โลกยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที การที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างยั่งยืนนั้น องค์กรจะต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ดีกว่าและเร็วกว่าคู่แข่งขัน นั่นคือองค์กรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริหารจัดการไปเป็น Learning Organization
แนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นของ Prof.Peter Senge แห่ง Sloan School MIT ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมากชื่อ The Fifth Discipline : The art and practice of learming organization ในปี 1990 โดยให้คำจำกัดความ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning organization ) ว่าหมายถึง องค์กรที่บุคคลสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างผลงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เป็นองค์กรที่เกิดรูปแบบการคิดใหม่ที่หลากหลาย ซึ่งบุคลากรมีอิสระที่จะสร้างแรงบันดาลใจและรู้วิธีการเรียนรู้ร่วมกัน องค์กรแห่งการเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่บุคคลในองค์กรนั้นมี “วินัย 5 ประการ” (five disciplines)ในตนเองซึ่งได้แก่
Personal Mastery1.การรู้จักตนเอง (personal mastery) หมายถึง การที่บุคลากรมนองค์กรรู้จักตัวของตัวเอง และรู้วิธีในการสร้างเสริมศักยภาพของตน การพัฒนาวินัย(discipline)ในข้อนี้จึงหมายถึง การพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองไปพร้อมๆกันทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านสติปัญญาและความรู้ ด้านจิตใจและอารมณ์ โดยพัฒนาให้บุคลากรแต่ละคนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมีความสามารถในการสร้างสรรค์เชิงรุกทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัยไปตลอดชีวิต
Mental Models2.การมีมุมมองที่กว้างไกล (mental models) หมายถึงบุคลากรในองค์กรมีอัตตา (ego) ต่ำเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างออกไปของผู้อื่น รวมทั้งมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในศักยภาพของเพื่อนร่วมงาน

Shared Vision3.การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (shared vision) เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันในการตั้งเป้าหมาย และมองอนาคตของตนเองไปในทิศทางเดียวกันกับขององค์กรโดยให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างวิสัยทัศน์ขององค์กรอันจะนำไปสู่ความต้องการร่วมกันของทั้งบุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างวิสัยทัศน์ขององค์กรอันจะนำไปสู่ความต้องการร่วมกันของทั้งบุคลากรและองค์กร

 Team Learning4.การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (team learning) เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิด หลักการ และวิธีการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะนำไปสู่องค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ก่อให้เกิดพลังและประโยชน์ทั้งต่อตนเองและองค์กรได้อย่างแท้จริง
Systems Thinking5.การคิดเป็นระบบครบวงจร (systems thinking) เป็นการคิดภาพรวมทั้งระบบ(holistic) ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งหมดอย่างเป็นตรรกะ (logic)โดยพิจารณาถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาและผลกระทบของปัญหานั้นที่มีต่อทุกส่วนขององค์กรอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทยแหล่งของ Knowledge ที่สำคัญมาจากสถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นมหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายจะต้องสร้างคนให้มี Knowledge ที่หลากหลายและเป็นคนดีที่มีความสามารถในการเรียนรู้สูงอันจะทำให้ประเทศชาติมีความสามารถในการแข่งขันสูง การพัฒนาองค์กรขนาดใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning & Research University) ทำได้ยากมาก ดังนั้นจึงควรริเริ่มพัฒนาหน่วยงานเล็กๆก่อนคือ พัฒนาองค์กรขนาดเล็กภายในองค์กรขนาดใหญ่ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดนดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนแล้วจึงค่อยนำประสบการณ์มาใช้ในมหาวิทยาลัยโดยรวมต่อไป

แหล่งที่มา :อินไซด์ มจธ. ปีที่ 4 ฉบับที่ 20 ประจำวันที่ 1 - 15 ธันวาคม 2547


 http://202.44.11.230/News/NewsColumn.cfm?nID=1086&nType=1001