“เอิ่ม..น้องครับ” ผมเริ่มลังเลใจที่จะกดส่งข้อความนี้ออกไปหาใครคนหนึ่งที่ปลายทาง นั่นเป็นเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง
แต่ผมก็กดส่งออกไปจนได้ เพราะเนื้อหาต่อจากนี้ มันสำคัญยิ่งนัก
“ผมจำได้ว่า น้องเคยบอกว่า น้องมีจู๋เทียมอยู่หลายอัน” หลายอัน!
“ค่ะ”
แบบว่า กว่าจะอ่านแล้วตอบว่า “ค่ะ” มาได้นี่ก็รอไปครึ่งวัน ผมนี่แอบเครียด กลัวเค้าจะหาว่าผมคิดไม่ดี กลัวว่าเค้าจะคิดว่าผมจะเอามันมาใช้เอง ๕๕ กลัวไปต่างๆนานา และอายสุดชีวิต
“คือว่า ผมจะขอยืมมาใช้หน่อยครับ” แล้วก็กดส่งไป พลางรำพึง “ชิปเป๋ง กดเร็วไป เนื้อหาผิดเพี้ยน”
“เอ่อ จะยืมมาใช้ถ่ายวิดีโอสอนการใช้ถุงยางน่ะครับ ผมขอยืมแบบที่มันดูเหมือนจู๋ปกตินะครับ ไม่งั้นใส่ถุงยางไม่ได้” ผมรีบพิมพ์ส่งไปใหม่ในทันที และไอ้ที่ต้องเรื่องมากระบุสเป็คไปนั้นก็เพราะจู๋เทียมน่ะ มันมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ขนาดปกติไปจนใหญ่เกินจินตนาการ ตั้งแต่ผิวเรียบไปจนถึงจรุขระปานหนามขนุน หรือเป็นยางปกติแบบตั้งโต๊ะ มือถือ หรือไปจนถึงสั่นได้ หึหึ มันจะสั่นสะเทือนไปจนถึงหัวใจไหมวะ
“ได้ค่ะ” เธอตอบเรื่องการยืมนะครับ ไม่ใช่ตอบเรื่องความสะเทือนจากการสั่น
………………….
“อาจารย์ขา กรุณาใส่สูทหรือกาวน์สีขาวมาถ่ายวิดีโอนะคะ” เจ้าของซีนเป็นผู้กำหนดมา“ไม่” ผมตอบไป
คือว่า ผมนี่ยืนยันชัดเจน ว่ากาวน์น่ะ ต้องใส่เพื่อไปดูแลคนไข้ เค้าใช้มันเพื่อกันเชื้อโรค ไม่ใช่ใส่มาออกงาน ผมยืนยันแบบนี้มานานหลายปี ส่วนไอ้สูทขาวน่ะ “เห็นด้วย” แต่ใช้มาอัดคลิปวิดีโอสอนใช้ถุงยางน่ะ “มันใช่เหรอ?”
“ไม่งั้นก็ผูกเน็คไทร์ได้ไหมคะ” การต่อรองยังไม่สิ้นสุด“ไม่ เธอจะถ่ายให้ใครดู ถ้าให้รัฐมนตรีดูก็ได้ แต่ถ้าให้เด็กดู แต่งตัวแบบนั้น ใครมันจะดูวะ” ผมก็ไม่ยอม
“นี่ ลูก! ลูกเป็นหมอนะ แต่งตัวให้มันดูดีก็ไม่มีใครว่าหรอก” แม่ผมคงได้ยินผมพึมพัม และเริ่มออกอาการหงุดหงิด เลยจัดการสรุปให้ แล้วเรื่องราวในอดีตย้อนไปตั้งแต่ปู่ยังไม่ตายก็ถูกทยอยเล่าออกมาให้ฟัง“ปู่นะ ป่วยจนเดินจะไม่รอดอยู่แล้ว ไปหาหมอทีนึงก็ยังต้องใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ชายเสื้อไว้ในกางเกง ใส่เข็มขัด รองเท้าหนังขัดมันวับ” เออ จริง ภาพนั้นผมก็ยังจำปู่ได้ติดตา วันนั้นปู่นั่งอยู่ที่ชานบันได สวมรองเท้าหนังคู่นั้น ผมถูกหวีเรียบแปล้ มีรถสามล้อถีบมารับถึงบ้าน แล้วลูกๆช่วยกันพยุงปู่ขึ้นรถสามล้อคันนั้นไป
“ลูกพ่อ หล่อทู้กคน ถ้าตัดผมให้เรียบร้อย แต่งตัวให้ดูสะอาด พ่อว่าหล่อมากๆ” แม่เลียนสำเนียงปู่ได้อย่างตลก แม่บอกว่า นั่นคือคำสั่งของปู่ ทุกคนรู้ดี
ดังนั้น ผมจึงต้องดูเรียบร้อยกว่าที่ใจตัวเองต้องการนิดหนึ่ง แบบว่า คนมีแม่ไว้เคารพ ก็ต้องแสดงความเคารพกันหน่อย ใช่ไหม
“หลานปู่…” เอิ่ม ต่อเอาเอง
……………….
“ของได้มาแล้วนะคะ หมอจะให้หนูนำไปให้ที่ร้านเลยไหมคะ” เสียงข้อความดังขึ้นมาดัง “ติ๊ง”
“เอิ่ม ไม่เป็นไรครับ ผมไปเอาเองดีกว่า ว่าแต่ มันยังไม่ผ่านการใช้งานใช่ไหมครับ” ผมยังรู้สึกค้างคาใจ
“ไม่เคยใช้ค่ะ หนูใช้ของจริงตลอด” นั่นไง ผมนี่โล่งไปเลย (ขำ)
…………………..
จู๋เทียมที่ได้มามันยอดมากครับ ขนาดดูดี เหมาะกับถุงยางขนาด 52.5 มิลลิเมตรที่ผมเตรียมมาที่โคนของมันทำเป็นกระเปาะ เพื่อให้มันดูดติดพื้นได้ แหม่ เวลาใช้งานจริงๆน่าจะสะดวกนัก เวลาสาธิตการใส่ การถอดถุงยาง ไม่ต้องใช้มือคนอื่นมาช่วยเลย
นั่นจึงเป็นที่มา ที่ผมต้องยืมของเขามาใช้ เพราะไอ้ที่มีอยู่ของที่ทำงานผม มันทำด้วยไม้ ดูยังไงก็ไม่ได้อารมณ์การสอนใส่ถุงยางอนามัย วัยรุ่นที่ไหนจะหันมามอง ของแบบนั้นมันน่าจะถูกโละ หรือไม่ก็เอาไปตั้งบนเชิงเทียนที่โต๊ะอาหาร มองผ่านๆก็นึกว่าด้ามเทียน
……………
“แล้วจะให้ผมขึ้นเครดิตขอบคุณเจ้าของไหมครับ” ผมถาม เพราะบางคนเค้าแคร์เรื่องแบบนี้
“ไม่เป็นไรค่ะหมอ ถือซะว่าเป็นวิทยาทาน หมอไม่ต้องคืนนะคะ เอาไว้สอนนักเรียนต่อไปเลยก็แล้วกัน” โถ เธอมีจิตเป็นกุศล
“งั้นก็ขอบคุณมากนะครับ” ผมยื่นมือออกไปรับเจี๊ยวปลอมอันนั้นด้วยใจระทวย เหงื่อออกตามง่ามมือ
“มันไม่ชิน”
ธนพันธ์ ชูบุญรู้สึกฮึกเหิม หึหึ ๑๙ พย ๖๑
อธิบายได้เห็นภาพแม้ไม่ต้องดูคลิป… ว่าแต่ว่า ปัจจุบันนี้ยังมีเรื่องการสอนใส่ถุงยางในระดับอุดมศึกษาอีกหรอครับ .. ที่ถามไม่ได้ทะลึ่ง หรือกวนนะครับ อาจเป็นเพราะผมจบมานานแล้ว และไม่เคยได้เรียนวิธีนี้ แต่คิดว่ายุคไทยแลนด์ 4.0++ นี้ เด็กแทบจะใส่เป็นกันตั้งแต่กำเนิดแล้วมังครับ — ขอบคุณเรื่องที่ง่าย ๆ แต่ยากที่จะบรรยายเมื่อเป็นคราวของตัวเองนะครับ ปล. ถ้าเป็นผมต้องไปยืมอะไรแบบนี้จากใคร ก็ไม่รู้จะบอกจะกล่าวอย่างไรเหมือนกัน 5555
https://web.facebook.com/thanapan.choobun/posts/1949284771785375?tn=K-R