นักเรียนในยุคนี้ มาจากครอบครัวที่เปราะบางมาก ครูจึงไม่เพียงดูแลเรื่องอาหาร แต่ควรให้ความรักและความสงสารเด็ก ผมจึงไม่เห็นด้วย ทุกครั้ง..ที่สพฐ.สร้างงานนโยบายมากมายเป็นว่าเล่น แล้วนำครูออกห่างจากตัวเด็ก..ซึ่งนับเป็นบาปอย่างมหันต์

                ผมสอนซ่อมเสริมภาษาไทยชั้น ป.๒ – ๔ จนเคยชิน..คือรู้ว่าจะต้องสอนตอนไหน เรื่องอะไรและใช้วิธีการสอนแบบไหนบ้าง..ที่จะเหมาะสมกับผู้เรียน

                ปีการศึกษานี้..มีรูปแบบการสอนเพิ่มเติม โดยใช้นวัตกรรมจากห้องเรียนคุณภาพ(DLIT)..มากขึ้น..ทั้งใบงาน สื่อและแบบทดสอบ

                 เป้าหมายการสอนภาษาไทยของผม คือต้องการให้เด็กอ่านได้ เขียนได้ ไปจนถึงอ่านคล่อง เขียนคล่อง หากทำสำเร็จตั้งแต่นักเรียนอยู่ชั้น ป.๓ ก็พอจะมั่นใจได้ว่าบั้นปลายของการเรียนรู้ของนักเรียน จะสามารถใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ได้ทั้งหมด

                 ความรู้สึกที่สัมผัสได้ ก็คือ เด็กอยากเรียนรู้..และมีความสุขในการเรียนวิชาภาษาไทย..ผมเองก็มีความสุขที่เห็นเด็กมีพัฒนาการและมีจินตนาการมากขึ้นเป็นลำดับ

                 บางที..จินตนาการก็สำคัญกว่าความรู้ ครูควรใช้ภาษาไทยเป็นแกนในการฝึกการคิด วิเคราะห์..ซึ่งเป็นเรื่องทำได้ง่าย ใกล้ตัว ตรงตามความสนใจของผู้เรียน

            หลักการสำคัญ..การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องเน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน(Active Learning)                     

            ผ่านกระบวนการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การอ่าน การเขียน การพูดอภิปราย และการนำเสนอผลงาน ทุกครั้งที่มีการเรียนรู้

            วันนี้..พบจุดเด่นของนักเรียนชั้น ป.๓ ที่เริ่มเขียนคล่อง..แต่ผมยังไม่ได้ให้เขียนเรื่องจากภาพ ผมกำลังนึกย้อนไป ว่าผมได้สอนอย่างไร?..จึงทำให้เกิดผลในวันนี้..

            ปีที่แล้ว..ผมให้พวกเขา..ตกแต่งวัสดุให้เป็นภาพที่เขาชอบ สร้างภาพให้ประทับใจ..แล้วให้เขียนเรื่องจากความรู้สึก..

            ผมให้เขาอ่านหนังสือ แล้วสนทนาพูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครและเหตุการณ์ในหนังสือ..เพื่อให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในหนังสือ..

            แต่ถ้าเป็นภาพ..ผมจะถามว่า..เห็นอะไรในภาพบ้าง จากนั้นก็ให้เขียนคำจากภาพที่มองเห็น ผมจะให้พูดทุกคน จากนั้น..นำคำที่พูดและเขียน มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว..

            ปีนี้..นักเรียนชั้น ป.๓ ส่วนใหญ่จะสนใจและเข้าใจแนวทางในการเขียนเรื่องสั้นๆ ตั้งชื่อเรื่องได้ และเขียนแล้วอ่านรู้เรื่อง ว่าต้องการสื่ออะไร..?

            ผมใช้แผนผังความคิดพิชิตการอ่านการเขียน เป็นสื่อที่ทำง่ายๆ  โดยเขียนสระตรงกลาง จากนั้นก็ให้นักเรียนคิดคำแล้วเขียนคำที่ปลายลูกศร

            ผมใช้สระอะ..ให้นักเรียนคิดคำง่ายๆที่ใช้สระอะ และมีตัวสะกด ตามด้วยสระอา และมีตัวสะกดด้วยเช่นเดียวกัน จึงได้คำที่มีตัวสะกดมากมาย...

            จากนั้น..ให้นำคำทั้งหมดไปเขียนเรื่อง เป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ หรือเรื่องเล่าจากจินตนาการก็ได้..

            วันนี้นักเรียนหลายคนสื่อสารงานเขียน จนผมมองเห็นภาพบางอย่าง เข้าใจความรู้สึกที่แอบซ่อนอยู่ในใจเด็ก ผมมองเห็นตัวตนจากงานเขียนของเด็กทุกคน จากผลงานวรรณกรรมที่เขานำเสนอ มันเป็นความรู้สึกจริงๆของเขา

           ปลื้ม..เด็กชายดิหรก บุญญาคม พ่อกับแม่แยกทางกัน ปลื้มอยู่กับย่า พ่อไปทำงานต่างจังหวัด แต่ก็กลับมาหาปลื้มทุกเดือน..ทำให้ปลื้มเขียนถึงพ่อ...ดังนี้

            เรื่อง..คนขายข้าวต้มมัด ..”วันนี้ย่าทำข้าวต้มมัด ให้ผมกับพ่อไปขายที่ตลาดนัด พอถึงก็ตั้งร้าน หลังจากนั้น ก็มีคนมาซื้อของ พอไม่มีคนมาซื้อ ก็ได้นั่งอ่านหนังสือแล้วก็ทำการบ้านเสร็จ คนรู้จักชื่อปานขวัญมาซื้อ”

            “หลังจากนั้นก็มีคนมาซื้อมากมาย จนทำให้แผงขายหัก ก็ให้พ่อไปซื้อกาวมาติด ตอนพ่อติดกาวผมดันจาม พอกลับไป ผมไปชวนเพื่อนมาตัดกระดาษแล้วเอามาวาดรูปกัน..”

            แพรว...เด็กหญิงแพรววา อ่อนดี...แพรว ไม่มีทั้งพ่อและแม่ แพรวอยู่กับยาย แพรวจึงรักยายเหมือนแม่แท้ๆ แพรว..จึงเขียนจากความรู้สึกจริงๆ

            จาก กัน...แม่จากฉันไปแล้ว ฉันต้องทำอย่างดี ไม่ให้จากกันไปอีกเลยนะ ไม่งั้นแย่ มากนะ เพราะว่าแม่สำคัญกับฉันมากนะ...”

            ผมสังเกตงานเขียนอีกหลายคน ที่พูดถึงแม่..ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าแม่จะกลับมาวันไหน แต่ได้เตรียมของขวัญ และความรู้สึกดีๆไว้ให้แม่..ผ่านงานเขียนของเขา

           นักเรียนในยุคนี้ มาจากครอบครัวที่เปราะบางมาก ครูจึงไม่เพียงดูแลเรื่องอาหาร แต่ควรให้ความรักและความสงสารเด็ก ผมจึงไม่เห็นด้วย ทุกครั้ง..ที่สพฐ.สร้างงานนโยบายมากมายเป็นว่าเล่น แล้วนำครูออกห่างจากตัวเด็ก..ซึ่งนับเป็นบาปอย่างมหันต์

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๙  มิถุนายน  ๒๕๖๑

 

  <p></p> 

 <p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p>
<p></p>       <p>            </p><p>            </p>