สวัสดีครับทุกท่าน นานๆทีผมจะมีโอกาสเขียนบทความ...  วันนี้เป็นวันพิเศษเนื่องจากว่างจากภารกิจ เลยมาจิบการแฟไป และเลยอยากชวนคุยเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์นั่นคือการพูดคุยครับ

มนุษย์เราพูดคุยกันเพื่อระบายอารมณ์มั่งผูกมิตรกันบ้าง ... แต่หลายการพูดคุยก็เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

แล้วคุณเคยสังเกตวิธีการพูดคุยของคนรอบตัวคุณไหมครับ  ผมสังเกตมานานเราจะเห็นโครงสร้างชัดเจนว่าอยู่สองแบบแบบเแรกคือแบบที่ผมสังเกตว่าเป็นโครงสร้างการคุยในกระแสหลักไม่ว่า MBA หรือองค์กรไหนก็คุยกันด้วยโครงสร้างหลักคือ...ถ้าเกิดปัญหาเราจะพยายามหาสาเหตุของปัญหาดูว่า GAP คืออะไรเราเรื่องว่าถ้าเราเจอ GAP หรือรากเหง้าของปัญหาเราจะหาทางแก้ได้  ก็ถูกครับ ...

เช่นเมื่อเราอยากให้พนักงานของเรามีความสุขในการทำงานมากขึ้น  เราเชื่อว่าถ้ามีความสุขในการทำงานเขาจะสร้างผลงานที่ดีให้เรา ...เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข 

  1. เราต้องเริ่มจากการหาก่อนว่าพนักงานไม่มีความสุขตรงไหน  
  2. หาสาเหตุว่าที่เขาไม่มีความสุขเพราะอะไร
  3. หาทางแก้ไข
  4. เอาทางแก้ไปทำจริงก็จะทำให้พนักงานมีความสุขขึ้น

ผมได้คำตอบว่า ...

KPI สูงเงินเดือนน้อย  งานเยอะบ้านไกลหัวหน้าเอาแต่ใจคุยไม่รู้เรื่องไม่ยุติธรรมเทคโนโลยีสู้คู่แข่งไม่ได้ Margin ลดลงการแข่งขันสูงมากพนักงานไม่มีใจทำงาน 

แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร  ต้องกระจายงานให้เท่าเทียม” “ต้องปรับทัศนคติในการทำงานของพนักงาน” “เพิ่มเงินเดือน  ต้องตามคู่แข่งให้ทัน” “ปรับทัศนคติหัวหน้า

ผมถามอีกเรามาพัฒนากลุยทธ์กันเพื่อแก้ปัญหา ... “คงทำไม่ได้มันขึ้นกับหลายปัจจัยสำคัญที่สุดคือผู้บริหารต้องปรับทัศนคติก่อน 

ที่เจอโหดสุดก็คือ... “มันต้องปลงอาจารย์...ปลงมานานแล้ว ..ไปโน่น..”

ตกลงที่สุดก็เหมือนจะได้อะไรแต่ที่สุดก็จบลงด้วยการทำอะไรไม่ได้ ..  เพราะมีเงื่อนไขเต็มไปหมด..ไม่มีงบประมาณ  ถึง Peak สุดก็คือต้องเปลี่ยน CEO..  

แต่ขอแอบแซวหน่อย ...แทบไม่มีใครเสนอเรื่องการเปลี่ยนนิสัยตัวเองเลย.. 


โครงสร้างการคุยแบบนี้เป็นอะไรที่นิยมมากๆในบ้านเรา... 

แต่ก็มีโครงสร้างการพูดคุยอีกแบบที่ผมพอเห็นอยู่บ้างแต่นานๆทีคือ

สมมติว่ามีปัญหาแทนที่จะไปหาสาเหตุที่ทำให้มีปัญหาและหาทางออกเราจะมาหาสาเหตุความสำเร็จกันแทนโครงสร้างการคุยจะออกมาอีกแนวคือ

  1. ระบุปัญหาที่อยากแก้
  2. จากนั้นไปค้นหาข้อมูลก่อนว่าตอนที่เราแก้ปัญหานั้นได้ทำอย่างไร ..หรือเราเคยเห็นใครทำแล้วเขาใช้วิธีการอะไรในการแก้ปัญหาเดียวกันจะในจะนอกองค์กรก็ได้หาข้อมูลก่อนพูดง่ายๆหาสาเหตุความสำเร็จก่อน 
  3. เอาข้อมูลที่มีคนเคยทำได้มาเป็นพื้นฐานในการคิดหาวิธีแก้ปัญหาเอาเรื่องสำเร็จมาต่อยอดแก้ปัญหากัน
  4. ทดลองทำจริงวัดผล
  5. คนคุยแบบนี้เชื่อว่าเมื่อเราเจอสาเหตุความสำเร็จ แล้วเอาสาเหตุความสำเร็จไปขยายผล เราจะแก้ปัญหานั้นได้เอง เรามาลองคุยกันด้วยวิธีการแบบที่สองดูด้วยโจทย์เดียวกันคือ

ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาเรื่องคนไม่มีความสุขในการทำงาน

ตามโครงสร้างการคุยแบบที่สองนี้เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีความสุขในการทำงานมาก่อนบ้างไม่มากก็น้อยเราเอาประสบการณ์การมาแชร์กันเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อน

เริ่มเลยครับเรามาค้นหากันว่าแล้วตอนที่เรามีความสุขในการทำงาน .. แต่ละคนทำอย่างไรหรือถ้าเห็นใครมีความสุขในการทำงานเขาทำอย่างไร 

เช่นโรงงานหนึ่งเล่าว่าเขาเห็นพนักงานคนหนึ่งมาทำงานทุกวันมีความสุขในการทำงานทุกคนรัก... ผมเลยเชิญมาสัมภาษณ์..  เธอเป็นคนเขมรเธอบอกว่าที่มาทำงานทุกวันเพราะเธอมีเป้าหมายว่าจะมาทำงานเมืองไทยเพียง 10 ปีตอนนี้เก็บหอมรอมริบเงินเพื่อไปซื้อนาที่บ้านเกิด ..สรุปเธอมีเป้าหมายชีวิตครับ .. อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ...ชอบที่ทำงานเพราะเวลามีปัญหาหัวหน้าสอนงานให้ ..แถมที่แผนกมีเล่นกีฬาตอนเย็น...

แค่คนเดียวครับ..ได้โครงการแล้ว ..ถ้าจะแก้ปัญหาพนักงานไม่อยากมาทำงานขาดงานทำอย่างไรครับ ..พาเขาค้นหาเป้าหมายชีวิตสอนงานเขาเล่นกีฬากัน

ผมไม่ได้เจอแค่ที่นี่ที่เดียวเจอที่อื่นด้วย...ทุกระดับเลยคนไปที่ไปไกลทุกระดับคือคนที่มีเป้าหมาย  ... 

สาเหตุอีกอันคือ KPI สูงกดดันมากขายไม่ได้ ...มาคุยกันครับโครงสร้างแบบสองหาข้อมูลตอนที่ทำได้ก่อน 

แล้วตอนที่ขายได้ทำอย่างไรหรือใครเป็น Idol เรื่องการขาย 

ผมขายได้มากเพราะเวลาคนมาซื้อปุ๋ยผมผมไม่รีบขายเหมือนคนอื่นผมจะใช้เวลาสัก 10 นาทีถามข้อมูลและให้คำปรึกษาอย่างละเอียด..ผมจะถามก่อนว่าเอาไปทำอะไร ..เขาบอกเอาไปใส่ไร่พริก 2 งาน ..ซื้อห้ากระสอบ..ผมดูแล้วเขาซื้อมากไป..เลยบอกตามประสบการณ์ว่าพี่ซื้อมากไปสามกระสอบพอ.. ผมขายตอนนั้นได้น้อยก็จริงแต่ต่อมาลูกค้าบอกต่อกันทั้งบาง ..  

นี่ไงครับสาเหตุที่ทำให้คนๆนี้ได้ KPI เยอะนั้นคือการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ ..ไม่ยัดเยียดได้วิธีไปแก้ปัญหาไหมครับ 

นี่คือโครงสร้างการคุยแบบที่สอง...

คุณชอบแบบไหนแบบแรกหรือแบบที่สอง..”

แล้วแต่เอาเป็นว่าตั้งแต่ผมทำมาถ้าเราคุยด้วยโครงสร้างแบบที่สองผมไม่เจอคนพูดว่าเกิดมาใช้กรรมหรือปลงเลย.. แม้กระทั่งคนที่พูดว่าทำอะไรไม่ได้หรือปลงพอเปลี่ยนมาคุยด้วยโครงสร้างแบบสองกลับมีคำตอบมีแผนออกมาและทุกแผนเน้นที่ตัวเองไม่ใช่ไปเปลี่ยนแปลงใครไม่ใครโทษเศรษฐกิจหรือคู่แข่งอีก ..  คำตอบชัดเจนและที่ผมทอลงมาสิบปีสามารถเอาไปแก้ปัญหาได้จริง

แล้วแต่ครับคุณจะชอบแบบไหน ..การคุยแบบแรกเราเรียกว่า Problem Solving ... วิธีการแก้ปัญหาที่เราเห็นอยู่ทุกวันถ้าชอบก็ใช้ต่อ .. แต่แบบสองคือ Appreciative Inquiry (AI) ซึ่งต่อยอดมาจาก Problem Solving นั่นเองเพียงแต่ชวนกันไปหาข้อมูลดีๆมาก่อนหรือประสบการณ์ที่เคยทำมาก่อน.. 

สำหรับผมอยากให้สังคมไทยคุยกันด้วยโครงสร้างการคุยแบบ Appreciative Inquiry มากๆผมรู้สึกแบบแรกไม่ค่อยได้ผลและบั่นทอนมากมักจบลงด้วยความหดหู่หมดพลังในขณะที่ทำแบบสองจะเห็นโอกาสมากว่ามีความสุขกว่ามีคำตอบชัดกว่า 

Appreciative Inquiry เป็นวิชาด้านการพัฒนาองค์กรสาขาใหม่เน้นการเชิญชวนคนให้ร่วมค้นหาสิ่งดีๆในองค์กรและสิ่งแวดล้อมมาขยายผลแก้ปัญหาด้วยโครงสร้างการคุยแบบที่เน้นตั้งคำถามเชิงบวกหาสาเหตุความสำเร็จกัน

ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบทั้งการแก้ปัญหาทั่วไปไปจนถึงการทำกลยุทธ์องค์กรกลยุทธ์การตลาด Lean การพัฒนาคน Coaching และอีกหลากหลาย 

ผมสอน Appreciative Inquiry มาสิบปีผมได้ชมรมผู้สนใจ Appreciative Inquiry เป็นชมรมแรกในไทยเปิดเว็บไซต์ชื่อ www.aithailand.org      และนี่เป็นส่ิงที่ผมภูมิใจครับ 

ผมมีปณิธานว่าชีวิตนี้ผมจะส่งเสริมให้ Appreciative Inquiry เป็นภาษาที่สองของคนไทยให้ได้ผมว่าระบบไวยกรณ์โครงสร้างภาษาของเราจะไม่สมบูรณ์เลยถ้าไม่มีการคุยแบบนี้  เพราะว่าเราคุยกันที่ไรมีแต่จะตีบตันขมขื่นหดหู่หาทางออกไม่ได้มีแต่โทษกันไปกันมาเห็นแต่ความเป็นไปไม่ได้  ยิ่งคุยยิ่งประสาทยิ่งแตกแยก...ผมว่าระบบการคุยของคนไทยมีปัญหาจริงๆครับ  

ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีการคุยของคนไทยคงยากที่จะยกระดับประเทศเราให้ไปไกลมากขึ้น

เป็นไปได้ไหมปัญหาของประเทศไทยอาจมาจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดที่เราไม่ค่อยได้ศึกษาใส่ใจนั่นคือวิธีการพูดคุยกัน 

ถ้าเราทำตรงนี้ให้ดีให้เป็นปรกติเหมือนวิธีการแบบแรกที่ครอบครองพื้นที่มานาน ..  เราจะเปลี่ยนอะไรได้หลายอย่างจนถึงชะตากรรมของประเทศเราทีเดียว 

น่าคิดนะครับ

ด้วยรักและปรารถนาดี

ดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์ 

www.aithailand.org

Note: ถ้าสนใจลองมาศึกษาที่ website พวกเราได้มีกรณีศึกษาเพียบเรามีบทความกว่า 800 บทความสื่อ Video กว่า 100 Clips