มิถุนายน 2561 ผมได้มีโอกาสได้สอนหลักการวิชาไอคิโด (aikido) ให้กับผู้เข้าประชุมบางท่านที่สนใจ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เกิดการเรียนรู้ไม่น้อย

พี่กฤษณะ (กฤษณะ เทพเนาว์) หนุ่มใหญ่แห่งท้องทุ่งบุรีรัมย์เล่าว่า หลังจากที่มาทดลองฝึกเป็นผู้โจมตี หรือ "อุเกะ"ในภาษาวิชาไอคิโด ตอนสวมบทบาทเป็นคนร้าย แกก็จริงจัง เอาซะแรง พอกลับมาอีกหนึ่งวันนี่ ปวดเนื้อตัวไปหมด

ระหว่างจิบกาแฟ เราคุยกันถูกคอถึงเรื่องนี้ ผมบอกพี่กฤษณะไปว่า ผมแค่สะท้อนแรงพี่คืนกลับไป แรงของพี่มันย้อนกลับไปทำลายตัวพี่เองนะ ผมแค่เป็นสื่อกลางของ "กฤษณะ" เท่านั้น

ตรงนี้ทำให้ผมชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ไอคิโด เป็นการรู้เท่าทันพลัง เป็นการจัดการแรงปะทะอย่างฉลาด ใช้สติ สมาธิ เป็นตัวกำกับ กายและจิตต้องจับแรงของอีกฝ่ายให้ทัน ไม่ใช่เอาแรงตัวเองไปปะทะ หากเมื่อจับขนาดและทิศทางแรงของอีกฝ่ายได้แล้ว ให้สอดประสานเพื่อส่งแรงนั้นคืนกลับไปสลายสมดุลในการยืนของคู่ต่อสู้ เมื่อสมดุลเขาเสียแล้ว เขาจะล้มด้วยแรงของเขาเอง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ในเวลาเสี้ยววินาที แต่ถ้าจะฝึกให้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ชัดๆ ต้องฝึกช้าๆ และที่สำคัญกว่าการจัดการคู่ต่อสู้ คือการมองเห็นระบบของตนเอง ทั้งระบบร่างกาย ระบบความคิด ระบบจิตใจ ระบบพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเรา นี่อาจจะเรียกว่าเป็น สภาวะ The system see itself อย่างที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เพิ่งสอนไปก็เป็นได้

กายและจิตที่รวมเป็นหนึ่งดังนี้ได้นั้น ก็ด้วยต้องมีหลักธรรมและสภาวะแวดล้อมประกอบ เช่น อิทธิบาท 4 พละ 5 ตลอดทั้งมีกัลยาณมิตร การหมั่นรักษาศีลและเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันประกอบ

มันเป็นกระบวนการยกระดับสนามการเรียนรู้ที่อาจารย์ชัยวัฒน์สอน คือการยกระดับสนามที่ 2 ( I don't know that I know ) สู่สนามที่ 1 คือ l know that I know.

มันจึงไม่ใช่แค่การฝึกวิชาไปใช้ต่อสู้ป้องกันตัว หากถ้าหมั่นฝึกฝนและสะท้อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (self reflection) มันจะปรับวิถีการเรียนรู้ของเราทั้งหมด

ขอบคุณพี่กฤษณะ ที่ช่วยมาเป็นอุเกะ หรือผู้โจมตี รวมถึงอาจารย์ชัยวัฒน์ และผู้คนเบื้องหลังอีกมากมาย ที่ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะสกัดการเรียนรู้เล็กๆ ที่เกือบจะมองข้ามไป

เป็นเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นในช่วง slow down ในเช้าวันหนึ่งของปีนี้

เป็นสิ่งดีๆที่อยากทบทวนและแบ่งปันกันครับ