บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis

ตอนที่ ๑๐ ภาษาของเด็ก  ตีความจากบทที่ 9 Use Your Words : Hearing the Language of Childhood   

เด็กเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในการเรียนภาษา โดยภาษาพูดพัฒนาก่อนอย่างรวดเร็ว  ตามด้วยภาษาอ่านและเขียน   ปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาภาษาของเด็กคือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม   

มีนักวิทยาศาสตร์บอกว่า ทารกรีบมีพัฒนาการด้านภาษาพูดอย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอดของชีวิต    เพื่อแสดงออกด้านความต้องการของตน    นั่นเป็นมุมมองจากการทำความเข้าใจตัวเด็ก

 

การสอนภาษาในศูนย์เด็กเล็ก

มุมมองจากศูนย์เด็กเล็ก ว่าควรสอนภาษาอย่างไร เป็นข้อโต้แย้งระหว่าง ๒ แนวทาง   คือแนวทางเน้นการออกเสียงคำ (phonics instruction)  กับแนวทางเน้นเรียนความหมาย (meaning-based literacy approach)    ผู้เขียนบอกว่า เราควรใช้ทั้งสองหลักการนั้น    แต่หลักการที่สำคัญยิ่งกว่า คือ “การฟังเสียงเด็ก”   

ย้ำว่ายุทธศาสตร์สำคัญต่อการเอื้อให้เด็กเรียนภาษา คือการที่ผู้ใหญ่ฟังเด็ก  คุยกับเด็ก    ครูศูนย์เด็กเล็กต้องมีทักษะคุยกับเด็ก    เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ด้านภาษา  

ชีวิตวัยเยาว์ของเด็กเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง (paradox)   แต่ความย้อนแย้งที่ใหญ่หลวงที่สุดคือเรื่องพัฒนาการด้านภาษา    ในขณะที่พัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กเล็กยังอ่อนแอมากและพัฒนาช้าๆ    แต่พัฒนาการด้านภาษาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว 

ได้กล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการทางสังคม    หลักการนี้ยิ่งเด่นชัดสำหรับพัฒนาการด้านภาษา    เด็กต้องการผู้ใหญ่ และปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่เป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการของสมองเพื่อการนี้    และความรู้ที่สำคัญยิ่งคือ หน้าต่างแห่งโอกาสในการฝึกสมองให้เรียนรู้ภาษาอย่างเต็มที่ มีช่วงเวลาไม่ยาวนัก    ดังมีตัวอย่างเด็กที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสมัยก่อนที่ไม่มีคนคุยด้วย    เติบโตเป็นคนที่อ่อนด้อยด้านภาษาไปตลอดชีวิต   แม้ตอนเติบโตขึ้นได้ไปอยู่ในสังคมตามปกติ  

ได้กล่าวแล้วว่า พัฒนาการของเด็กเล็กด้านภาษาพูดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว    เมื่ออายุ ๓ ขวบ ก็พูดได้คล่อง และมีคลังคำมากมาย    แต่ทักษะการอ่านพัฒนาช้ากว่ามาก เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องการทักษะมากมายหลายอย่างประกอบกัน   เป็นภาระหนักต่อสมอง    และมีผู้เสนอว่า วิวัฒนาการของมนุษยชาติไม่ได้เพื่อการอ่าน    เด็กจากสังคมไม่มีตัวหนังสือ และไม่เคยเข้าโรงเรียน  จะไม่มีวันเรียนอ่านในภายหลังได้เลย    ทั้งๆ ที่เด็กเหล่านี้สามารถคิดเลขได้   

พัฒนาการด้านภาษาของเด็กจากครอบครัวที่เศรษฐฐานะแตกต่างกัน มีความแตกต่างกันได้มาก    เด็กจากครอบครัวด้อยโอกาส มีคลังคำในสมองน้อยกว่าเด็กจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสสื่อสารกับคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด    ความแตกต่างนี้เริ่มเห็นเมื่ออายุ ๑๘ เดือน    และเมื่ออายุ ๒๔ เดือน พัฒนาการด้านภาษาพูดของเด็กจากครอบครัวเศรษฐฐานะต่ำจะล้าหลังเด็กจากครอบครัวฐานะดี ๖ เดือน   

ที่ร้ายกว่านั้นคือ วิธีสอนให้เด็กรู้จักคำตามที่ครูบอก ซึ่งเป็นวิธีเรียนคำที่แปลกแยกจากชีวิตจริง  เด็กจะเข้าใจความหมายของคำเพียงตื้นๆ เท่านั้น    และในศูนย์เด็กเล็กครูมักใช้ภาษาสั่งการ (directive language)  เช่น ดีมาก, วางตุ๊กตาลง, ไปล้างมือได้แล้ว   ซึ่งเป็นภาษาทางเดียว เด็กได้เรียนรู้ไม่ซับซ้อน   ต่างจากภาษาพูดคุย (conversational / instructional language)  ซึ่งเป็นภาษาสองทาง และมีความซับซ้อนมากกว่า     เขาแนะนำให้ลองแอบฟังเด็กคุยกันเองตามสบาย จะพบว่าเด็กใช้ภาษาที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ  

พัฒนาการทุกด้านของเด็กเป็นไปอย่างซับซ้อนและต่อเนื่อง แม้จะไม่สม่ำเสมอ   และมีความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคนได้มาก    ก่อนจะเขียนตัวหนังสือตัวแรกได้ เด็กได้เรียนรู้มากมายผ่านการสังเกต การเลียนแบบ  การฝึกฝนการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก  และความอดทนเพ่งความสนใจ    เมื่อเด็กเริ่มหัดเขียน  สิ่งที่เขาเขียนไม่ได้เป็นไปแบบไร้ความหมาย    แต่แฝงรากทางวัฒนธรรมและความใฝ่ฝัน               

การรู้หนังสือเกิดขึ้นก่อนที่เด็กจะรู้จักตัวอักษร  โดยประสบการณ์ทางภาษาช่วงเป็นทารกจะเป็นรากฐานต่อการเรียนรู้ช่วงเป็นเด็กเล็ก และเป็นรากฐานของทักษะการอ่านในช่วงต่อๆ มา    

เด็กเล็กต้องการสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภาษา  ที่จะช่วยให้พัฒนาทักษะที่หลากหลาย ที่ต่อมามีส่วนช่วยให้อ่านตัวหนังสือได้ถูกต้อง    และเนื่องจากมีความแตกต่างได้มากระหว่างเด็กแต่ละคน คำว่า “เด็กเล็ก” ในเรื่องพัฒนาการทางภาษานี้ จึงหมายถึงช่วงทารกถึงเด็กอายุ ๗ - ๘ ปี

 

ความหมายของการอ่าน   

ทำอย่างไรเด็กจึงจะอ่านเก่ง  หรือกล่าวใหม่ว่า เพื่อการหนังสือออกต้องการทักษะอะไรบ้าง    ผู้เขียนบอกว่าหากสังเกตจากเด็กเราจะรู้สึกสับสน    เพราะเด็กส่งสัญญาณที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน    อย่างในกรณีของภาษาพูด เด็กแสดงออกทั้งเหมือนกับพูดภาษาแม่ และบางคนหรือบางทีก็เหมือนพูดภาษาต่างด้าว   บางครั้งใช้ภาษาในระดับผู้เชี่ยวชาญ  แต่บางครั้งหรือบางคนก็ใช้ผิดๆ ถูกๆ    บางครั้งต้องการการสอน  แต่บางครั้งหรือบางคนก็ต้องการความเป็นอิสระ   นี่คือเด็ก 

แม้ในเด็กคนเดียวกันก็มีความไม่คงเส้นคงวา    ดังนั้นการสอนเด็กทั้งชั้นเด็กเล็กด้วยกันจึงเป็นเรื่องท้าทายมาก   

การเรียนรู้หรือพัฒนาการของเด็กมี ๓ แบบ  คือ (๑) เกิดจากสัญชาตญาณภายในล้วนๆ  เช่นการยืนและเดิน เมื่อถึงเวลาเด็กจะยืนและเดินเอง   (๒) เกิดจากปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นตามธรรมชาติ  โดยแทบไม่ต้องสอน เช่นการพูด  (๓) ต้องมีการสอน  ได้แก่การอ่านและเขียน   

หลักสูตรอ่านและเขียนในชั้นเด็กเล็กในประเทศต่างๆ แตกต่างกันมาก    ตัวอย่างประเทศที่ต่างกันอย่างสุดขั้วคืออังกฤษกับฟินแลนด์    เมื่อเด็กอังกฤษอายุ ๔ ขวบ ต้องเรียนออกเสียงคำ และฝึกเขียน    แต่ในฟินแลนด์ไม่กำหนดให้เด็กต้องอ่านหนังสือออกก่อนอายุ ๗ ขวบ  

ข้อสรุปเชิงเตือนใจพ่อแม่และครูเด็กเล็กคือ   เป็นสิ่งผิดที่เอาใจใส่เด็กเฉพาะที่การอ่าน   เพราะเป็นการมองพัฒนาการเด็กแบบแยกส่วน    สิ่งที่พึงเอาใจใส่คือ พัฒนาการเด็กอย่างเป็นองค์รวม      

 

 

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน

องค์ประกอบพื้นฐานของการอ่านมี ๕ ประการคือ  (๑) การรับรู้เสียง (phonological awareness)  (๒) ความเชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียง (phonics),  (๓) คำศัพท์ (vocabulary),  (๔) ความเข้าใจ (comprehension),  และ (๕) ความคล่องแคล่ว (fluency)   

ตัวอย่างของการรับรู้เสียงเช่น รู้จักแยกเสียง ไก่ กับ ไข่   ไกล กับ ใกล้   

ความเชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียง เช่น  รู้ว่า  ก อ่านว่า กอ

การรู้คำศัพท์ หรือมีคลังคำในสมอง ได้โดยอัตโนมัติจากปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับผู้อื่น   ดีกว่าเรียนคำจากหนังสือหรือจากครู   เพราะได้รู้ความหมายที่ลึก และบางครั้งคำหนึ่งๆ มีหลายความหมาย

การอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว มีจังหวะจะโคน   เร็วพอเหมาะที่ตนเองจะเข้าใจข้อความที่อ่าน  และผู้ฟังก็เข้าใจ ต้องการการฝึก

การเรียนรู้ ๕ องค์ประกอบของการอ่านนั้น เกิดขึ้นพร้อมกัน    และมีความสัมพันธ์ส่วนเสริมซึ่งกันและกัน   

แต่มีเด็กบางคนเรียนอ่านข้ามขั้นตอน    คือละเลยเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างตัวอักษรกับเสียง (phonetics) ไปโดยสิ้นเชิง   อาศัยความเข้าใจบริบทและจำคำทั้งคำ ก็อ่านออกเสียงได้ถูกต้อง    ที่จริงเด็กทุกคนแตกต่างกัน    ครูต้องยืดหยุ่นและทดลองวิธีการที่เหมาะสำหรับเด็กแต่ละคน    แต่นี่ไม่ใช่นโยบายของผู้มีอำนาจ ที่มักจะกำหนดรูปแบบตายตัวให้ครูปฏิบัติ    และครูต้องไม่ลืมว่า บทเรียนแรกของการอ่านคือการฟัง    ฝึกฟังให้จับความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ของเสียงได้    ซึ่งแบบฝึกหัดที่ดีคือการพูดคุยกับเพื่อนๆ และครู   

ความตระหนักในความแตกต่างของเสียงอ่านของคำที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน (phonemic awareness)    เช่น  ชาม กับ สาม    ช่วยให้อ่านได้คล่อง   และวิธีฝึกเรื่องนี้มีการคิดและใช้ฝึกกันมาหลายร้อยปี   โดยการแต่งโคลงกลอนหรือเพลงของคำที่คล้ายกันให้เด็กท่อง

“ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่

ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ

ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ

มิหลงใหลใครขอดู

จะใคร่ลงเรือใบ

ดูน้ำใสและปลาปู

สิ่งใดอยู่ในตู้

มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง

บ้าใบ้ถือใยบัว

หูตามัวมาใกล้เคียง

เล่าท่องอย่าละเลี่ยง

ยี่สิบม้วนจำจงดี”

นอกจากใช้จำคำที่ใช้ไม้ม้วนแล้ว    ยังใช้ฝึก phonemics ได้อย่างดี    การฝึกให้เด็กฟังและออกเสียงคำที่คล้ายคลึงกันนี้ ดีที่สุดโดยทำแบบเล่นสนุก   โดยแต่งเพลงให้เด็กร้องไปด้วยเต้นไปด้วย    เด็กที่มีปัญหาการฟังและการเปล่งเสียงจะได้ประโยชน์มาก    ดีกว่าการฝึกแบบตั้งใจให้พูดซ้ำๆ     

 

เรียนเขียน

สมัยนี้ถือเป็นมาตรฐานว่าเด็กต้องทั้งฝึกทั้งภาษาปากและฝึกเขียนไปพร้อมๆ กันเพื่อส่งเสริมการฝึกอ่าน    หรือกล่าวว่าฝึกอ่านและเขียนไปด้วยกัน    และดีที่สุดคือให้เด็กเขียนเล่าเรื่องของตัวเอง    แล้วอ่านให้เพื่อนๆ และครูฟัง    โดยที่เด็กอาจเลือกวิธีเล่าเรื่องได้หลากหลายแบบ   เช่นบางคนอาจวาดภาพ (แบบเด็ก)    บางคนยังเขียนไม่ได้ก็เล่าด้วยวาจาให้ครูช่วยเขียน   แล้วตัวเองอ่านให้เพื่อนฟัง   

ในทุกกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็ก ครูยุให้เด็กเขียนป้ายบอกด้วยว่าคืออะไร   เช่นเมื่อเด็กร่วมกันต่อ เลโก้เป็นรถยนต์  ก็ให้เขียนลงบนกระดาษว่า  “รถยนต์” เอาไปติดไว้    เด็กจะภูมิใจมาก

การเรียนเขียนอ่านของเด็กเล็ก  ควรเป็นการเรียนจากกิจกรรมที่เด็กชอบทำ  ทำแล้วสนุก  มีความภูมิใจในผลงานของตน   ไม่ควรเป็นการเรียนแบบครูสอนหรือถ่ายทอดความรู้ให้ตามรูปแบบ     

 

ความอึดอัดขัดข้อง

ครูและพ่อแม่พึงเข้าใจความอึดอัดขัดข้องของเด็ก เมื่อต้องอ่านข้อความยาวๆ มีคำหรือวลียากๆ หรือมีบริบทที่ไม่คุ้นเคย หรือเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเด็ก   

นอกจากประเด็นอึดอัดขัดข้อง จนทำให้เด็กเบื่อเรียนแล้ว    ยังมีเรื่อง “ได้ไม่คุ้มเสีย”   คือหากพยายามกวดขันให้เด็กเขียนสะกดการันต์และอ่านออกเสียงได้ถูกต้องไม่มีผิดเลย   ก็จะกินเวลาของเด็กมาก ไปเบียดบังการเรียนรู้ด้านศิลปะ  วิทยาศาสตร์  และอื่นๆ   

เรียนภาษาช้าหน่อย  แต่ได้พัฒนาการครบด้าน ย่อมดีกว่า

 

หาความหมาย

การเรียนภาษาของเด็กเล็กมีสองขั้วตรงกันข้าม  คือขั้วเขียนถูกต้องแต่ความหมายอาจจะตื้น   กับขั้วความหมายลึกซึ้งแต่เขียนผิดๆ ถูกๆ    ถามว่าขั้วไหนให้ความหมายต่อพัฒนาการเด็กมากกว่า   ตัวอย่างคือ  “สุนัขดุ”  กับ  “สุนกบางกวหวงของ” (สุนัขบางแก้วหวงของ)

เป็นปัญหาโลกแตกแบบเดียวกันกับวิวาทะการเรียนคำแบบผสมคำ (phonics) หรือเรียนคำทั้งคำ (whole language)  

ไม่ว่าจะขั้วใด เป้าหมายของการเรียนภาษาของเด็กก็คือเพื่อหาความหมายในชีวิตของตน   และสื่อสารความหมาย ที่ตนให้คุณค่า           

 

ไก่กับไข่

ปัญหาไก่หรือไข่เกิดก่อนเป็นปัญหาโลกแตก   เขานำมาเปรียบเทียบกับประเด็นควรเรียนผสมคำก่อนหรือเรียนความหมายของทั้งคำก่อน จึงจะอ่านหนังสือแตก   เพราะการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน ต้องการหลายทักษะประกอบกัน  

และต้องไม่ลืมว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีเรียนไม่เหมือนกัน   โดยผมขอแถมว่า การจ้องมองเฉพาะการเรียนอ่านเท่านั้นน่าจะไม่ถูกต้อง    เราน่าจะเน้นที่พัฒนาการรอบด้านของเด็กเล็กมากกว่า

 

ทางสายกลาง

เรื่องแนวไหนดีกว่า ระหว่างแนว phonics  กับแนว whole language    นำไปสู่แนวสายกลาง (balanced literacy instruction) คือต้องสอนการผสมคำ และต้องนำคำไปใช้ในบริบทที่กว้างด้วย    แต่แล้วแนวสายกลางก็ถูกพิสูจน์ว่าเก๊   โดยกลุ่มใหม่ ที่ให้ใช้วิธีที่เรียกว่า systematic phonic instruction ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ    ในชื่อโครงการว่า Reading First  ตั้งเป้าที่เด็กจากครอบครัวยากจน    ซึ่งในที่สุดก็พิสูจน์ว่าล้มเหลว   

ทางสายความสำเร็จคือทางสายธรรมชาติ  ที่เด็กเล็กได้เรียนจากชีวิตประจำวัน ในการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ  แล้วสร้างความเข้าใจขึ้นในสมองของตน   บางส่วนเข้าใจผิดในเบื้องต้น  ต่อไปก็จะได้รับการแก้ไขจากเหตุการณ์อื่นๆ    ความรู้ความเข้าใจของเด็กก็จะลึกซึ้งขึ้น และขยายเชื่อมโยงมากขึ้น        

 

คุณค่าของการสนทนา

ภาษาพูดมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก    แต่ครูเด็กเล็กส่วนใหญ่ชวนเด็กคุยไม่เป็น  และฟังเด็กไม่เป็น    ไม่มีความรู้วิธีการสอนเด็กให้สนทนากันด้วยภาษาซับซ้อน   มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งในเด็กเล็กเกือบ ๗๐๐ คน   พบว่าเพียงร้อยละ ๑๕ ของการพูดระหว่างครูกับศิษย์เท่านั้นที่มีผลต่อการเรียนภาษาของเด็ก  

ผู้เขียนกล่าวอย่างเสียดสีว่า ครูจำนวนมาก (ในสหรัฐอเมริกา) ไม่รู้วิธีคุยเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก  ทางการจึงจัดกระดาษใบงานให้ปึกหนึ่งสำหรับนำไปแจกเด็ก   เป็นคำกล่าวเพื่อสะท้อนว่า ปัญหาอยู่ที่วิธีผลิตครูเด็กเล็ก   

หากพ่อแม่ตระหนักว่าหวังพึ่งครูเด็กเล็กไม่ได้มากนัก   พ่อแม่ก็ต้องช่วยเหลือลูกด้วยตัวเอง    โดยมีเวลาเล่นหวัวพูดคุยหยอกเย้าลูก  ร้องเพลง อ่านหนังสือ และเล่านิทานให้ลูกฟัง    และคุยเรื่องสนุกๆ น่าสนใจ เรื่องตลก ที่เด็กพบในชีวิตประจำวันของตน 

 

ต้องการมากกว่าหนังสือ

เด็กเล็กต้องการสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยภาษา (language-rich environment)    แต่ในศูนย์เด็กเล็กอุดมไปด้วยสิ่งพิมพ์ (print-rich environment)   ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภาษา    ผู้เขียนเล่าชีวิตของตนเองที่ที่บ้านเต็มไปด้วยหนังสือ และตนเองก็ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก    และสมัยเป็นครูเด็กเล็กก็หาหนังสือสำหรับเด็กมาจัดมุมหนังสือในห้องเรียน   เป็นพื้นที่ยอดนิยมของเด็กๆ    แต่ก็ยังเห็นว่ามีหนังสือให้เด็กก็ยังไม่เพียงพอ    ดังข้อเขียนแนวทางจัดชั้นเด็กเล็กของประเทศฟินแลนด์ ดังนี้

“พื้นฐานของการรู้หนังสือของเด็กคือ เด็กได้ฟัง   และได้รับการรับฟัง    เด็กได้พูด และมีคนพูดด้วย   มีคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่างๆ กับเด็ก   เด็กได้มีโอกาสถาม  และได้รับคำตอบ”

วิจารณ์ พานิช        

๑๗ เม.ย. ๖๑

ห้อง ๕๖๗  โรงแรม Grand Hill,  นครโตเกียว