เศษแสงท้ายของวันส่องกระทบอิฐของกำแพงแก้ว ฐานเจดีย์ กระทั่งลูบไล้ผิวองค์พระที่นั่งตั้งตระหง่านแต่ดูสงบนิ่งมานานกว่า ๒๐๐ ปี มันงามเหลือเกิน
ผมค่อยๆใช้มือลูบไล้แผ่นปูนซึ่งแน่นอนว่ามันถูกฉาบทาขึ้นมาหลังจากเมื่อเริ่มสร้างไปนานนัก แต่นึกทึกทักไปว่า ใต้ต่อร่องรอยผิวปูนที่มือทาบลงไปนั้น มันคืออิฐก้อนสมัยอยุธยากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว ผมรู้สึกจิตใจพองโต
ผมเดินขึ้นไปจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายขององค์เจดีย์ใหญ่โตนั้นแล้วหันมองกลับลงมา อยุธยาผ่านผนังประตูเจดีย์สมัยนี้กับก่อนนู้นมันแตกต่างกันเช่นไรก็ยากเกินจินตนาการ
ผ่านเข้ามาในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ในยุคสร้างบ้านแปงเมือง เศษซากเมืองเก่ามันคงไม่สำคัญไปกว่าการก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ เหล่าต้นไม้และเถาวัลย์พันเกี่ยวจึงได้ปกคลุมอดีตของแผ่นดินเอาไว้จนเราลืมมัน
ลองนึกดู ในวันที่นักประวัติศาสตร์คนแรกพบว่า นี่คืออยุธยาแต่ก่อน มันเหมือนเนินทรายปกติ มันคือที่รกร้าง มันคือเมืองหลวงเก่าของเรา อาจารย์ท่านนั้นจะตื่นเต้นขนาดไหน
ฉับพลันทันใด ไฟในจินตนาการมันก็ลุกโชน ผมมองเห็นเปลวไฟเผาไหม้ทุกสิ่งอย่าง เมืองวอดวายเพราะถูกคนเผา ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งเขียนว่าพม่าเผาเมือง แต่ประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งช่างย้อนแย้ง ฤๅว่าแท้จริงแล้ว คนสยามเรานี่เองที่เป็นฝ่ายเผาเมือง เราเผาเอาทองไป เราอาจจะเอาไปเก็บไว้ใช้เอง หรือไม่ก็เก็บเอาออกไปก่อนเสียที่พวกทหารพม่าจะมาเอาไปไว้ที่ชเวดากอง
ก่อนนู้นผมเคยเชื่อตามที่ครูสอน ว่าพม่าเผาเมือง แต่ผ่านมาจนหงอกเต็มหัว ผมจึงเริ่มเชื่อว่า คนสยามสามารถเผาบ้านตัวเองได้
แต่ก็ช่างเถอะ เราแก้ไขอดีตไม่ได้นอกจากจดจำและเรียนรู้ แต่ตอนนี้ จิตใจผมฮึกเหิมจนอยากจะไปเผาย่างกุ้ง
เอาล่ะ ผมจะไปเผาย่างกุ้ง ท่องไว้ในใจ
ได้ออกจากวัดใหญ่ชัยมงคลด้วยใจคึกนึกไปก็ใกล้ค่ำ เราอยากไปอีกที่ ที่เค้าว่าดวงอาทิตย์ตกที่นั่นงามกว่าที่นี่มาก
“วัดไชยวัฒนาราม”
ผมเคยเวียนมาดูกับจิ๋มเมื่อครั้งที่เรามาอยุธยาครั้งแรก นั่นก็คือปี ๒๕๔๓ พี่แป้งอยู่ในท้อง
เรามากันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่นั่นคือเวลากลางคืน คราวนั้นไม่กล้าเดินเข้าไป เพราะกลัวผี แต่หากเป็นตอนนี้คงได้เดินชม เพราะถ้าเป็นผีเกตุสุรางค์ก็คงน่าดีใจ แต่หากจะมาแบบการะเกดแล้วไซร้ คงใจสลาย
รอบนี้ผมมากับทีมวิทยากรในงานประชุม เราอยากดูดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมแหลมของยอดเจดีย์
แต่เรามาไม่ทัน
แสงส่องพุ่งเป็นเส้นอย่างที่นักดูเมฆเรียกว่า ครีพัสคิวล่า มันสวยสด ส้มแสด และแดดอ่อน มันอ่อนล้าเสียจนพลบค่ำยามนี้มันให้วังเวง ผมนึกไม่ออกว่า สมัยพระนารายณ์ในช่วงเวลาเยี่ยงนี้ แสงตะเกียงตามบ้านอันสลัวพยับเพยิดที่ถูกจุดห่างๆตามระยะของบ้านแต่ละหลัง ส่องแค่ไหนมันก็คงไม่พ้นชานเรือน ได้อาศัยแสงระยิบจากไต้ที่จุดเผาตามกำแพงแก้ว ก็คงเห็นเงาสิ่งก่อสร้างวูบวาบวับแวมตามแรงลมพัดเอื่อยเฉื่อยพอให้ไฟจากขี้ไต้พริ้วไหวไปตามนั้น มันจะสวยสักเพียงไร
โห โคตรโรแมนติก
นี่ยังไม่ได้เห็นดวงจันทร์สักที มิฉะนั้นจะได้ตอบการะเกดได้ว่า ทำไมแสงจันทร์คืนนั้นมันจึงสวยกว่าที่กรุงเทพฯเสียหนักหนา
เอาเหอะ ไม่เห็นไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ผมนึกไปถึงสิ่งก่อสร้างริมเจ้าพระยาที่เพิ่งเปิดใหม่ มันใหญ่โตหรูหราบนฝั่งบางกอก เค้าเรียกมันว่า “ไอค่อนสยาม” ผมยังไม่เคยไป
แต่ที่นี่ผมอยู่ที่ “ไอค่อนโยเดีย” มันเก่า เก่าแก่ และเก่ามาก มันคงหรูหรามากทีเดียวในยุคนั้น ผมได้มาแล้ว
จิดใจผมฮึกเหิมอีกรอบ นึกอยากจะไปเผาย่างกุ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
พอเหอะ
หิว
แล้วกุ้งเผาตัวแรกของทริปนี้ก็เข้าถึงปาก
สมใจ อยากเผากุ้งกิน อยากย่างกุ้งเอง แต่มาถึงตรงนี้ ใครจะเผาย่างกุ้งให้ ผมไม่สนใจแล้ว เพราะกุ้งย่างตรงหน้ามันน่ากินมาก
กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ถูกผ่าหลังยาวตลอดลำตัว ผมแกะเอาเนื้อแน่นๆออกมากินเปล่าๆ มันหวานติดลิ้น เลือกอีกชิ้นพอดีคำจิ้มลงในน้ำจิ้มสีเขียวสด มันก็ยังคงความอร่อย เหลือส่วนหัวเห็นมันเหลืองเมลืองมลัง จึงตักข้าวสวยร้อนๆใส่ลงไปในหัวกุ้ง คลุกๆๆ ตักข้าวใส่ปาก
ภาระกิจเผาย่างกุ้งกินเนื้อกินมันจึงจบลงด้วยความฮึกเหิมที่เมื่อเริ่มต้น จนคลายลงเป็นความอ่อนโยนด้วยประการฉะนี้
ธนพันธ์ ชูบุญไม่ได้เผาย่างกุ้งกินเอง
๕ ธค ๖๑