ความฝันที่ไม่เลืองราง ด้วยแรงผลักดันของคนในครอบครัว

    คำว่า “ครู” ฉันเชื่อว่าใครหลายๆคนคงมีความฝันว่าอยากเป็นครู  หนึ่งในนั้นก็มีตัวของฉันคนหนึ่งที่อยากจะเป็น “ครู” 

    การที่จะเป็นครูนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป ถ้าหากตัวเราไม่ละทิ้งความฝัน ความพยายาม และความอดทน นั้นไปเสียก่อนความฝันและโอกาสนั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อมที่จะเป็นของเรา

>>>>>

    เริ่มจากตัวดิฉันเลย เมื่อตอนเด็ก ๆ ฉันมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “ครู” มากพอเรียนจบที่มหาวิทยาลัยฉันก็ได้รับโอกาสดี ๆ 

จากท่านผู้อำนวยการโรงเรียนให้มาทำหน้าที่และทำความฝันของฉัน คือการเป็น “ครู” 

>>>>>

     วันแรกของการทำงาน คือ วัน ศุกร์ ที่ 14  กรกฎาคม  2560

     ฉันยังจำได้ว่าวันนั้น  พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนพากันตื่นเต้นกับการทำงานครั้งแรกของฉันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพ่อที่คอยพาฉันไปซื้อเสื้อผ้าชุดทำงาน เพื่อเตรียมตัวที่จะเริ่มทำงาน โดยที่มียายและพ่อเป็นคนออกเงินให้ 

     วันแรกที่ฉันได้ไปทำงานพ่อเป็นคนไปส่งฉันที่โรงเรียน  แต่วันนั้นไม่มีการเรียนการสอน แต่มีการอบรมโครงการ PLC ของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนซึ่งคณะครูทุกเขาต้องเข้าร่วมการอบรมฉันและพ่อได้เดินเข้าไปที่โรงเรียน 

     ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะที่โรงเรียนนี้คือ โรงเรียนที่ฉันเคยเป็นนักเรียน แต่วันนี้กลับมาได้เป็นครูสอนที่นี่

     ฉันเห็นรอยยิ้มและแววตาแห่งความสุขของพ่อ

     ทำให้ฉันมีความสุขของการเริ่มต้นทำงานเป็นอย่างมากและเป็นการไปอบรมครั้งแรกได้ความรู้มากมาย ได้รู้จักครูหลาย ๆ ท่าน ได้แนวทางการทำงานหลาย ๆ อย่าง  

     แต่พอถึงวันจันทร์  ที่  17  กรกฎาคม  2560

     เป็นการตื่นเต้นครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นการเริ่มต้นของการล่าความฝันของการเป็น “ครู” อย่างแท้จริง 

     ดิฉันได้เริ่มทำการเรียน  การสอนเป็นครั้งแรกให้กับนักเรียน 

     เริ่มแรกก็ทำอะไรไม่ถูก กลัวผิด กลัวไม่ใช่  ไม่รู้ว่าต้องเริ่มอะไรก่อน–หลัง จะทำยังไงดี เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การสอนในแบบของโรงเรียนมาก่อน

     ในใจตอนนั้นคิดเสมอว่าสอนเด็ก เด็กจะเข้าใจไหม จะฟังรู้เรื่องไหม จะพูดไวไปหรือช้าไป พูดรู้เรื่องไหม  เนื้อหา  เทคนิค  วิธีการ เด็กจะเข้าใจไหม  และที่สำคัญจะคุมเด็กอย่างไร 

     ซึ่งฉันคิดว่าการเป็นครู  ไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ 

     พอฉันทำงานได้นาน ๆ ฉันกลับคิดว่าการเป็น  “ครู”  ยังเป็นสิ่งที่ฉันอยากเป็น  อยากทำตามความฝันอยู่ไหม ยังใช่ตัวเองอยู่หรือเปล่า ยังมีความสุขอยู่หรือเปล่า ยังรับภาระหน้าที่หนักไว้หรือเปล่า ในใจฉันเกิดความท้อแท้ขึ้นมา 

     ขณะกลับบ้านมาอาบน้ำ ก่อนนอนยังแอบร้องไห้เกือบทุกวัน เป็นเดือน ๆ เพราะคิดว่าไม่ใช่ทางและไม่ใช่ตัวเองที่สุด 

     อีกอย่างคือเรียนจบคณิตศาสตร์มา 4 ปี ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ จะต้องมาเรียนต่อ ป.บัณฑิตอีกเป็นปี ๆ ไปสอบที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพหมด 

     แล้วอีกอย่างที่ทำให้ท้อใจที่สุด คือการมีคนบอกว่าเรานี่ถือว่าเป็นครูเถื่อน  ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ คำพูดนั้นทำให้ไม่อยากเป็นครูมาก แต่ดิฉันกลับคิดกลับกันว่าขอบคุณสำหรับคำว่าครูเถื่อน ฉันจะเป็นครูจริงให้ได้คอยดู 

     จึงทำให้ฉันกลับบ้านมาระบายความรู้สึก พร้อมทั้งน้ำตา ทั้งหมดให้แม่ฟัง แต่แม่ก็บอกให้อดทน และก็อดทนไปก่อน 

     ณ ตอนนั้นฉันมีความสุขน้อยกว่าความทุกข์ใจมาก แต่ฉันก็ได้อดทน 

     จนมาวันหนึ่งฉันได้เล่น Face book ฉันได้เห็นเพื่อนโพสว่าได้รับชุดครุยรับปริญญา แต่ของฉันเอง ฉันไม่แน่ใจว่าจะได้รับหรือยัง จึงได้โทรไปถามที่ไปรษณีย์ ทางไปรษณีย์ก็ตอบมาว่ามีของมาถึงฉัน ในใจฉันคิดว่าเป็นชุดครุยแน่ ๆ ฉันอดใจไม่ไหวที่จะรอจึงไปรับที่ไปรษณีย์เอง 

     พอไปรับฉันได้เก็บไว้เพื่อที่จะได้ไปเปิดต่อหน้า พ่อ แม่ และ พี่สาวที่บ้าน 

     พอถึงตอนเย็นฉันกลับบ้านพร้อมถือกล่องใบหนึ่งใหญ่ ๆ เข้าบ้านฉันรอให้ทุกคนมาครบแล้วเริ่มแกะกล่องใหญ่ใบนั้น  

     สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือหมวกรับปริญญา ตามมาด้วยชุดครุย  ฉันเห็น  พ่อ  แม่  และพี่สาวยิ้มแก้มปริด้วย ความดีใจ 

     ฉันได้ให้พ่อใส่ชุดครุยเป็นคนแรก คนที่สองคือแม่ แต่ท่านทั้งสองกลัวชุดครุยจะเปื้อน แต่ฉันก็บอกกับท่านสองมาว่ากว่าจะได้ชุดครุยชุดนี้มาก็เพราะหยาดเหงื่อของท่านเปื้อนไม่เป็นไร แต่ท่านก็ไม่ยอมจึงอาบน้ำแล้วมาใส่ชุดครุย 

     จึงทำให้เกิดคำพูดที่แม่พูดกับฉัน ทำให้ฉันเกิดความรู้สึก และบอกกับตัวเองว่าต้องสู้ ต้องเป็นครูให้ได้ 

     แม่บอกว่าถึงชาตินี้แม่จะไม่ได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือสูง ๆ ได้เข้ารับพระราชทานปริญญา อยากเป็นครูตามที่แม่ฝัน แต่ลูกของแม่กลับทำความฝันนั้นให้แม่แล้ว 

     ลูกสาวคนแรกรับราชการครูและเรียนต่อปริญญาโท 

     ส่วนลูกสาวคนที่เล็กเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่แม่อยากให้เป็นครู อยากให้ทำตามความฝันของแม่ 

     พอฉันได้ฟังคำพูดของแม่ ฉันกลับมามีแรง กำลังใจที่อยากจะเป็นครูต่อเพื่อแม่ จะทำความฝันของแม่ให้เป็นจริง  

     ฉันเริ่มเปลี่ยนมุมมอง  ทัศนคติ ไม่คิดมาก เริ่มทำใจให้ชินและยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการทำงาน  

     เมื่อเวลาฉันเหนื่อย ฉันได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ ได้รับการวิ่งเข้ามากอดจากเด็ก ๆ ได้กอด ได้มีความสุขที่สอน ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาถึงแม้จะเหนื่อยก็ตาม  

     กลับบ้านมาเจอหน้า พ่อ แม่ พี่สาว ยาย ลุง น้า และหมาแมวที่เป็นกำลังใจให้ฉัน ทำให้หายเหนื่อยไปเลย 

     ยิ่งพอรู้ว่าจะมีการเปิดเรียน ป.บัณฑิต ฉันยิ่งมีกำลังใจและดีใจมาก   เพราะสิ่งนี้คือ  ใบประกอบวิชาชีพครู  คือสิ่งวิเศษที่จะทำให้ความฝันของฉันเป็นจริง  คือการที่ได้เป็น “ครู” 

     พอมีการเปิดรับสมัครและเปิดสอบที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ฉั นก็ได้ไปสมัครและสอบ  ฉันได้สอบติดอยู่หมู่เรียนที่ 6 

     ฉันดีใจมากและได้นำข่าวดีนั้นไปบอก พ่อ แม่ และพี่สาว ต่างพากันดีใจ 

     แต่พอพ่อและแม่รู้ว่าฉันจะได้เรียนต่อ ป.บัณฑิต ซึ่งต้องใช้เงินค่อนข้างมากในระดับหนึ่ง 

     พ่อและแม่จึงได้ตัดสินใจไปกู้ยืมเงินที่ ธกส. มาให้ฉันเป็นเงิน   60,000 บาท  จากที่พ่อและแม่มีหนี้สิน 20,000 บาท   แต่ท่านไม่ยอมปิดหนี้สินที่ ธกส. เพราะว่าถ้าปิดหนี้ 20,000 บาท แล้วจะเสียสิทธิ์อะไรสักอย่างกลัวว่าจะไม่ได้กู้ให้ฉันอีก 40,000 บาท เพื่อได้เรียนต่อ ป.บัณฑิต 

     ท่านทั้งสองยอมที่จะเป็นหนี้สินเพื่อฉัน พ่อของฉันอายุ 68 ปี แม่ของฉันอายุ 60 ปี ท่านทั้งสองยังไม่ยอมที่จะเลิกทำงาน  ยังหาเงินมาให้ฉัน  โดยเฉพาะพ่อของฉันที่อายุ  68  ปี ยังขับรถรับส่งนักเรียนหาเงินให้ฉัน ท่านยังมีความพยายาม ความฝันที่อยากจะให้ฉันได้เป็นครู 

     จึงทำให้ฉันกลับมาคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง กับความฝันนี้อีกครั้ง 

     กลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่ายังอยากที่จะทิ้งความฝันอยู่หรือเปล่า 

     ขนาดพ่อแม่ที่มีอายุมากแล้วแทนที่จะได้พักผ่อนแต่ยังกลับมาทำงานหนักเพื่อเราอยู่  

     เรื่องแค่นี้ที่เธอคิดว่ามันเหนื่อย มันหนัก ยังสู้สิ่งที่พ่อแม่ทำให้เธอไม่ได้เลย เธอจะทิ้งความฝันไปจริงแล้วหรือ นี่คือสิ่งที่ฉันถามตัวเอง  

     ณ  ตอนนี้   ฉันกลับได้คำตอบให้ตัวเองอีกครั้งว่าฉันจะทำความฝันของฉัน ให้เป็นจริง 

     จะทำเพื่อ พ่อ แม่ พี่สาว และยาย ให้ได้ต่อให้หนัก ให้เหนื่อย แค่ไหนก็จะทำให้ความฝันเป็นจริง แม้งานหนักแค่ไหนพ่อแม่ยังยอมทำเพื่อฉัน การเป็นครูก็ไม่ใช่งานหนักอะไรที่ฉันจะทำไม่ได้ และฉันจะทำให้ดีที่สุด

>>>>>

      ฉันต้องขอกราบขอบพระคุณพ่อ แม่ พี่สาว และยาย ที่เป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ฉันได้มีวันนี้ ได้ทำตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริง  ฉันขอสัญญาว่าฉันจะ   “รับราชการครู” ให้ได้ให้คุ้มค่ากับที่ทุกคนยอมเหนื่อยเพื่อฉัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การใช้ชีวิตในรูปแบบของ แนนพัชรินทร์

คำสำคัญ (Tags)#กำลังใจ#แรงผลักดัน#ความฝันที่อยากเป็นครู#inannan#แนนพัชรินทร์

หมายเลขบันทึก: 652577, เขียน: 14 Sep 2018 @ 01:49 (), แก้ไข: 19 Sep 2018 @ 10:29 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 15, อ่าน: คลิก


ความเห็น (15)

เขียนเมื่อ 

เขียนดีนะครับ แต่จัดเอกสารให้ง่ายกว่านี้สักหน่อยเนาะ ;)…

เขียนเมื่อ 

“ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี”

เก็บความรู้ไปให้ได้มากที่สุดครับ ;)…

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วรู้สึกมีพลังว่าพรุ่งนี้เราจะตั้งใจเรียนเพื่อความฝันเพื่อคนที่เรารัก ดีมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วรู้สึกมีพลังว่าพรุ่งนี้เราจะตั้งใจเรียนเพื่อความฝันเพื่อคนที่เรารัก ดีมากค่ะ

[email protected]
IP: xxx.4.250.252
เขียนเมื่อ 

ความฝันนี้ เราต้องทำให้สำเร็จ #ข้าราชการ

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้เพื่อฝัน เพราะมีคนข้างหลังรอเราอยู่ สู้ๆไปด้วยกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

ครอบครัวเป็นแรงผลักดันที่มีค่ามากจริงๆค่ะ สู้ๆค่ะ ความฝันเราต้องทำให้ได้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ทุกความฝัน สำเร็จด้วยความพยายามและตั้งใจ ^^

เขียนได้ดีมากเลยครับ

เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ

เขียนเมื่อ 

ความสุขของพ่อแม่ คือ การได้เห็นความสำเร็จของลูกๆ แม้ท่านจะเหนื่อยมากเพียงใด ท่านก็ยอมเพื่อลูก…อีกไม่นานก็จะไม่มีคำว่า “ครูเถื่อน” อีกแล้วครับ ชื่นชม และเป็นกำลังใจให้ครับ

เขียนเมื่อ 

เขียนได้ดีมากค่ะ ชอบค่ะ

ความสุขของพ่อแม่ คือการได้เห็นลูกประสบความสำเร็จ และถ้าลูกทุกข์ใจ พ่อแม่ก็จะทุกข์มากกว่าเราคะ

เขียนเมื่อ 

เยี่ยมเลยค่ะ

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดีครับ