เรากำลังเพลิดเพลินนโยบายเชิงนวัตกรรม..จนแทบไม่มีเวลาทำอะไร เรากำลังไล่ล่ารางวัลและสร้างภาพลักษณ์ทางการศึกษาอย่างมากมาย..โดยมี “เด็กแก่ง”เป็นตัวช่วย..คำถามก็คือ “เด็กที่อ่านไม่ออก” ยังอยู่หลังห้องเหมือนเดิมใช่หรือไม่?

         สภาพการณ์ของบ้านเมืองและนโยบายทางการศึกษา..ทำให้ผมมองว่า..อีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะมีเด็กพิเศษเต็มบ้านเต็มเมือง..

    “เด็กพิเศษ” ในมุมมองของผมอาจจะไม่เหมือนใคร แต่ที่หลายท่านเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วและแยกแยะได้ว่า..ใครคือเด็กพิเศษ?

        "เด็กพิเศษ" คือเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ (กว่าคนทั่วไป) เช่น เด็กที่มีปัญหาทางร่างกาย  เด็กสมาธิสั้น  เด็กดาวน์ซินโดรม  เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้
     เด็กออทิสติก  เด็กพิการทางสมอง  เด็กพิการซ้ำซ้อน  เด็กปัญญาเลิศ
    "เด็กพิเศษ"  คือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งวิธีการดูแลเด็กแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน และจะได้ผลมากน้อยขึ้นกับว่าเด็กแต่ละคนได้รับการค้นพบเร็วหรือช้าด้วย ยิ่งเริ่มต้นดูแล เอาใจใส่ แก้ไขข้อบกพร่องตามวิถีทางที่ถูกต้อง เด็กก็จะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากขึ้น

          คือนิยามและความหมายของ “เด็กพิเศษ”ที่นักการศึกษาหรือนักวิชาการได้บันทึกและนำเสนอให้เข้าใจในวงกว้าง..แต่สำหรับผมที่เป็น “ครู” กำลังจะมองว่า..เด็กพิเศษอาจจะต้องเหมารวม “เด็กที่อ่านไม่ออก” ไปด้วย..หรือไม่?

          อะไร?ที่เป็นลางบ่งชี้ หรือเป็นตัวชี้วัดว่าอ่านไม่ออกจริงๆ..ให้นึกถึงครั้งหนึ่งที่ผ่านมา..”การอ่าน”เคยเป็นวาระแห่งชาติ และปีการศึกษานี้..กระทรวงศึกษามีนโยบายทดสอบการอ่าน ชั้นป.๑ – ๔ อย่างเข้มข้น

          ข้อมูลล่าสุดเป็นที่ตกอกตกใจที่เห็นค่าเฉลี่ยระดับประเทศของผลการอ่านชั้น ป.๔ ต่ำมาก..ส่วนที่ไม่มีข้อมูลแต่พูดกันหนาหูเหลือเกินว่านักเรียนชั้นมัธยมฯมีเป็นจำนวนมาก..ที่อ่านหนังสือไม่คล่องเลย

          เรากำลังเพลิดเพลินนโยบายเชิงนวัตกรรม..จนแทบไม่มีเวลาทำอะไร เรากำลังไล่ล่ารางวัลและสร้างภาพลักษณ์ทางการศึกษาอย่างมากมาย..โดยมี “เด็กเก่ง”เป็นตัวช่วย..คำถามก็คือ “เด็กที่อ่านไม่ออก” ยังอยู่หลังห้องเหมือนเดิมใช่หรือไม่?

          ได้โปรดอย่าโทษครูเป็นอันขาด ในบางสถานการณ์ก็ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มากมายนัก..ในที่สุดแล้ว “ปัญหา”ก็จะสุกงอมและอาจนำไปสู่การตีกรอบหรือเข้าสู่ลู่ของ “เด็กพิเศษ” โดยที่เด็กไม่รู้ตัว..

           ๒ – ๓ ปีมานี้ มีเด็กย้ายเข้ามาเรียนเยอะมาก..เป็นเด็กปกติที่อ่านไม่ออก ซึ่งผมจะมองว่าเป็นเด็กพิเศษทันที..ที่ต้องให้เวลาและการเอาใจใส่เป็นพิเศษ..

           วันนี้..เด็กชายชั้น ป.๒ ย้ายมาจากกรุงเทพฯ..ก็อ่านไม่ออก..ผมทดสอบแล้วอยู่อันดับสุดท้ายของห้องเรียนบ้านหนองผือ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๔ คน

           จากข้อมูลโรงเรียนเดิม เด็กคนนี้อยู่ชั้น ป.๒/๔ จากทั้งหมด ๕ ห้อง แต่ละห้องมีเด็ก ๓๕ คน..เด็กอ่านไม่ออก..จะมีมากแค่ไหน? แล้วถูกส่งต่อไปเรื่อยๆจนถึง ป.๖..จะเป็นอย่างไร? คงคาดเดาได้ไม่ยาก..

           โรงเรียนใหญ่ๆในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมีเป็นจำนวนมาก..ที่มีเด็ก ป.๑ และ ป.๒ หลายห้อง ในแต่ห้องมีจำนวนเด็กมิใช่น้อย...น่าเห็นใจครูผู้สอนอยู่เหมือนกัน จะสู้รบปรบมืออย่างไรกับเด็กที่อ่านไม่ออก..ที่อัดกันอยู่ในห้องเรียน

           ในยุคที่ผู้ปกครองบางคนกำลังผลักภาระให้ครู..กับภาวะเศรษฐกิจที่ต้องทำมาหากินกันอย่างหนัก ยังไม่รวมปัญหายาเสพติดและครอบครัวแตกแยก..

           ผู้ปกครองรู้อยู่เต็มอกว่าลูกหลานไม่ได้ตั้งใจเรียนและอ่านไม่ออก แต่ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ ผู้ปกครองไม่อ่านและไม่ลงชื่อด้วยซ้ำ..เมื่อคุณครูแจ้งผลการเรียนให้ทราบ..

           ที่บ้าน..เด็กถูกปล่อยปละละเลย ติดทีวี ติดเกมส์และเล่นโทรศัพท์ นำพาไปสู่ความเกียจคร้าน ไม่รับรู้ที่จะอ่านและเขียน ครูก็คิดว่าผู้ปกครองจะเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยกันบ้าง..ความหวังเริ่มริบหรี่..

           ปัจจุบัน..โรงเรียนเล็กหรือใหญ่..”เด็กพิเศษ”ในมุมมองของผม จะเป็นที่รู้กันก็ขึ้นอยู่กับว่า..จะให้ความสำคัญกันมากน้อยแค่ไหน? หรือจะปล่อยให้พิเศษเรื่อยไป

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๕  ธันวาคม  ๒๕๖๑