ครั้งที่แล้วผมว่าเรื่องความงามของคนหยุดอยู่ที่ความงามของคนที่ยั่งยืนและเป็นอมตะ มาจากความงามทั้งกายและจิตใจ การแสดงออกที่เสมอต้นเสมอปลายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่างเป็นรูปธรรมและนามธรรม ทั้งสองอย่างต้องสมดุลกันและเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันเสมอ

                ทุกวันนี้  ผมเห็นวิกฤตการณ์ในสังคมผิดเพี้ยนไปหลายเรื่อง เพราะเกิดจากคนที่มุ่งใช้ความงามที่เกิดจากการปรุงแต่งจากเครื่องมือที่ทันสมัยกอบโกยเอากับคนที่หลงความงามในวัตถุ สิ่งของหรือมิติเทียม ๆ ในเครื่องสมองกล ที่ส่วนใหญ่เป็นสมองของคนต่างชาติสร้างขึ้น

                 คนที่เป็นวัยรุ่นทั้งชายหญิง แม้นแต่วัยผู้ใหญ่กำลังหลงเครื่องมือที่สามารถถ่ายทอดความงามจากการปรุงแต่งของเทคโนโลยีในรูปของละมุนภัณฑ์ (software)ต่าง ๆ มากมาย จากคนที่ไม่งามทางหน้าตา กลายเป็นคนงามไร้ไฝฝา คนอ้วนกลายเป็นคนหุ่นเพรียวลม แล้วยังสามารถส่งเป็นเครือข่ายเชื่อมต่อกัน โดยไม่สามารถควบคุมได้ แม้กระทรวง ICT  จะพยายามคุมอย่างไรก็ไม่สามารถตามทันได้ เพราะตราบใดคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ใช้ละมุนภัณฑ์นั้นอยู่

                 การใช้ประโยชน์หรือการมีละมุนภัณฑ์ต่าง ๆ  ถือว่าเป็นการบริโภควัตถุ บริโภคทรัพย์ที่หามาได้ ละมุนภัณฑ์ถือว่าเป็นเครื่องเกื้อหนุนกิจกรรม อำนวยความสะดวกคนในชีวิตประจำวัน ถ้าคนใช้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี และช่วยกิจกรรมของส่วนรวมเป็นอย่างดี ก็ถือว่าเป็นคนงามมากที่เดียว

                แต่ถ้าคิดผิดทำผิดจากการการใช้ละมุนภัณฑ์ ปัญหาสังคมไม่ว่าจะเป็น การล่อลวงทางเพศ  ข่มขืน อนาจาร การค้าประเวณี อาชญากรรมและความรุนแรงต่าง ๆ ความวุ่นวายในสังคมจะตามมาอีกมาก

                  แต่ความโลภของคนหรือของกลุ่มคนเดียวกัน ที่มีต่อการเอาทรัพย์ เอาวัตถุให้มากขึ้น ไม่สามารถหยุดคิด หยุดทำได้ง่าย ยิ่งคิดไม่รู้จักความเพียงพอแล้วจะทำให้การมองคนอื่นเป็นมดเป็นแมลงไปหมด สังคมยิ่งจะเกิดวิกฤตการณ์ไม่สิ้นสุด 

                  เชื่อได้อย่างไรว่า การทุ่มเทให้เกิดกระแสการสร้างงานจากการสร้างหนี้ควบคู่กันไป(เงินกู้)ในชุมชนยุคปัจจุบัน จะขจัดความไม่งาม(ความจน) ได้

                 อนาคตอีกไม่นานคงรู้กัน

                 ตราบใดที่คนทุกคนในสังคมยังแบ่งคนด้วยฐานะทางการเงิน คนจนที่เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถหมดโอกาสปกครองบ้านเมือง เราจะไม่เห็นความงามในสังคมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

                  พูดง่ายแต่ทำยากครับ

                   หากรัฐไม่สามารถขจัดการเอารัดเอาเปรียบลงได้ คนรวยยังไม่รู้จักพอ ความถ่างของสังคมยิ่งจะมีมากขึ้น ความงามของคนจะมีเฉพาะร่างกาย ความงามของจิตใจอาจต่ำทรามลง

                เราน่าจะสร้างกระแส การสร้างมาตรการควบคุมความร่ำรวยเกินพอดีโดยสุจริตเสียบ้างคงจะดี

                พูดเรื่องความงามของคนอยู่ดีดี เผลอไปพูดเรื่องอะไรไปเสียแล้ว แต่ขอจบด้วยข้อเขียนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ดังนี้ครับ

            "...ในยุคเรานี้ จะเห็นได้ว่าสมองมนุษย์ได้สร้างความสำเร็จในกิจการต่างๆ อย่างน่าชื่นชม แต่เมื่อพิจารณาในแง่ความก้าวหน้าของจิตใจแล้ว เราก็ยังอยู่ในระดับต่ำมาก มนุษย์ได้ค้นพบพลังงานปรมาณู ส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศเพื่อเป็นบริวารของดวงอาทิตย์และได้บรรลุผลทางความเร็วอันน่าตื่นใจด้วยเครื่องกล สิ่งที่มหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ซึ่งเกิดจากพลกำลังและความรุนแรงอันมหาศาลนั้น แทนที่จะให้ความอภิรมย์กลับบดขยี้จิตใจของเราลงไป

            ชีวิตได้กลายเป็นสิ่งที่ปราศจากเนื้อหา และดูเหมือนว่าประเทศยิ่งเจริญขึ้นเท่าใด ประชาชนพลเมืองก็ยิ่งจะต้องทำงานหนัก เพื่อชดใช้มวลแห่งความต้องการอันเป็นสิ่งเทียมมากขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ประสาทของเราเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดไม่เคยผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็หาไม่พอใช้พอกิน เราว้าวุ่นมาก จนวันหนึ่งๆ ไม่มีเวลาแหงนดูฟ้าว่ามีเมฆหรือแจ่มใส เราผละหนีจากธรรมชาติอันเป็นดุจมารดาที่ให้แต่สิ่งดีสิ่งงามแก่ชีวิตเราไปอย่างผิดทาง..."