861. "คู่มือการทำ Appreciative Inquiry สำหรับกลุ่มขนาดกลาง"


Appreciative Inquiry สำหรับกลุ่มขนาดกลาง (Medium Group) แบบนี้ เป็นแนวทางที่เราใช้เวลาทำ Workshop เพื่อพัฒนาองค์กรสำหรับกลุ่มคนไม่มาก ประมาณ 24-30 คน ถือเป็นกลุ่มขนาดกลาง.. โจทย์สำหรับกลุ่มขนาดกลาง มักทำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดร่วมกัน เช่นปัญหาการบริหารเวลา การสื่อสาร ไปจนถึงปัญหาทางเทคนิกเช่น Lean และ Innovation ไปถึงเรื่อง Worklife Balance ก็ได้

วันนี้ผมจะมาเล่าเหตุการณ์ที่ผมไปทำมาที่หนึ่งด้วยโจทย์ ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ “ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน”  ... มาเรามาทำโจทย์นี้กัน ที่ละขั้นตอน เริ่มจากขั้นแรก ก่อนทำ ทบทวนหลักคิด Appreciative Inquiry ก่อน จากนั้นลงมือทำ  สุดท้ายหลังทำมันจะมีอะไรตามมา จะได้เรียนรู้การทำจากทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมๆกันเลบ

ทบทวนก่อน

  1. ปูพื้นก่อน Appreciative Inquiry เป็นวิธีการพัฒนาองค์กร (คนมากกว่า 2 คนเป็นต้นไปที่มาอยู่ร่วมกัน)
    ให้ สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง หรือไปให้ล้ำกว่ากว่าเปลี่ยนแปลงใดๆ .... เน้นที่การพากันสืบค้นปรากฏการณ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ทั้งในองค์กร นอกองค์กร แล้วเก็บข้อมูล มาพัฒนาต่อยอดแก้ปัญหาในองค์กร ทุกเรื่อง เอาว่าทุก Human System คือทุกที่ๆ ที่มีมนุษย์อยู่     
  2. วงจรของ Appreciative Inquiry เป็นดังภาพข้างล่างนี้ 

3. Define คือ เคลียร์โจทย์ให้ขัดเจนว่าจะทำอะไร เอาที่ละเรื่อง ..เช่นโจทย์นี้คือ พนักงานต้องการมีแรงบันดาลใจในการทำงาน  ตรงกลางภาพที่เห็นที่เรียกว่า Affirmative Topic แปลว่าเวลาตั้งโจทย์ให้มันบวกหน่อย ต่อให้เรื่องที่ทำจะลบแสนลบก็ตาม... ไม่ใช่เห็นพนักงานไม่เก่ง..ก็ไปตั้งโจทย์ว่า...ทำอย่างไรจะทำให้พนักงานที่นี่หายโง่...รับรองไม่มีใครมาร่วมงานกับคุณแน่..

4. ขั้นต่อมา Discovery ขั้นตอนนี้จะตั้งคำถามเชิงบวกว่า สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนั้นที่เขาเคยเห็นมาจริงๆ คืออะไร ...สำหรับเรื่องแรงบันดาลใจ ...ก็ถามว่านึกถึงตอนที่ท่านเกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์อะไร เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เล่าเป็นฉากๆ เอาให้ละเอียด  ช่วยสรุปที่มาด้วยให้ชัดๆด้วย ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ใช้เทคนิคหรือกระบวนการอะไร

5. ถามทุกคนที่เกี่ยวข้อง Appreciative Inquiry ต้องการข้อมูลจากทุกคน เพราะจะทำให้มีทางเลือกในการนำสูตร/เทคนิค/กระบวนการมาขยายผลได้มาก

6. ขั้นต่อมา ก็สรุปหาอะไรที่มันเหมือนๆ กันที่เป็นจุดร่วมที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ...ในที่นี้คือ กระบวนการที่เป็นจุดร่วมทำให้พนักงานที่นั่นเกิดแรงบันดาลใจ เราเรียกว่า Positive Cores 

7. จากข้อสรุปก็ชวนกันมาคิดต่อว่า ถ้าเราเอาสิ่งที่เราค้นพบใน Discovery มาขยายผลมากๆ เข้า เราจะเห็นองค์กรเปลี่ยนไปอย่างไร วาดเป็นภาพออกมาเลย แสดงเป็นละครก็ได้

8. จาก Dream มาประขุมกัน ระดมสมองว่า ถ้าจะทำให้ภาพผันเกิดจริงเราต้องทำอะไรบ้าง

9. Destiny ขั้นสุดท้าย ให้เลือก Action ว่าถ้าจะทำจริง เราจะเอาสักหนึ่งเรื่องไปทำ คิดว่าจะเป็นเรื่องอะไร

10. ไปขยายผลจริง ประเมินผล แล้วดูว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร มันทำให้เราเข้าไกล้ความฝันไหม  ต้องค้นหาอะไรเพิ่มเติม มีปัญหาอะไรก็อาจเอาปัญหานั้นมาคุยด้วยวงจร Appreciative Inquiry 5D ต่อ 

มาเลยมาดูของจริงกัน 

  1. ผมก็เริ่มทำตามขั้นตอนข้างบน  ให้ทั้งห้องจับกลุ่มกัน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ อย่าให้เกิน  5 คน ให้ทุกคนพูด โดยให้มีคนทำหน้าที่จดหนึ่งคน ให้เวลาเล่าเรื่องอย่างละเอียด คนละ 5 นาที ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 20-25 นาที
  2. จากนั้นถ้ามีเวลาให้ทุกคนแชร์ ไม่มีเวลา ก็ให้ Vote เลือกเรื่องที่น่าเล่าสุดๆ 1-2 เรื่องมาแชร์ ให้เวลากลุ่มละ 2-3 นาที (จริงๆ ควรแชร์ทุกคน)
  3. จะเจอเรื่องทำนองนี้ครับ . คล้ายๆกับผมเอง  ที่ผมเล่ามาทำนองนี้ .... “ผมรู้สึกเกิดแรงบันดาลใจมาก ตอนที่มีกลุ่มชาวบ้านจากภายใต้ เขียน email มาขอบคุณ ...เหตุเพราะได้ความรู้วิธีการแกะกุ้งจะเว็บผม www.aithailand.org เขาบอกว่า ...พวกเขาตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแกะกุ้ง และพยายามหาวิธีการแกะกุ้ง แต่ไม่มีโรงงานไหน เผยแพร่วิธีการ กลับไปเจอวันเว็บผม..” “ผมเลยนึกได้ครับว่า เคยสอน Appreciative Inquiry ให้ลูกศิษย์แล้วเขาเอา AI ไปใช้ในโรงงานแกะกุ้งของคุณลุง ..ปรากฏว่าไปค้นพบวิธีการแกะกุ้งเจ๋งๆ ของคนพม่า และลูกศิษย์คนนี้เป็น Artist หน่อย เธอวาดรูปกระบวนการก่อนค้นพบ และหลังค้นพบ มาซะสวยงาม ชัดเจน นี่แหละครับชาวบ้านไปหาเจอ...”  ที่มาเชิงกระบวนการของเรื่องนี้คืออะไร ต้องช่วยกันถามต่อ .. “ให้ความรู้คนอื่นครับ  ต้นเหตุของแรงบันดาลใจของผมเกิดจากการให้ความรู้ครับ 
  4. ฟังหลายๆ เรื่อง...  แล้วหาจุดร่วมเชิงกระบวนการ หา Positive Cores ปรากฏว่าผมเจอแทบทุก case ที่เล่าคือ แรงบันดาลใจเกิดจากการให้ และการแสวงหาความรู้  
  5. การแสวงหาความรู้ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจหลายปีก่อนผมเห็นนักศึกษาป.โทจำนวนมาก ไม่รู้ว่าจริงๆ ชีวิตต้องการอะไร จบแล้วงง ไม่อยากทำงานธนาคาร แต่ก็จบมาทางนี้แล้ว บางคนเป็นหมอแต่กลับเกลียดอาชีพตนเองขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยไปค้นหาจะทำยังไง ก็ไปเจอเรื่อง IKIGAI ก็เอามาสอน มาช่วยนักศึกษาค้นหาตนเอง หลายคนค้นพบตนเองแถมไปช่วยคนรอบข้างได้ด้วย  ไปมาก็เริ่มไปสอนในภาคเอกชน เจอลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อพี่นิด อยู่บริษัทเสนา พี่นิดไปเห็นชาวบ้านสูงอายุ มีภูมิปัญญาทำกล้วยทอดที่บางเฉียบกรอบอร่อย และรู้สึกว่าตนเองมีความรู้มาก ช่วยแต่คนอื่นในบริษัทใหญ่ๆ น่าจะเอาความรู้ที่ได้ไปช่วยชาวบ้าน ว่าแล้วพี่นิดก็เริ่มขยายผล ไปช่วยสร้างอาชีพชาวบ้าน ชาวบ้านก็มีความสุข ตอนนี้ส่งออกไปจีนแล้ว ..พี่นิดบอกผมว่าพี่นิดทำงานนี้สนุกมากๆ ไม่เหนื่อยเลย IKIGAI ชัดๆ ล่าสุดพี่นิดไปบรรยายที่จุฬาแล้ว  เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจผมมาก ไม่คิดว่าการพยายามหาความรู้มาช่วยนักศึกษาจะส่งผลไปไกลเพียงนี้... “ สรุปกระบวนการคือหาความรู้ไปแก้ปัญหาลูกค้า 

พี่นิดเอา case จริงๆ ไปสอนที่จุฬา ..

7. Dream เลย ถ้าเราสร้างบรรยากาศ ที่เอื้อให้พนักงานเกิดการให้ และการเพิ่มพูนความรู้ แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นกลับองค์กรในสองสามปี หรือห้าปีก็ได้ ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ... “ว๊าว เห็นภาพเลยว่าทุกคนมาทำงานอย่างมีความสุข องค์กรจะมีขีดความสามารถสูงขึ้น มีความสุขมากขึ้น Productivity สูง มาก จนเป็นต้นแบบให้คนอื่นมาดูงาน ...ที่นี่จะขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรบันดาลใจ (Inspirational Organization)”

8. Design จะทำให้อะไรให้เกิดขึ้นจริง ก็มาระดมสมองกัน ... อาจเริ่มจากการขอให้พนักงานค้นหา IKIGAI ตนเอง ค้นหาจุดแข็ง แล้ววางแผนจะเอามายกระดับสังคมในโรงงานอย่างไร ..   ตั้งทีมพี่เลี้ยง Mentor  เช่นอยากพัฒนาตนเองด้านไหน ให้ไปหา Mentor คนนี้  จากนั้นให้หารือกับพี่เลี้ยงว่าจะไปช่วยองค์กรให้ดีขึ้น  ตรงไหน  ส่วนการให้..ลองไปหาปัญหาในองค์กร แล้วไปหาความรู้ อาจเกิดจากการถาม การอ่านแล้วลองทำเป็น Prototype แต่ละคนไปแก้ปัญหาจริง ...ลองไปทำเล็กๆ แล้ววัดผลว่า มีแรงบันดาลใจไหม  KPI ดีขึ้นตรงไหน คิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าไม่ใช่แรงบันดาลใจอย่างเดียวแล้ว  Producvitivity Innovation อะไรก็ตามเกิดแน่นอน

9. หากคิดปัญหาอะไรก็มาแชร์กัน  คิดหาประสบการณ์การที่ดีที่สุดมาแก้ปัญหา ถางทาง สร้างทางไปเรื่อยจนบรรลุความฝัน

10. ไม่มีอะไรดีไปกว่าการลองทำจริงๆ ขยายผลอย่างเข้มข้นครับ 

11. ไม่ลองไม่รู้

หลังทำ Appreciative Inquiry 

1. คุณจะค้นพบว่าเวลาไปทำจริง อาจเจออุปสรรค ต้องหาตัวช่วยหน่อยครับ 

2. ตัวที่ช่วยได้มากคือเรื่อง สามคนไม่ธรรมดา เพราะที่เราทำอะไรไม่สำเร็จเรามักจะทำคนเดียว สามคนไม่ธรรมดาคือใคร ดูได้ที่นี่ https://www.gotoknow.org/posts... พี่นิดก็ใช้สามคนนี้ช่วย ผมเองก็ใช้บ่อยๆ 

3. หลายเรื่องอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ในวงกว้าง เช่นหาตลาดใหม่ๆ ต้องใช้ Loyalty Pyramid ช่วย ดูได้ที่นี่ครับ 

https://www.gotoknow.org/posts...

4. เวลาทำไปทำไปมันจะเกิดปัญหามากขึ้น สามารถคุยกับทีมงานด้วย Appreciative Inquiry Conversation แก้ปัญหาได้มาก ดูได้ที่นี่้คนับ 

https://www.gotoknow.org/posts...

5. ลองให้เวลาบ่มเพราะโครงการอย่างต่ำสามเดือนนะครับ ทำสักปีสองปียิ่งดี ไม่ใช่วูบวาบไม่เกิดผลอะไรครับ ที่ไปไกลมากๆ คือ 2 ปีขึ้นไป 


วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org

หมายเลขบันทึก: 655558เขียนเมื่อ 14 ตุลาคม 2018 10:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 ธันวาคม 2018 19:12 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี