Appreciative Inquiry สำหรับกลุ่มขนาดกลาง (Medium Group) แบบนี้ เป็นแนวทางที่เราใช้เวลาทำ Workshop เพื่อพัฒนาองค์กรสำหรับกลุ่มคนไม่มาก ประมาณ 24-30 คน ถือเป็นกลุ่มขนาดกลาง.. โจทย์สำหรับกลุ่มขนาดกลาง มักทำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดร่วมกัน เช่นปัญหาการบริหารเวลา การสื่อสาร ไปจนถึงปัญหาทางเทคนิกเช่น Lean และ Innovation ไปถึงเรื่อง Worklife Balance ก็ได้
วันนี้ผมจะมาเล่าเหตุการณ์ที่ผมไปทำมาที่หนึ่งด้วยโจทย์ ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ “ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน” ... มาเรามาทำโจทย์นี้กัน ที่ละขั้นตอน เริ่มจากขั้นแรก ก่อนทำ ทบทวนหลักคิด Appreciative Inquiry ก่อน จากนั้นลงมือทำ สุดท้ายหลังทำมันจะมีอะไรตามมา จะได้เรียนรู้การทำจากทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมๆกันเลบ
ทบทวนก่อน
- ปูพื้นก่อน Appreciative Inquiry เป็นวิธีการพัฒนาองค์กร (คนมากกว่า 2 คนเป็นต้นไปที่มาอยู่ร่วมกัน) ให้สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไปให้ล้ำกว่ากว่าเปลี่ยนแปลงใดๆ .... เน้นที่การพากันสืบค้นปรากฏการณ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นรอบๆตัวทั้งในองค์กรนอกองค์กรแล้วเก็บข้อมูลมาพัฒนาต่อยอดแก้ปัญหาในองค์กรทุกเรื่องเอาว่าทุก Human System คือทุกที่ๆที่มีมนุษย์อยู่
- วงจรของ Appreciative Inquiry เป็นดังภาพข้างล่างนี้

3. Define คือเคลียร์โจทย์ให้ขัดเจนว่าจะทำอะไรเอาที่ละเรื่อง ..เช่นโจทย์นี้คือพนักงานต้องการมีแรงบันดาลใจในการทำงาน ตรงกลางภาพที่เห็นที่เรียกว่า Affirmative Topic แปลว่าเวลาตั้งโจทย์ให้มันบวกหน่อยต่อให้เรื่องที่ทำจะลบแสนลบก็ตาม... ไม่ใช่เห็นพนักงานไม่เก่ง..ก็ไปตั้งโจทย์ว่า...ทำอย่างไรจะทำให้พนักงานที่นี่หายโง่...รับรองไม่มีใครมาร่วมงานกับคุณแน่..
4. ขั้นต่อมา Discovery ขั้นตอนนี้จะตั้งคำถามเชิงบวกว่าสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนั้นที่เขาเคยเห็นมาจริงๆคืออะไร ...สำหรับเรื่องแรงบันดาลใจ ...ก็ถามว่า “นึกถึงตอนที่ท่านเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานตอนนั้นเป็นเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรเล่าเป็นฉากๆเอาให้ละเอียด” “ช่วยสรุปที่มาด้วยให้ชัดๆด้วยว่าอะไรเป็นต้นเหตุใช้เทคนิคหรือกระบวนการอะไร”
5. ถามทุกคนที่เกี่ยวข้อง Appreciative Inquiry ต้องการข้อมูลจากทุกคนเพราะจะทำให้มีทางเลือกในการนำสูตร/เทคนิค/กระบวนการมาขยายผลได้มาก
6. ขั้นต่อมาก็สรุปหาอะไรที่มันเหมือนๆกันที่เป็นจุดร่วมที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ...ในที่นี้คือกระบวนการที่เป็นจุดร่วมทำให้พนักงานที่นั่นเกิดแรงบันดาลใจเราเรียกว่า Positive Cores
7. จากข้อสรุปก็ชวนกันมาคิดต่อว่าถ้าเราเอาสิ่งที่เราค้นพบใน Discovery มาขยายผลมากๆเข้าเราจะเห็นองค์กรเปลี่ยนไปอย่างไรวาดเป็นภาพออกมาเลยแสดงเป็นละครก็ได้
8. จาก Dream มาประขุมกันระดมสมองว่าถ้าจะทำให้ภาพผันเกิดจริงเราต้องทำอะไรบ้าง
9. Destiny ขั้นสุดท้ายให้เลือก Action ว่าถ้าจะทำจริงเราจะเอาสักหนึ่งเรื่องไปทำคิดว่าจะเป็นเรื่องอะไร
10. ไปขยายผลจริงประเมินผลแล้วดูว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไรมันทำให้เราเข้าไกล้ความฝันไหม ต้องค้นหาอะไรเพิ่มเติมมีปัญหาอะไรก็อาจเอาปัญหานั้นมาคุยด้วยวงจร Appreciative Inquiry 5D ต่อ
มาเลยมาดูของจริงกัน
- ผมก็เริ่มทำตามขั้นตอนข้างบน ให้ทั้งห้องจับกลุ่มกัน 30 คนโดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆอย่าให้เกิน 5 คนให้ทุกคนพูดโดยให้มีคนทำหน้าที่จดหนึ่งคนให้เวลาเล่าเรื่องอย่างละเอียดคนละ 5 นาทีขั้นตอนนี้ใช้เวลา 20-25 นาที
- จากนั้นถ้ามีเวลาให้ทุกคนแชร์ไม่มีเวลาก็ให้ Vote เลือกเรื่องที่น่าเล่าสุดๆ 1-2 เรื่องมาแชร์ให้เวลากลุ่มละ 2-3 นาที (จริงๆควรแชร์ทุกคน)
- จะเจอเรื่องทำนองนี้ครับ . คล้ายๆกับผมเอง ที่ผมเล่ามาทำนองนี้ .... “ผมรู้สึกเกิดแรงบันดาลใจมากตอนที่มีกลุ่มชาวบ้านจากภายใต้เขียน email มาขอบคุณ ...เหตุเพราะได้ความรู้วิธีการแกะกุ้งจะเว็บผม www.aithailand.org เขาบอกว่า ...พวกเขาตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแกะกุ้งและพยายามหาวิธีการแกะกุ้งแต่ไม่มีโรงงานไหนเผยแพร่วิธีการกลับไปเจอวันเว็บผม..” “ผมเลยนึกได้ครับว่าเคยสอน Appreciative Inquiry ให้ลูกศิษย์แล้วเขาเอา AI ไปใช้ในโรงงานแกะกุ้งของคุณลุง ..ปรากฏว่าไปค้นพบวิธีการแกะกุ้งเจ๋งๆของคนพม่าและลูกศิษย์คนนี้เป็น Artist หน่อยเธอวาดรูปกระบวนการก่อนค้นพบและหลังค้นพบมาซะสวยงามชัดเจนนี่แหละครับชาวบ้านไปหาเจอ...” ที่มาเชิงกระบวนการของเรื่องนี้คืออะไรต้องช่วยกันถามต่อ .. “ให้ความรู้คนอื่นครับ” ต้นเหตุของแรงบันดาลใจของผมเกิดจาก “การให้ความรู้” ครับ
- ฟังหลายๆเรื่อง... แล้วหาจุดร่วมเชิงกระบวนการหา Positive Cores ปรากฏว่าผมเจอแทบทุก case ที่เล่าคือแรงบันดาลใจเกิดจากการให้และการแสวงหาความรู้
- การแสวงหาความรู้ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ “หลายปีก่อนผมเห็นนักศึกษาป.โทจำนวนมากไม่รู้ว่าจริงๆชีวิตต้องการอะไรจบแล้วงงไม่อยากทำงานธนาคารแต่ก็จบมาทางนี้แล้วบางคนเป็นหมอแต่กลับเกลียดอาชีพตนเองขึ้นเรื่อยๆผมเลยไปค้นหาจะทำยังไงก็ไปเจอเรื่อง IKIGAI ก็เอามาสอนมาช่วยนักศึกษาค้นหาตนเองหลายคนค้นพบตนเองแถมไปช่วยคนรอบข้างได้ด้วย ไปมาก็เริ่มไปสอนในภาคเอกชนเจอลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อพี่นิดอยู่บริษัทเสนาพี่นิดไปเห็นชาวบ้านสูงอายุมีภูมิปัญญาทำกล้วยทอดที่บางเฉียบกรอบอร่อยและรู้สึกว่าตนเองมีความรู้มากช่วยแต่คนอื่นในบริษัทใหญ่ๆน่าจะเอาความรู้ที่ได้ไปช่วยชาวบ้านว่าแล้วพี่นิดก็เริ่มขยายผลไปช่วยสร้างอาชีพชาวบ้านชาวบ้านก็มีความสุขตอนนี้ส่งออกไปจีนแล้ว ..พี่นิดบอกผมว่าพี่นิดทำงานนี้สนุกมากๆไม่เหนื่อยเลย IKIGAI ชัดๆล่าสุดพี่นิดไปบรรยายที่จุฬาแล้ว” เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจผมมากไม่คิดว่าการพยายามหาความรู้มาช่วยนักศึกษาจะส่งผลไปไกลเพียงนี้... “ สรุปกระบวนการคือ “หาความรู้ไปแก้ปัญหาลูกค้า”

พี่นิดเอา case จริงๆ ไปสอนที่จุฬา ..


7. Dream เลยถ้าเราสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้พนักงานเกิดการให้และการเพิ่มพูนความรู้แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นกลับองค์กรในสองสามปีหรือห้าปีก็ได้ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ... “ว๊าวเห็นภาพเลยว่าทุกคนมาทำงานอย่างมีความสุของค์กรจะมีขีดความสามารถสูงขึ้นมีความสุขมากขึ้น Productivity สูงมากจนเป็นต้นแบบให้คนอื่นมาดูงาน ...ที่นี่จะขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรบันดาลใจ (Inspirational Organization)”
8. Design จะทำให้อะไรให้เกิดขึ้นจริงก็มาระดมสมองกัน ... อาจเริ่มจากการขอให้พนักงานค้นหา IKIGAI ตนเองค้นหาจุดแข็งแล้ววางแผนจะเอามายกระดับสังคมในโรงงานอย่างไร .. ตั้งทีมพี่เลี้ยง Mentor เช่นอยากพัฒนาตนเองด้านไหนให้ไปหา Mentor คนนี้ จากนั้นให้หารือกับพี่เลี้ยงว่าจะไปช่วยองค์กรให้ดีขึ้น ตรงไหน ส่วนการให้..ลองไปหาปัญหาในองค์กรแล้วไปหาความรู้อาจเกิดจากการถามการอ่านแล้วลองทำเป็น Prototype แต่ละคนไปแก้ปัญหาจริง ...ลองไปทำเล็กๆแล้ววัดผลว่ามีแรงบันดาลใจไหม KPI ดีขึ้นตรงไหนคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมว่าไม่ใช่แรงบันดาลใจอย่างเดียวแล้ว Producvitivity Innovation อะไรก็ตามเกิดแน่นอน

9. หากคิดปัญหาอะไรก็มาแชร์กัน คิดหาประสบการณ์การที่ดีที่สุดมาแก้ปัญหาถางทางสร้างทางไปเรื่อยจนบรรลุความฝัน
10. ไม่มีอะไรดีไปกว่าการลองทำจริงๆขยายผลอย่างเข้มข้นครับ
11. ไม่ลองไม่รู้
หลังทำ Appreciative Inquiry
1. คุณจะค้นพบว่าเวลาไปทำจริง อาจเจออุปสรรค ต้องหาตัวช่วยหน่อยครับ
2. ตัวที่ช่วยได้มากคือเรื่อง สามคนไม่ธรรมดา เพราะที่เราทำอะไรไม่สำเร็จเรามักจะทำคนเดียว สามคนไม่ธรรมดาคือใคร ดูได้ที่นี่ https://www.gotoknow.org/posts... พี่นิดก็ใช้สามคนนี้ช่วย ผมเองก็ใช้บ่อยๆ
3. หลายเรื่องอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ในวงกว้าง เช่นหาตลาดใหม่ๆ ต้องใช้ Loyalty Pyramid ช่วย ดูได้ที่นี่ครับ
https://www.gotoknow.org/posts...
4. เวลาทำไปทำไปมันจะเกิดปัญหามากขึ้น สามารถคุยกับทีมงานด้วย Appreciative Inquiry Conversation แก้ปัญหาได้มาก ดูได้ที่นี่้คนับ
https://www.gotoknow.org/posts...
5. ลองให้เวลาบ่มเพราะโครงการอย่างต่ำสามเดือนนะครับ ทำสักปีสองปียิ่งดี ไม่ใช่วูบวาบไม่เกิดผลอะไรครับ ที่ไปไกลมากๆ คือ 2 ปีขึ้นไป
วันนี้พอเท่านี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ
บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์