กระสุนปริศนาและการเลือกที่จะตายจากมะเร็ง

ผมยืนมองผนังฝ้าเพดานที่เป็นรูกลมป๊อกรูนั้น

หนึ่งปีแล้วสินะ ที่มีกระสุนปริศนาเม็ดนั้นร่วงลงมาจากท้องฟ้า

คนที่ยิงปืนขึ้นฟ้าในปีใหม่ของปีที่แล้วด้วยความคะนอง คงไม่ทราบหรอก ว่ากระสุนเม็ดนั้นมันต้องทิ้งตัวลงมาหลังจากขึ้นไปจนสุดทางของมัน ระยะความโค้งและความสูงกำหนดให้มันพุ่งตัวลงมาด้วยความเร็วพอๆกับที่ออกจากปลายกระบอกร่วงลงมายังหลังคาของโรงพยาบาลของผม ทะลุหลังคา ผ่านลงมายังฝ้าเพดานของหอผู้ป่วยนรีเวช และปลายทางของมันคือเตียงคนไข้คนหนึ่ง

เชื่ยมากใช่ไหม

......................

วันนี้ผมเป็นคนที่ต้องนำลูกศิษย์ขึ้นราวนด์ เป็นภาระหน้าที่ตามรอบปกติที่หมุนเวียนมาครบ ความพิเศษของมันไม่มี จะมีก็เรื่องเล็กน้อยมาก เพราะมันคือช่วงปีใหม่นั่นเอง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ป่านนี้ผมอยู่ทึ่เขาหลัก ย้อนกลับไปอีกปี ผมอยู่ลันตา และย้อนกลับไปอีกถึง ๔ ปีนับจากนั้น ผมต้องอยู่เวรเฝ้าโรงพยาบาลในทุกสิ้นปียาวตลอดเพราะช่วงนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาล นึกแล้วก็ขำ เป็นไปได้อย่างไร

“ป้าครับ หมอทราบว่าป้าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกซึ่งรับการรักษาหายไปแล้วใช่ไหมครับ” หญิงอายุราว ๖๐ ปีนอนหายใจเหนื่อยอยู่บนเตียงผู้ป่วยประจำหอผู้ป่วยนรีเวช เธอต้องใช้ออกซิเจนช่วยการหายใจผ่านหน้ากาก จมูกของเธอมีท่อต่อสายระบายของเหลวออกจากกระเพาะอาหาร ของเหลวใสสีเขียวในถุงคือน้ำดีที่ท้นออกมา มันบอกว่าระบบลำไส้ของเธอไม่ค่อยทำงาน สายสวนปัสสาวะมีฉี่คาค้างอยู่ปริมาณไม่มากนัก ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่านี่คือคนไข้เป็นมะเร็งที่เพิ่งได้รับการยืนยันว่า “โรคมันหายแล้ว”

“เมื่อคืนเราพบว่า มีลิ่มเลือดอุดตันในปอดนะครับ มันจึงทำให้คุณป้าเหนื่อยมาหลายวัน และเราก็เริ่มให้ยารักษาไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ป้าคนนั้นแกพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้เราเล็กน้อย 

เอิ่ม..อย่าหมั่นไส้ผมเลยนะครับ คนไข้อายุ ๖๐ ผมเรียกป้า ทั้งๆที่ตัวผมเองก็เขยิบอายุเข้ามาใกล้แกมากแล้ว เอาเหอะ เมื่อคืนน่ะเวรผมเอง มันเลยนอนไม่ค่อยหลับ เช้านี้จึงอาจจะงงๆกับเรื่องอายุเทียบเคียงอยู่บ้าง

ผมเชิญลูกสาวกับสามีให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันได้ยินชัดๆ ผมกำลังจะเริ่มต้นกระบวนการสำคัญ นั่นคือการบอกข่าวไม่ค่อยดี

“ผมทราบมาว่า โรคมันดูสงบ เพียงแต่อาการที่ทำให้คุณป้าไม่สบายอยู่ตอนนี้ มันอาจจะเป็นขึ้นมาเองโดยที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการเป็นมะเร็งเดิมของป้าหรือไม่ก็ได้นะครับ” เธอพยักหน้า สายตาดูสงบแม้ว่าเหนื่อย

ผมชอบที่จะมองเข้าไปในสายตาคนที่สนทนาด้วย เพื่อที่จะประเมินความเข้าใจและความรู้สึกของเขา อย่างป้าคนนี้ ผมรู้สึกว่าเธอพร้อมฟัง 

ผมยังไม่ลืมที่จะหันไปมองคนรักของเธอทั้งคู่ที่อยู่ข้างเตียง พวกเขาก็น่าจะพร้อมฟัง ผมคิดไปเองเออเอง

“หลังจากที่อาการป่วยเฉียบพลันวันนี้เริ่มดีขึ้น เราจะต้องค้นหาอย่างจริงจังกันอีกครั้งว่ามันกลับมาไหม เราจะส่งตรวจด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์” ผมเว้นช่องไฟนิดหนึ่ง

“ถ้าไม่พบก็จบ” ผมเห็นแววตาสดชื่นส่งมานิดหนึ่ง

“แต่ถ้าเราเจอรอยโรคกลับมา หรือมีสิ่งสงสัย ก็คงต้องมาคุยกันอีกครั้งนะครับ” ผมกำลังจะนำเข้าประเด็นสำคัญ

“ผมอยากจะให้ช่วยกันคิดนิดหนึ่งนะครับ ว่าในวันหนึ่งหากมะเร็งมันกลับมาเป็นซ้ำ เราจะทำยังไงกับมัน” คนทั้งสามมองหน้าผม อันที่จริง ประโยคคลาสสิคแบบนี้ ทั้งสามคนน่าจะเคยได้ยินบ่อยๆจากทีมรักษาของเรา เพราะมันคือการเริ่มต้นก่อนการรักษามะเร็งอย่างจริงๆจังๆ

“เมื่อไหร่ที่เราตั้งใจจะสู้กับมะเร็ง พวกหมอมีแนวทางจัดการหลายอย่างครับ แต่อยากให้เข้าใจไปด้วยว่า เมื่อเราเลือกที่จะสู้กับมะเร็ง ผลลัพธ์จะมี ๒ อย่าง นั่นคือ ชนะกับแพ้” ผมหยุดมองแววตาคนที่นอนครอบหน้ากากออกซิเจนตรงหน้า

“การชนะ ก็ต้องแลกมากับความสะบักสะบอมจากฝีมือพวกเราสักหน่อย ป้าน่าจะเข้าใจดีนะครับ” ผมหยอดมุข นั่นเพราะเธอเองเคยถูกให้ยาเคมีบำบัด ถูกฉายแสงมาก่อน ผมเชื่อว่า ในวงคุยวันนี้ไม่มีใครอินเท่าแก เพราะแม้พวกเราเองก็ยังไม่เคยมีใครเป็นมะเร็งกันสักคน

“ส่วนการแพ้จากการรบก็เช่นกันนะครับ เราก็เจ็บปวดเสียหายจากการรบไปด้วยเช่นเดียวกัน แต่นั่นก็คือการรักษา มันคือการต่อสู้กับมะเร็ง” พวกเขาทั้ง ๓ ยังคงมีสมาธิจดจ่อกับสายตาของผมอยู่

“แต่หากเราเลือกที่จะไม่ต่อสู้กับมะเร็ง” 

คราวนี้ผมหยุดยาว เพียงเพื่อเตรียมความพร้อมของทุกคน

“เราจะอยู่กับมะเร็ง เราจะอยู่กับมัน ไม่หันไปทำลายมัน แต่เราจะมาแข่งกันที่คุณภาพชีวิตแทน แบบนี้จะไม่มีแพ้หรือชนะ ใช่ไหมครับ”

“ไม่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษา มีแต่ผลที่เกิดขึ้นจากคุณภาพชีวิตที่ช่วยกันประคับประคองกันต่อไป” ผมเลือกใช้คำแบบนี้ครับ มันจรรโลงโลกต่อโรคที่คนไข้เป็นอยู่มากกว่า

เราคุยกันเรื่องของความเจ็บป่วยที่เธอต้องมานอนโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืนกันอีกระยะก่อนที่จะไปดูคนไข้รายอื่นต่อ

“เราจะบันทึกที่คุยกันวันนี้เอาไว้นะครับ วันพรุ่งนี้หัวหน้าทีมรักษาจะเปลี่ยน แต่ผมยังจะมาเยี่ยมอยู่ต่อตลอดทั้งสัปดาห์นะครับ” เคยบอกแล้วไง ผมไม่ใช่หัวหน้าทีม ผมน่ะเป็นแค่ผู้นำให้ลูกศิษย์คิดและอ่านหนังสือมาดูแลผู้ป่วย เฝ้าระวังความปลอดภัย และรักษามุมมองของทุกคนให้เดินร่วมทางเดียวกัน

บทสรุปของการดูคนไข้รายนี้ ผมบอกลูกศิษย์ว่า มันคือจุดเริ่มต้นของ palliative care หรือการรักษาแบบประคับประคองอย่างดีที่สุดต่อไป

........................

ก่อนเวลาเที่ยงคืนเพียงไม่นานนัก ทางหอผู้ป่วยก็คงมีงานเล็กน้อยเพื่อที่จะไม่ให้รบกวนคนไข้มากจนเกินไป แต่นั่นก็เพียงเพื่อชะโลมใจให้กับคนที่ป่วยข้ามปีต้องนอนในโรงพยาบาล

คนไข้รายนั้นเธอมีแรงเดินไหวจึงลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปร่วมกันนับถอยหลังกับเหล่านางฟ้าของพวกผม

“เปรี๊ยะ” 

กระสุนระยำเม็ดนั้นตกกระแทกหลังคาชั้น ๘ ของโรงพยาบาล ผ่านฝ้าเพดาน และตกลงบนเตียงของเธอ

ผมต้องขอบคุณสวรรค์ที่ดลใจให้มีการจัดงานในหอผู้ป่วยในคืนนั้น มิฉะนั้น กระสุนปืนจากคนชั่วๆที่คึกคะนองบางคนอาจจะเป็นผู้ปลิดชีวิตคนไข้ผมไปแทนที่จะเป็นจากโรคมะเร็งของเธอ

ธนพันธ์ ชูบุญกำลังจะเอาของขวัญปีใหม่ไปให้เจ้าแจนมันดีขึ้นแล้วและยังเห็นรูกระสุนที่ระลึกนั้นอยู่ (มันจะยาวไปถึงไหนวะ)

๓๑ ธค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)