“ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา
คนโน้นได้ตีเรา  คนโน้นได้ชนะเรา  คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ  เรา
 เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ 
ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า  คนโน้น ด่าเรา  คนโน้นได้ตีเรา 
คนโน้นได้ชนะเรา  คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ  เรา 
เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ”

    เมือง ก. ภายใต้การนำของนายพลกำ รุกรานเข้าครอบครองเมือง ข. กษัตริย์ขำต้องตกเป็นทาสนายพลกำ จากนั้นไม่นาน หลังจากกษัตริย์ขำได้รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ จึงปลดแอกแห่งความเป็นทาสและเข้ารุกยึดเมืองของนายพลกำ ทั้ง ๒ ฝ่ายเยื้อแย่งกันไปเยื้อแย่งกันมาไม่มีวันจบสิ้น เวรดังกล่าวนี้ยังสืบทอดไปถึงเชื้อสายของทั้ง ๒ ฝ่ายที่จะต้องประหัตถ์ประหารกัน ชีวิตและเวลาของการทำความดีที่ต้องสลายไปกับเวรช่างมากมายเกินจะนับได้
   บุคคลผู้ผูกเวร จะนอนก็ไม่เป็นสุข จะลุกก็ไม่สบาย เพราะใจที่มืดดำเฝ้าคร่ำครวญหาวิธีการแก้เผ็ดอีกฝ่ายหนึ่งให้สาแก่ใจ หยุดเวรเมื่อไรใจเป็นสุขเมื่อนั้น มิฉะนั้นเวรนี้จะไม่มีวันจบสิ้น
    แม่ไก่ไข่ไว้ในรัง แมวเกเรแอบมาขโมยไข่ไปกิน และกัดกินแม่ไก่ในภายหลังด้วย ก่อนแม่ไก่จะตาย ได้ผูกความอาฆาตไว้กับแมวว่า เกิดชาติหนึ่งชาติใดขอให้ได้กินมันและเชื้อสายของมันด้วย ทั้ง ๒ ห้ำหั่นทำลายกันหลายร้อยชาติเพราะการผูกเวรกันนี้ มาถึงชาติสุดท้ายหลังจากที่ฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงแม่ลูกอ่อน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนรับใช้ (ยักษ์แปลง) ลูกคนแรกตายไปเพราะคนรับใช้ คนที่ ๒ โชคดีที่หญิงแม่ลูกอ่อนไปพบนักปราชญ์ผู้หนึ่งที่เรียกตนต่อสาวกว่า “ตถาคต” ทั้ง ๒ หยุดการจองล้างจองผลาญกันในชาตินี้เอง ดังนั้น ชาติแห่งการห้ำหั่นกันจึงหยุดได้ที่ตัวเรานี้เอง มิฉะนั้นอย่าหวังการนอนเป็นสุขและการลุกนั่งที่สบายในชาตินี้เลย เนื่องจากเวร ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรนั่นเอง