โฉมใหม่ของสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังในประเทศไทย


โฉมใหม่ของสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังในประเทศไทย

ดร.นัทธี จิตสว่าง

บทนำ

การกระทำผิดซ้ำ (Recidivism) นับเป็นเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไป ในการนำมาประเมินความสำเร็จในงานการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในเรือนจำ สถานควบคุมตัว หรือผ่านมาตรการปฏิบัติในชุมชนไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชนหรือผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการประเมินว่าผู้ผ่านการปฏิบัติในมาตรการดังกล่าวสามารถกลับสู่สังคมปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขของสังคมได้โดยไม่กลับกระทำผิดขึ้นอีก แม้ว่าการนำเกณฑ์เกี่ยวกับการไม่ไปกระทำผิดขึ้นอีกจะมีข้อจำกัดเพราะอาจมีตัวแปรอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามาแทรกซ้อนและมีผลทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ แต่หากมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดดังกล่าวได้เสริมสร้างภูมิต้านทานที่เข้มแข็งให้กับผู้กระทำผิดในการที่จะทนต่อสิ่งเสียดทานของสิ่งแวดล้อมก็จะไม่กลับไปกระทำผิดขึ้นอีก

แม้การกระทำผิดซ้ำจะได้รับการยอมรับกันทั่วไปในการใช้เกณฑ์ในการประเมินความสำเร็จในมาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด แต่ยังมีความไม่ลงรอยเกี่ยวกับเกณฑ์ในการประเมินการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งมีการปฏิบัติที่แตกต่างกันในระบบยุติธรรมของประเทศต่างๆ หรือแม้แต่ในโครงการประเมินหรือวิจัยภายในประเทศเดียวกัน ดังนั้นในการเปรียบเทียบอัตราการกระทำผิดซ้ำของประเทศต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงเกณฑ์ในการจัดเก็บสถิติและตัวเลขเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำตลอดจนวิธีการประเมินของแต่ละที่ด้วย

สถิติการกระทำผิดซ้ำที่ผ่านมา

สำหรับในประเทศไทย อัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำ ตามที่ปรากฏในรายงานสถิติของกรมราชทัณฑ์ ในปี พ.ศ.2559 มีอยู่ 62,117 ราย จากนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด 261,687 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.74 ซึ่งหมายความว่าในจำนวนนักโทษเด็ดขาดทั้งหมดที่ถูกคุมขังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ในปี พ.ศ.2559 จะมีนักโทษเด็ดขาดที่เป็นผู้กระทำผิดซ้ำอยู่ร้อยละ 23 โดยแยกเป็นนักโทษเด็ดขาดที่กระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 2 จำนวน 48,139 ราย ครั้งที่ 3 จำนวน 9,640 ราย ครั้งที่ 4 จำนวน  2,640 ราย ครั้งที่ 5 ขึ้นไป จำนวน 1,968 รายรายละเอียดปรากฏตามตารางสถิตินักโทษเด็ดขาด แยกจำนวนครั้งที่ต้องโทษ ในตารางที่1 (1)

ตารางที่ 1

เมื่อนำอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังของไทยที่ผ่านมาไปเปรียบเทียบกับอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก จะพบว่าอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังไทยต่ำกว่าอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังของประเทศต่างๆ มาก เช่นฝรั่งเศส ร้อยละ 59 แคนาดา ร้อยละ 41  เยอรมัน ร้อยละ 48 และเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 48 เป็นต้น (2)

แต่การเปรียบเทียบอัตราการกระทำผิดซ้ำระหว่างประเทศต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะการจัดเก็บสถิติเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในประเทศเดียวกันก็ยังมีการจัดเก็บสถิติการกระทำผิดซ้ำที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับวิธีประเมินอัตราการกระทำผิดซ้ำแหล่งข้อมูลที่รายงานสถิติกระทำผิดซ้ำ ระยะเวลาในการติดตามพฤติกรรม ประชากรของกลุ่มที่จะศึกษาและความแม่นยำของสถิติที่จัดเก็บเป็นสำคัญ

ในส่วนประเทศไทย อัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังไทยคำนวณจากจำนวนนักโทษเด็ดขาดทั้งหมดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในขณะใดขณะหนึ่งว่ามีนักโทษเด็ดขาดคนใดเคยกระทำผิดซ้ำมาก่อน เป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 หรือ 4 หรือมากกว่าจำนวนเท่าใดคิดเป็นร้อยละเท่าไร จากนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด อีกนัยหนึ่งการคำนวณจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำโดยวิธีนี้ เป็นการคำนวณจากฐานของนักโทษเด็ดขาดทั้งหมดที่ถูกจองจำอยู่ ณ ปัจจุบัน มีใช่คำนวณจากจำนวนนักโทษเด็ดขาดพี่พ้นโทษและถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำในรอบระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น 1 ปี 3 ปี ดังนั้นไม่ว่านักโทษเด็ดขาด จะพ้นโทษออกไปนานเท่าใด หากกลับเข้ามาต้องโทษจำคุกอีก ในคดีใดก็ตามถ้าเป็นการต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ถือเป็นผู้กระทำผิดซ้ำทุกกรณี

ในการพิจารณานักโทษเด็ดขาดคนใด เป็นผู้กระทำผิดซ้ำหรือไม่ จึงต้องอาศัยทะเบียนประวัติของเรือนจำและหมายจำคุก ซึ่งระบุการฟ้องเพิ่มโทษตามมาตรา 92 และ 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญารวมตลอดถึงข้อมูลจากตัวผู้ต้องขังเอง

การคำนวณอัตราการกระทำผิดซ้ำของไทยที่ผ่านมาจึงแตกต่างไปจากการคำนวณอัตราการกระทำผิดซ้ำของต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการคำนวณการกระทำผิดซ้ำจากจำนวนนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษออกจากเรือนจำหรือสถานควบคุมอื่นๆ ในปีหนึ่ง ปีใด แล้วติดตามดูว่าใน 1ปี หรือ 3ปี หรือรอบระยะเวลาอื่นๆ ต่อมาได้กระทำผิดซ้ำโดยถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดซึ่งได้กระทำขึ้นใหม่หรือถูกศาลพิพากษาจำคุกหรือถูกส่งเข้าเรือนจำใหม่แล้วแต่กรณี การคำนวณวิธีนี้เป็นการคำนวณผู้กระทำผิดซ้ำที่ใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบการติดตาม และระบุตัวบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เช่น กรณีสำนักงานสถิติงานยุติธรรมของสหรัฐ ไว้ทำการศึกษาพบว่า ในจำนวนนักโทษที่พ้นออกจากเรือนจำ ในปี พ.ศ.2005 จำนวน 404,638 ราย ใน 30 มลรัฐ ในรอบ 3 ปี ได้กลับมากระทำผิดอีกและถูจับกุมอีกครั้ง ถึงร้อยละ 67.8 และในรอบ 5ปี ร้อยละ 76.6 โดยเป็นการถูกจับเฉพาะในปีแรกร้อยละ 56.7 นอกจากนี้หากเป็นประเภทคดีจะเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ร้อยละ 82.1 และคดีเกี่ยวกับยาเสพติดกระทำผิดซ้ำร้อยละ 76.9 (3)

นอกจากนี้ การจัดเก็บสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังไทยยังไม่มีเงื่อนไขด้านระยะเวลา (แม้ว่าตามมาตรา92 และ มาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจะกำหนดระยะเวลาไว้ก็ตาม) เนื่องจากมีการจัดเก็บสถิติจากแหล่งอื่นอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเคยต้องโทษจำคุกมานานเท่าใด เมื่อไรหากเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วและติดคุกจริงๆ ก็นับเป็นผู้กระทำผิดซ้ำทุกกรณีนอกจากนี้การไม่นับระยะเวลาดังกล่าวทำให้ไม่มีประเด็นว่าจะนับเวลา 1 ปีหลังพ้นโทษออกไปเมื่อใด เช่นจะเริ่มนับระยะเวลาจากการปล่อยพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ หรือหลังครบเงื่อนไขการพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษแล้ว นอกจากนี้ยังไม่มีประเด็นว่าผู้ต้องขังที่เคยถูกคุมขังในสถานพินิจนั้นจะนับรวมด้วยหรือไม่ เพราะนับเฉพาะผู้เคยต้องโทษจำคุกเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการวัดเก็บสถิติการกระทำผิดของผู้ต้องขังไทย ที่ผ่านมาโดยจัดเก็บจากจำนวนนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าในแต่ละรุ่นหรือแต่ละปีที่ปล่อยออกไปมีการกระทำผิดซ้ำเท่าใด และรวมถึงไม่สามารถอธิบายได้ในแต่ละเมืองแต่ละพื้นที่หรือแต่ละโครงการหรือกิจกรรมว่ามีการกระทำผิดซ้ำเท่าใด เช่นนักโทษเด็ดขาดที่ผ่านการอบรมในโปรแกรมผู้กระทำผิดทางเพศ เมื่อพ้นโทษออกไปแล้วได้กระทำผิดอีกหรือไม่และภายในระยะเวลาเท่าใดซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้ จะสามารถสะท้อนถึงประสิทธิและประสิทธิผลของความสำเร็จของโปรแกรมได้ อย่างไรก็ตามก็ยังมีวิธีการติดตามเพื่อดูการกระทำผิดซ้ำของผู้ปล่อยตัวพ้นโทษเช่นกัน เช่นในกรณีการปล่อยตัวอภัยโทษในวาระโอกาสบางโอกาสว่ากลับมากระทำผิดซ้ำเท่าใดซึ่งเป็นการจัดเก็บสถิติการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มเล็กๆ บางโอกาสเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีข้อแตกต่างในเรื่องแหล่งที่มาของพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งในต่างประเทศส่วนใหญ่จะคำนวณอัตราการกระทำผิดซ้ำ จากข้อมูลการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอาจไม่ได้เป็นผู้ที่ศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำผิด ในขณะที่การคำนวณอัตราการกระทำผิดซ้ำของไทยจะยึดจากการที่ศาลตัดสินเป็นคดีถึงที่สุดให้ต้องรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ ดังนั้น หากศาลตัดสินให้จำคุกผู้กระทำผิดแต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา ก็ไม่นับเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ

ข้อพิจารณาอีกข้อคือการตรวจสอบข้อมูลการกระทำผิดซ้ำของไทย ที่ผ่านมาใช้วิธีตรวจสอบจากนักโทษเด็ดขาดทั้งหมดที่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนหรือไม่ เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง คือการตรวจสอบจากนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด ว่าคนใดเคยมีประวัติการกระทำผิดมาก่อน ซึ่งวิธีการตรวจสอบจะดูจากทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ว่ามีการฟ้องเพิ่มโทษในการกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่แต่การวัดสถิติการกระทำผิดซ้ำของต่างประเทศ เป็นการติดตามไปในอนาคต

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บสถิติผู้กระทำผิดซ้ำในแบบใดต่างก็มีจุดอ่อนและจุดแข็งด้วยกันทั้งสิ้นในส่วนวิธีการจัดเก็บสถิติการกระทำผิดซ้ำของไทยมีจุดแข็ง คือ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องดำเนินการติดตามผู้พ้นโทษซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานนับปี และต้องมีการจัดเก็บ ดำเนินการในลักษณะงานวิจัย โดยใช้ทีมงานในการศึกษาและติดตามหลายราย ดังนั้นในการดำเนินการจัดเก็บสถิติผู้กระทำผิดซ้ำในต่างประเทศจึงไม่ได้เป็นการเก็บจากผู้ต้องขังที่พ้นโทษทุกคน แต่จะใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง เช่น สุ่มจากผู้พ้นโทษในบางรัฐ หรือบางเมือง หรือสุ่มจากผู้พ้นโทษที่ผ่านโปรแกรมอบรม หรือสำรวจจากผู้ต้องขังที่พ้นโทษทั้งหมด แต่เป็นการสุ่มศึกษา ปีเว้นปี หรือ 3 ปีเป็นต้นไป ในขณะที่การจัดเก็บสถิติของราชทัณฑ์ไทย เป็นการจัดเก็บจากสถิติที่เรือนจำต่างๆ ทุกเรือนจะจัดส่งเข้าส่วนกลางเพื่อรวบรวมนำเสนอภาพรวมและเป็นการจัดเก็บอย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นการจัดสถิติการกระทำผิดซ้ำของไทยจึงทำให้ได้ภาพใหญ่ของประเทศทุกปีไม่ใช่เป็นการจัดเก็บเป็นบางส่วน บางโปรแกรม หรือบางรัฐ บางเมือง อีกนับหนึ่งสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังไทย เป็นการตอบคำถามที่ว่า “ในจำนวนนักโทษเด็ดขาดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในปัจจุบัน มีผู้กระทำผิดซ้ำอยู่เท่าใด” ในขณะที่การจัดเก็บการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังต่างประเทศจะตอบคำถามว่า “ในจำวนนักโทษเด็ดขาดที่ปล่อยตัวไปจากเรือนจำรอบ 1 ปี หรือ 3 ปี หรือ อื่นๆ กลับไปกระทำผิดซ้ำอีกเท่าใด” ซึ่งก็ถือว่าเป็นจุดอ่อนของการจัดเก็บสถิติการกระทำผิดซ้ำของไทยที่ไม่สามารถตอบได้ว่า นักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษออกมาในแต่ละรุ่น แต่ละปี แต่ละโครงการกลับไปกระทำผิดซึ่งเท่าไรและภายในระยะเวลาเท่าใด

โฉมใหม่ของสถิติการกระทำผิดซ้ำในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เริ่มปรับการจัดสถิติการกระทำผิดซ้ำใหม่ตามแบบสากล โดยประมวลผลจากระบบฐานข้อมูลผู้ต้องขังด้วยระบบคอมพิวเตอร์ของกรมราชทัณฑ์ที่มีอยู่เดิม แล้วนำมาคำนวณจากผู้ที่พ้นโทษในแต่ละปีว่ารับตัวกลับเข้ามาใหม่เท่าไร โดยตรวจเช็คจากหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ว่าภายในรอบ 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี มีผู้ต้องขังที่ปล่อยตัวพ้นโทษออกไป ไม่ว่ากรณีใดกลับเข้ามาในเรือนจำอีกจำนวนเท่าใด ซึ่งผลจากการจัดเก็บอัตราการกระทำผิดซ้ำของกรมราชทัณฑ์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมานับถึง 25 เมษายน 2561 ปรากฏตามตารางที่ 2 ดังนี้ (4)

ตารางที่ 2

การจัดเก็บสถิติอัตราการกระทำผิดซ้ำดังกล่าวมีข้อพิจารณา ดังนี้

1. สถิติการกระทำผิดซ้ำดังกล่าว คำนวณจากผู้ต้องขังที่มีการปล่อยตัวออกจากเรือนจำที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ดังนั้นผู้ต้องขังบางส่วนที่ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ได้รับการปล่อยตัวออกไปก็จะตกจากการสำรวจดังกล่าวนี้

2. สถิติการกระทำผิดซ้ำดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าการจัดลงสถิติดังกล่าวไม่มีข้อผิดพลาดทางเทคนิคโดยเฉพาะเกี่ยวกับการลงรหัส หรือการบันทึกข้อมูลเลข 13 หลักซึ่งต้องมีผู้บันทึก อาจเป็นเข้าหน้าที่หรือจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการจนอาจเกิดปัญหาผิดพลาดทางเทคนิค เช่น ผู้ต้องขัง 100 คน มีเลขประชาชน 13 หลัก เลขเดียวกัน หรือ ผู้ต้องขังคนเดียวกันมีเลขประจำตัว 13 หลัก 100 เลข เป็นต้น

3. การบันทึกการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังจะบันทึกในกรณี ผู้ต้องขังผู้นั้นเป็นผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาและผู้ต้องขังฝากขัง ดังนั้นพวกที่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนแล้วกลับมาต้องโทษอีกแต่คดียังไม่เด็ดขาดในปีที่ถูกจับหรือถูกนำมาฝากขัง ไม่ว่าจะผิดจริงหรือไม่ก็จะถูกบันทึกเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นหากนำไปเปรียบเทียบกับอัตราการกระทำผิดของประเทศต่างๆ ก็จะพบว่าอัตราการกระทำผิดซ้ำของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นๆ หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตกดังปรากฏตามตารางที่ 3 (5)

ตารางที่ 3

อย่างไรก็ตามในการเปรียบเทียบอัตราการกระทำผิดซ้ำ ของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาพิจารณาถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในการแก้ไขผู้ต้องขังนั้น จะต้องมีการพิจารณาถึงข้อจำกัดที่สำคัญบางประการ กล่าวคือ

ประการแรก ความแตกต่างของสถิติอัตราการกระทำผิดซ้ำดังกล่าว เป็นผลมาจากความแตกต่างในวิธีจัดเก็บข้อมูลหรือไม่ เพราะแต่ละประเทศมีวิธีจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่นบางประเทศจัดเก็บจากการกระทำผิดซ้ำจากสถิติการจับกุมบางประเทศ นับจากวันที่กลับเข้ามาในเรือนจำใหม่แม้จะเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา แต่บางประเทศนับจากวันที่เป็นผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดคือ ศาลตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงและถูกตัดสินลงโทษจำคุก ดังนั้นในเรื่องนี้นับจนถึงปัจจุบันแต่ละประเทศยังมีการจัดทำสถิติเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีกรณีความแน่นอนถูกต้องของระบบในการลงข้อมูลของแต่ละประเทศก็นับเป็นประเด็นสำคัญที่นำมาสู่ความแตกต่างๆ

ประการที่สอง การที่ประเทศใดมีอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังในเรือนจำสูงกว่าประเทศอื่น ขึ้นอยู่กับการคัดกรองผู้ต้องขังเข้าเรือนจำด้วย หากประเทศใดมีระบบการคัดกรองที่ดี เรือนจำก็จะมีแต่ผู้ต้องขังที่มีความเป็นอาชญากรสูงและยากต่อการแก้ไข ทำให้อัตราการกระทำผิดซ้ำสูงตามไปด้วย แต่หากประเทศใดมีระบบการคัดกรองที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ เรือนจำก็จะเป็นที่คุมขังผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาดที่ไม่มีความเป็นอาชญากรเข้าไปอยู่ปะปนจำนวนมาก ก็จะให้ฐานในการคำนวณสถิติการกระทำผิดซ้ำของคนที่ปล่อยตัวออกไปกลับมากระทำผิดซ้ำต่ำลงไปด้วย ในทำนองเดียวกับการเปรียบเทียบสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องาขังที่ปล่อยตัวจากการพักการลงโทษก็ย่อมจะมีสถิติ การกระทำผิดซึ่งที่ต่ำกว่าสถิติการกระทำผิดของผู้ต้องขังที่ปล่อยตามป้าย เพราะผู้ต้องขังที่ปล่อยจากการพักการลงโทษ ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วในระดับหนึ่งและยังมีระบบในการติดตามดูแลช่วยเหลือ นอกจากนี้แล้วประเภทคดีก็มีส่วนสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำ เช่นกัน กล่าวคือในเกือบทุกประเทศผู้ต้องขังคดียาเสพติดจะกระทำผิดซ้ำมากกว่าในคดีอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นถ้าประเทศใดมีผู้ต้องขัวส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดก็จะมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังสูงกว่าประเทศที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคดีทั่วไป

ประการที่สาม เราเชื่อกันว่าถ้าสร้างภูมิต้านทานที่ดีให้ผู้ต้องขังแล้วเมื่อผู้ต้องขังกลับสู่สังคมแล้วจะไม่กระทำผิดซ้ำ แต่สังคมที่ผู้ต้องขังกลับออกไปนั้น ยังมีตัวแปรอีกหลายตัวที่ควบคุมไม่ได้และมีความแตกต่างกันบางคนกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีครอบครัวที่พร้อม ในขณะที่หลายคนกลับสู่สังคมเดิมที่เต็มไปด้วยปัจจัยที่นำไปสู่การกระทำผิด เช่น เป็นแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติด หรือ สภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ หรือมีภาระการว่างงานสูงจนทำให้ต้องไปสู่การกระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นสถานการณ์สภาพแวดล้อมของสังคมในประเทศต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการกระทำผิดซ้ำเป็นผลมาจากที่การดำเนินภายในเรือนจำเสียทั้งหมด อย่างไรก็ตามนับจนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า สถิติการกระทำผิดซ้ำ นับเป็นเครื่องมือที่สำคัญใช้ในการประเมิน ผลสำเร็จในการในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของเรือนจำในระดับหนึ่ง

 

สรุป

การกระทำผิดซ้ำนับเป็นเครื่องมือที่นิยมให้ในการประเมินประสิทธิภาพของระบบเรือนจำในประเทศต่างๆ หรือในเรือนจำ แห่งหนึ่งแห่งใดได้ในระดับหนึ่งแต่การนำสถิติมาใช้นั้นยังมีข้อจัดอยู่หลายประการ เมื่อนำสถิติมาเปรียบเทียบกันเพราะมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นวิธีการจัดเก็บระบบทางเลือกในการกรองผู้กระทำผิดออกจากระบบเรือนจำ ตลอดจนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของสังคมภายนอก ดังนั้นจะนำสถิติการกระทำผิดซ้ำมาใช้ในการประเมินหรือเปรียบเทียบ จึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว

 

อ้างอิง

          1. สถิติผู้ต้องขังราชทัณฑ์ สืบค้นจาก http : // www.correct.go.th /starthomepage

          2. Seema Fazel and AchimWolf ,A Systematic Review of Criminal Recidivism Rates Worldwide : สืบค้นจาก https:// www.nebi.nlm.nihgov/pme /articles/ pmc 4472929

          3. Durose, Matthew R., Alexia D.Cooper, and Howard N. Snyder, Recidivism of Prisoners Released in 30 states in 2005 : patterns from 2005 to 2010 (pdf,31 pages). Bureau of Justice statistics Special Report, April 2014, NCJ 24405  

          4. กองแผนงานกรมราชทัณฑ์ 2561 http://www.correct.go.th/recst... 

          5. Recidivism Center,2017 สืบค้นจาก www.recidivism.com/rates/  เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561

 


หมายเลขบันทึก: 648327เขียนเมื่อ 18 มิถุนายน 2018 04:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2018 04:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

 เพิ่มความเห็น
สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี