาวคนเล็กของผม หน้าตามันน่าเอ็นดูนัก

ผมเคยถูกถามว่าทำไมไม่เป็นหมอเด็ก ซึ่งผมก็สามารถตอบได้อย่างรวดเร็วชนิดที่แทบจะไม่ต้องคิดเลย ว่าผมไม่ชอบเห็นเด็กป่วย ไม่รู้ทำไม มันเจ็บปวดรวดร้าวหัวใจเหลือเกิน

ผมคงไม่สามารถจินตนาการได้ ว่าโรคภัยไข้เจ็บที่มันติดตัวเด็กนั้น มันจะสร้างความทุกข์ให้เขาสักแค่ไหน 

โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด โรคเลือด และโรคมะเร็ง

เด็กมันควรเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลประหนึ่งบ้านหลังที่สองของพวกเขา

แต่เอ๊ะ ทุกวันนี้เด็กๆของเราก็ป่วยเป็นโรคกันแทบจะทั้งนั้นนี่นา โรคเรียนพิเศษเลข โรคเรียนพิเศษภาษาไทย โรคเรียนพิเศษชิปหายวายป่วง พวกเขาต้องอยู่เรียนพิเศษตลอดเวลาและกลับมานอนที่บ้านเป็นช่วงเท่านั้น

พอๆๆ แดกดันไปเรื่อย

เจ้าหนูคนนั้นถูกส่งตัวมาหาเราด้วยเรื่องมีหนองอยู่ในช่องท้องปริมาณมาก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโรคอีกโรคหนึ่งที่เธอมีอยู่

คราวนี้ ผมเป็นผู้ถูกเลือกให้หมอที่ต้องมาร่วมดูแลเธอ

“ลูกชื่ออะไร” ผมเปิดการสนทนา เจ้าหนูนั่นนอนราบอยู่บนเตียง ซูบผอมซีดเซียว แม่เธอบอกว่า ก่อนหน้าที่เธอจะป่วย น้ำหนักอยู่ที่ราวๆ ๔๐ เศษๆ และตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ น้ำหนักลดลงมาเหลือเพียง ๓๕ ราวๆนั้น

“ชื่อแจน” เธอตอบแล้วก็หันกลับไปมองทางแม่ของเธอ 

“เจ็บมั้ย” ผมถามขณะที่ใช้มือกดลงบนท้องของเธออย่างนุ่มนวล นั่นเพียงเพื่อที่จะประเมินว่า การอักเสบในช่องท้องนั้นมันรุนแรงสักแค่ไหน

ร่องรอยของแผลผ่าตัดที่หน้าท้องรวมถึงสายระบายหนองที่เสียบคาอยู่นั้นมันบอกถึงสงครามที่เธอได้ผ่านมันมา และแน่นอนว่า มันยังไม่จบ

เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ ว่าไม่เจ็บในบริเวณหน้าท้องที่ผมกดลงไป

“ผลซีทีสแกนพบว่ายังมีถุงหนองอยู่อีกปริมาณหนึ่งค่ะอาจารย์ ตอนนี้ชีพจรของน้องราว ๑๔๐ แต่หนูคิดว่าน่าจะขาดน้ำมากกว่าการติดเชื้อในเลือด” คุณหมอเด็กรายงานให้ทราบ เธอยังได้รายงานว่าได้ทำอะไรอีกมากมาย รวมถึงการเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเพราะคิดว่าเชื้อโรคน่าจะรุนแรง

“ลูกฉี่บ้างมั้ย” ผมถามผู้เป็นแม่ซึ่งมีสีหน้าวิตก เธอนั่งอยู่ข้างเตียง

“ฉี่ค่ะหมอ สีใสดี” นั่นกลับทำให้ผมคิดว่าชีพจรที่เร็วแบบนั้นอาจจะเป็นจากร่างกายที่กำลังต่อสู้กับการอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรงอยู่

“ถ้าไม่ต้องผ่าตัดได้ไหมครับหมอ ไม่อยากให้ลูกเจ็บอีกแล้ว” พ่อเธอถามผม

“ยังไม่รู้ครับ หมอคงต้องประเมินอย่างละเอียดก่อนนะครับ” ผมตอบ และก็พอดีกับที่เจ้าหนูนั่นน้ำตาร่วงผล็อย

“ใจเย็นๆนะแจน หมอสัญญาว่า หากไม่จำเป็นก็จะไม่ผ่าท้องซ้ำแล้ว”  ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเจ้าแจนมันจะเข้าใจที่ผมสื่อสารออกมาแค่ไหน 

“ถ้าจะต้องผ่าตัดมันน่าจะยากมากนะครับอาจารย์ บางทีเปิดเข้าไปก็อาจจะทำอะไรไม่ได้เลย” อาจารย์เติร์กเป็นอีกผู้หนึ่งที่ผมเชิญมาช่วยกันประเมิน

แล้วผมก็เดินไปภาควิชารังสีวิทยา มีคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในใจผม

“โจ๊กครับ ช่วยดูฟิล์มกับพี่หน่อย พี่คงต้องขอความช่วยเหลือจากน้องแน่ๆเลย” โจ๊กที่ผมเอ่ยขึ้นมานั้นคงไม่ใช่โจ๊กหมูเละๆ อาหารโปรดของผมแน่ๆใช่ไหม (เฮ้ย..) เค้าคือหมอเอ็กซ์เรย์อินเตอร์เวนชั่นผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่อง แทง แยง สอด ดูด เพื่อการรักษาหรือวินิจฉัย

“มันมีหนองกระจายอยู่หลายจุดเลยนะพี่แป๊ะ ใต้ตับ ข้างลำไส้ด้านซ้าย และที่ปีกมดลูกทั้ง ๒ ข้าง” เขาชี้ตำแหน่งดังกล่าวให้ผมเห็นอย่างชัดเจน

“น้องช่วยพี่ได้ไหมครับ ตอนนี้พี่ว่าเด็กมันกำลังปริ่มๆ หากเรารีบจัดการเสียตอนนี้ แล้วที่เหลือไว้ให้ยาฆ่าเชื้อช่วยอีกแรง มันน่าจะพอไหว” ผมออกตัวแรง พลางนึกถึงเจ้าแจนที่นอนชีพจรเต้นรัวเหมือนหนูปั่นจักร

“ลองดูนะพี่นะ น่าจะพอไหว” น้องบอก

......................

สมัยที่ลูกยังเล็ก เวลามันป่วยมันไข้สักที เรานี่แทบจะป่วยไปกับมัน หลายคนคงกำลังพยักหน้าเห็นด้วยกับผม

มันป่วยกาย แต่เราป่วยใจ

ความเป็นหมอ กับความเป็นพ่อ มันทดแทนกันไม่ได้เลย

ความเป็นหมอนั้นมีความห่วงใย แต่ความเป็นพ่อนั้นห่วงหาอาทร

ความเป็นหมอนั้นเราปล่อยวาง แต่ความเป็นพ่อมีแต่ยกขึ้นมาแบก

ดังนั้นผมจึงนึกภาพออก ว่าพ่อแม่ของเจ้าแจนรู้สึกอย่างไรในตอนนี้

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส วันสีแดงของชาวโลกฟรุ้งฟริ้ง

แจนนอนอยู่บนเตียงในห้องที่มีระบบเอ็กซ์เรย์ที่ทันสมัย

“แจนเอ๊ย หมอมาแล้ว” ผมพูดเสียงดังเมื่อเดินมาถึงในห้องนั้น

“หมอ หนุ่ยกลัว” เออ..สำเนียงแบบนี้มันช่างคุ้นหู หนุ่ยคือคำแทนตัวเองของคนที่เป็นเด็ก มันเป็นภาษาใต้

“ไม่เป็นไร หมอสัญญากับแจนเมื่อวานแล้วไง ว่าเราจะไม่ผ่าตัด เรามาดูดแบบนี้มันจะได้ไม่ต้องไปผ่าตัด  แต่แจนต้องอดทน แจนจะรู้ตัวตลอดเวลานะ หมอเค้าจะฉีดยาแก้ปวดให้ ฉีดยาชาให้” ผมพูดไปก็สะท้อนใจไป เด็กขนาดนี้ มันจะต้องอดทนสักแค่ไหนวะ ผมกำลังคิดถึงสาวคนเล็กสุดของที่บ้าน

“เราจะเจาะดูดและคาสายไว้ ๓ จุดนะครับพี่แป๊ะ จุดที่ ๔ ผมคิดว่าเราน่าจะแค่ปักเข็มเข้าไปดูดหนองออกก็พอ” อาจารย์โจ๊กอธิบายแผนของเขา

“ครับโจ๊ก” ผมทำได้เพียงเท่านี้ แล้วสื่อสารไปยังแจนและแม่ เราขอให้แม่ออกไปรอด้านนอก ผมขยับตัวเองไปอยู่ที่หัวเตียง

ยาชาเข็มแรกถูกฉีดไปที่ใต้ชายโครงด้านขวา เจ้าแจนร้องครางเบาๆ 

“แจนไม่ต้องมองเข็ม ลูกดูในจอสิ เห็นเข็มมั้ย” ผมบีบมือเธอไว้ 

“เห็น” เธอตอบ

“เออ เก่ง ถ้ามองออกแบบนี้หมอนับว่าเก่ง โตขึ้นไปเป็นหมอเอ็กซ์เรย์ได้” ผมบอก คนในห้องหัวเราะ คงเพราะพวกเขาไม่ค่อยได้เห็นหมอแบบผมกระมัง 

สายลวดถูกแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในช่องท้อง ตำแหน่งปลายของมันกำลังจะจิ้มเข้าถึงหนองถุงนั้น ผมแทบจะกลั้นหายใจ มันลุ้นมาก 

“ปุ๊ก” แล้วปลายเข็มก็จ่ออยู่ในถุงหนองอย่างพอดี จากนั้นท่อยางอีก ๓ ขนาดถูกดันเข้าและดึงออกเพื่อขยายขนาดของแผล แล้วท่อระบายหนองอันจริงก็ถูกดันเข้าไป

“หมอ หนูเจ็บ” แจนยังคงครวญ ผมก็รู้สึกปวดใจไปด้วย

“แจนบอกหมอหน่อย ว่าเจ็บเหมือนของแหลมแทง หรือถ่วงๆตึงๆ” ผมประเมินความเจ็บ เผื่อเราจะได้ฉีดยาระงับปวดอย่างแรงเพิ่มเข้าไปอีก

“มันตึง” เธอบอก และนั่นแสดงว่า ยาแก้ปวดของเรายังใช้การได้อยู่ เด็กมันคงกลัวมากด้วย แน่สิ!

อาจารย์โจ๊กใช้หลอดดูดหนองออกมาทันทีที่ต่อท่อทุกอย่างเสร็จ 

หนองสีน้ำตาลแดงถูกดูดออกมาราว ๒๐ ซีซี มันข้นคลั่ก

“เสร็จแล้วยังหมอ หนุ่ยเจ็บ” เธอครวญ 

มันน่านับถือน้ำใจเจ้าแจนมาก เธอไม่ขยับตัวตามที่ได้ตกลงกันไว้ เธอนิ่งมาก เพียงแค่ครวญคราง และขยับหัวไปมาเท่านั้น

“ยังลูก เรากำลังจะเริ่มจุดที่ ๒” ผมบอก

แจนเอียงหน้าลงมาซบมือผม น้ำตามันยังคงร่วงผล็อย

“ทนไหวมั้ย” ผมถาม แจนพยักหน้า

กระบวนการเดิมถูกทำที่ชายโครงด้านซ้าย หนองสีน้ำตาลข้นๆถูกดูด อกมาอีกราว ๒๐ ซีซี

“หมอ เสร็จแล้วยัง” แจนโอดครวญ

“ยังลูก นี่จะเป็นจุดสุดท้ายแล้ว จุดที่ ๓ ไง” แล้วเธอก็ซบหน้าลงบนมือของผมอีกรอบ 

จุดนี้จะเป็นการแทงลงไปในรังไข่ด้านขวา ด้านที่น่าจะมีหนองมากที่สุด เวลาที่เข็มปักลงไปที่รังไข่ ผมจินตนาการว่ามันน่าจะจุกเหมือนผู้ชายถูกดีดไข่ และมันก็คงเป็นเช่นนั้น

“เจ็บ หมอ หนุ่ยเจ็บ” และเพียงอึดใจ ปลายเข็มก็ปักเข้าไปในถุงหนองสำคัญ

“แจนหิวมั้ยลูก” ผมเบนความสนใจของเธอ

“หนุ่ยหิวน้ำ โอ้ย..หมอ อันนี้มันเจ็บ”  มันก็เจ็บจริงๆนั่นแหละลูกเอ๋ย

“เดี๋ยวหมอซื้อโค้กให้กิน แจนเอามั้ยลูก” ผมลูบหัวเธอเพื่อปลอบประโลม

“กิน หมอแจนเจ็บ ทำไมเข็มมันยาวจัง” 

“แจนอย่ามองเข็ม แจนมองมันในจอสิ เห็นที่มันกำลังเสียบเข้าไปในก้อนนั้นมั้ย” 

“เห็น” เธอตอบ น้ำตาหยดติ๋งๆ

จุดนี้หนองสีเหลืองข้นคลั่กๆถูกดูดออกมา มันคือหนองจริงๆ มันถูกดูดออกมาได้ ๔๐ ซีซี

อาจารย์โจ๊กใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์วางลงไปตรวจซ้ำก็พบว่า หนองถูกดูดออกมาจนเกือบเกลี้ยง สายยางเส้นนั้นถูกคาไว้เพื่อให้หนองได้ไหลออกอย่างต่อเนื่อง

“หมอเสร็จแล้วยัง” เจ้าแจนยังคงถาม

“ที่เราจะต้องคาสายไว้เสร็จหมดแล้วนะแจน แต่เรายังต้องดูหนองจากด้านซ้ายออกอีกจุด เป็นที่สุดท้าย ตรงนี้เราไม่คาสายนะแจน ลูกทนไหวไหม” ผมบอกตามความจริง

เธอพยักหน้าตอบ น้ำตายังคงร่วง

“ใจเย็นๆนะ ทนอีกนิด อึดใจเดียว เดี๋ยวหมอเลี้ยงโค้ก”

“แล้วมันจะไม่เป็นกรดในกระเพาะเหรอหมอ” แจนเหลือกตาขึ้นมามองหน้าผม

“เออว่ะ อาจจะมีบ้าง แล้วแจนจะกินมั้ยอ่ะ” ผมถาม

“กิน หนุ่ยอยากน้ำ” เธอบอกว่าอยากกิน

“แต่แจนต้องสัญญากับหมอข้อหนึ่ง” เธอมองตาผม

“ห้ามบอกคุณหมอเด็กที่ดูแลลูกอยู่นะ เดี๋ยวหมอโดนด่า แอบๆกิน ถ้าเค้าจับได้ ค่อยบอก ว่าหมอคนนี้ให้กิน เข้าใจมั้ย” ผมทำท่ากระซิบ แต่ก็ตั้งใจให้ทุกคนในห้องได้ยิน น้องพยาบาลเธอหัวเราะเสียงดัง

หนองในตำแหน่งรังไข่ด้านซ้ายถูกดูดออกมาได้ราว ๑๐ ซีซี สีเหลืองข้นคลั่กแบบเดียวกัน

“แจนเก่งมากนะลูก หมอชื่นชมมากเลย เก่งจริงๆ”

ผมเดินออกมาที่หน้าห้อง พ่อกับแม่ของเธอนั่งรอคอยด้วยความกังวล

“เสร็จแล้ว ลูกเธอมันเก่งมากๆเลยนะ เดี๋ยวหมอต้องไปซื้อโค้กเลี้ยงมันหน่อย ผมบนกับมันไว้” เสียงหัวเราะด้วยความโล่งใจของทั้งคู่ดังขึ้นมา เค้าคงอยากหัวเราะดังๆแต่ไม่กล้า เพราะในโรงพยาบาลมักมีป้าย “ห้ามส่งเสียงดัง”

..................

ตู้เย็นขนาดใหญ่ในร้านสะดวกซื้อของโรงพยาบาลมีเครื่องดื่มมากมายวางเรียงราย

ผมเลือกที่จะหยิบนมเปรี้ยวขวดที่ผมเคยกินมาตั้งแต่เด็กติดมือมาด้วย เผื่อว่าแล็คโตบาซิลลัสจะได้ไปต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายๆนั่นได้บ้าง (คิดได้ไง) 

แต่นั่นก็ไม่ใช่คำสัญญานี่นา

ผมยังคงมองไล่หาไป แล้วกระป๋องสีแดงก็ถูกผมหยิบออกมา เลือกขนาดที่เล็กเพียงที่จะดื่มพอให้หายอยาก และไม่เป็นกรดกัดกระเพาะมากจนเกินไปตามที่แจนบอกเอาไว้

ผมรู้สึกผ่อนคลายมาก เพราะอย่างน้อยเราก็ได้จัดการทุกอย่างตามแผนที่วางเอาไว้โดยไร้ซึ่งภาวะแทรกซ้อน (นั่นก็ไม่ใช่เพราะฝีมือผมอีกเช่นเคย)

“คริสต์มาสของผมปีนี้เป็นสีเหลือง” 

ผมนึกขำในใจ ว่าคิดได้ไงวะ แต่เอาเหอะ ยังไงเสีย มันก็ไม่ได้เหลืองไปตลอดทั้งวันหรอก เพราะอย่างน้อยๆก็มีไอ้กระป๋องสีแดงนี่กระป๋องหนึ่งล่ะที่พอจะได้เมอร์รี่คริสต์มาสให้เจ้าหนูน้อยคนนั้นได้ 

ว่าแล้วผมก็ยื่นน้ำฝากใส่มือคุณหมอเด็กเอาไว้

“ของที่พี่บนเอาไว้ ฝากให้แจนนะครับ” ผมหมายถึงการบนบานศาลกล่าว เล่นกันแบบไสยศาสตร์บ้างก็อุ้นใจดีไม่ใช่หรือ

ผมเดินออกจากวอร์ดเด็กด้วยความสุขใจ

แต่

ชิปหาย 

ผมฝากโค้กไว้กับหมอเด็ก เพื่อให้คนไข้เด็กของเขากิน

พรุ่งนี้พี่แป๊ะคงได้ถูกด่า

ธนพันธ์ ชูบุญคริสต์มาสสีเหลืองฉ่ำ

๒๕ ธค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)