..ทุกๆคนมีความฝัน เมื่อมีความฝันก็จะมีเป้าหมาย แต่กว่าจะไปถึงฝันนั้น ระหว่างทางก็ย่อมมีสะดุดบ้าง ล้มบ้าง แต่จะยอมแพ้หรือสู้ต่อไปดี แล้วถ้าสู้ต่อไปจนสุดทางแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการล่ะ....??

       ตั้งแต่เด็กจนเติบโตมา ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ได้ วันที่ฉันได้มีโอกาสใช้ชีวิตหลังเรียนจบผันตัวเองมา เป็นคุณครู  ทั้งๆที่เรียนจบศิลปศาสตร์ภาษาอังกฤษมา แต่ฉันก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามคิดหาคำตอบให้ตัวเองว่า แท้จริงแล้วอยากจะทำอาชีพอะไรกันแน่ แน่นอนว่า ใกล้เรียนจบมหาวิทยาลัยเเล้วต้องหางานทำ แต่ในหัวของฉันก็คิดตลอดว่าฉันจะทำงานอะไรดี งานที่ทำจะใช่สำหรับฉันไหมฉันก็ไม่รู้ ยอมรับว่าใจหนึ่งฉันก็กลัวการทำงาน กลัวจะทำได้ไม่ดี  ก้าวแรกเมื่อฉันเรียนจบ ตอนนั้นก็คิดขึ้นมาในหัวอยู่ว่าต้องทำงาน โรงแรม หรืองาน แอไลน์ สักที่ ตอนนั้นใจหนึ่งฉันอยากทำงานแอร์ไลน์แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตอนฝึกประสบการณ์วิชาชีพปีสุดท้ายมันทำให้รู้ว่า งานแอร์ไลน์ ในความคิดของฉัน มันก็สนุกดีแต่มันจะเหนื่อยเกี่ยวกับระบบการจัดการข้างในที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร เลยอยากลองเปลี่ยนบ้าง ใจหนึ่งก็อยากลองทำงานเกี่ยวกับด้านโรงแรมดู เลยตัดสินใจเลือกโรงแรมแห่งหนึ่งใจตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ทำไปได้สักพัก ฉันรู้สึกว่ามันเหนื่อยมาก มันเหนื่อยเกินไป ไหนจะต้องกลับบ้านดึกๆดื่นๆ นอนไม่เป็นเวลา และที่สำคัญคือ คุณพ่อกับคุณแม่ก็พลอยเป็นห่วงและเหนื่อยไปด้วย เลยตัดสินใจลาออก ในตอนนั้น ความรู้สึกเหมือนเคว้งคว้างมาก ไปไม่ถูก จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ต้องทำงานที่ทำให้พ่อกับแม่สบายและรู้สึกภูมิใจ เมื่อลองปรึกษากับคุณพ่อและคุณแม่

      เเล้วคุณแม่ก็เลยเสนอว่ามาเป็นครูอัตตราจ้างที่ " โรงเรียนบ้านเเม่สุ "ไหม เผื่อจะชอบด้านนี้ ฉันก็ไม่ลังเลเลย เพราะตอนนั้น ไหนๆก็ตกงานละ  ลองทำดูก็คงไม่เสียหาย เลยได้มีโอกาสมาทำงานที่โรงเรียนแห่งนี้ ตอนเข้าไปสอน ที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้ฉันได้พบกับโลกอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ คงจะเป็นเพราะไม่เคยได้มาสัมผัสกับโรงเรียนในชนบทเท่าที่ควรเพราะ ฉันเติบโตมาในโรงเรียนในเมือง และใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทุกก้าว เมื่อฉันได้สัมผัสกับการเป็นคุณครูในโรงเรียนแห่งนี้ ทำให้ความรู้สึก เบื่อหน่าย ความรู้สึกกลัวการทำงาน ความรู้สึกลังเลในชีวิตก็เริ่มเลือนลางหายไป เด็กนักเรียนที่นี่น่ารัก น่าเอ็นดู ทุกๆเช้าจะมีแววตาใสๆ เสียงอ้อนๆ มาคอยรับคอยถือกระเป๋าให้  มีรอยยิ้มให้ทุกๆเช้า ตอนเข้าโรงเรียนมา และ เสียงสวัสดีตอนจากลาในทุกๆวันตอนเย็น  ทำให้ฉันมีความรู้สึกรักเเละเอ็นดูพวกเขาเหมือนกับลูกหลานของตัวเอง บางคนทำขนมกับคุณแม่ของพวกเขาและเอามาฝากในอีกวัน แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ และความจริงใจที่บริสุทธิ์ของเด็กน้อยเหล่านี้

        พวกเขาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีโทรศัพท์แพงๆ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์สวยๆ งามๆ ไม่ต้องเล่นวีดีโอเกมแพงๆ เหมือนค่านิยมของเด็กในเมืองพวกเขาก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ ในทุกๆวันกิจกรรมยามว่างก็จะเล่นบอลกลางสนาม เล่นเป่าหนังยาง เล่นโดดเชือก ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้คือมีความสุขแบบไม่สิ้นเปลืองเงินจริงๆ  แต่ฉันก็อดสงสารเด็กไม่ได้ เพราะการเรียนในชนบทและที่ห่างไกลความเจริญ ย่อมด้อยกว่าการเรียนในเมืองแน่นอน หลักๆเลยคือในเรื่องของ เทคโนโลยีการศึกษา หรือ ภาษาต่างประเทศ อุปกรณ์การเรียนต่างๆ   ในตอนนั้นเป้าหมายของฉันเริ่มชัดเจนขึ้นมาทีละนิด ฉันอยากจะเป็นคุณครู อยากจะช่วยสอนเด็กในชนบท อยากช่วยให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขามีความรู้ ให้มากที่สุดเต็มความสามารถของฉัน เพื่อในอนาคตเด็กน้อยบนดอยเหล่านี้จะมีความรู้ในการประกอบอาชีพได้ ฉันอยากถ่ายทอดความรู้ของฉันให้มากที่สุดกับพวกเขา ฉันเลยตัดสินใจมาเรียนต่อ ป.บัณฑิต เพื่อที่จะมุ่งมั่นทำตามความฝันในการเป็นครูในอนาคตต่อไป และจะไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายเเค่ไหนก็ตาม  และฉันคิดว่าจะต้องมีสักวันที่สอบบรรจุให้ติดเพื่อจะเป็นคุณครู ผู้ให้.... กับเด็กๆ เหล่านี้ต่อไปค่ะ

นี่คือรูปภาพของเด็กนักเรียนตัวน้อยๆค่ะ :))