”จิต” จึงเป็นธรรมชาติที่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ หากแต่เห็นด้วย “ตาใน” ซึ่งเป็นทิพย์ อันเป็นปลจากการเจริญภาวนาทำใจให้หยุด ให้น่ิง เป็นสาธิ แนบแน่นมั่นคง บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ รพะพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า<p>             ” สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ        ยตฺถ กามนิปาตินํ      จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี      จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํฺ”   ”ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกลงไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้”</p><p>              โดยเหตุที่จิตมักน้อมไปสู่อารมร์ที่อยู่ภายนอกตัวอยู่เสมอ เมื่อจิตเปลี่ยนวาระนั้นจิตดวงเดิมจะตกศูนย์ไปยังฐานที่ ๖ สำหรับผุ้ปฏิบัติะรรมที่ยังไม่ละเอียดดีพอ ก็จะเห็นว่างหายไป แล้วจิตดวงใหม่ก็จะบังเกิดขึ้นมารับหน้าที่แทนอีกต่อไป ดับแล้วก็เกิด เกิดดับๆๆ อยุ่อย่างนี้ พร้อมๆ กันกับธรรมชาติอีก ๓ อยาง คือ เวทนา สัญญา และวิญาณ จึงมีสภาวะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มไ่มีตัวตนใหยึดถือได้ตลอดไป</p><p>              อาการที่วส่างหายไปอยู่เสมอนั่งเอง จึงไม่มีรูปร่างให้เห็นได้แน่นอน นอกเสียจากว่าเมื่อรวมหยุดเป็นจุดเดียว เป็นเอกัคคตาจิตจริงๆ ก็จะมีนิมิตให้เห็นเป็นดวง หรือเห็นสีน้ำเลี้ยงของจิตที่ผ่องใสหรือขุ่นมัวด้วยสภาพของกิเลสที่มาระคนหรือดลจิตดลใจนั้นอยู่ แล้วะเนื่องจากที่ศูย์กลางกายนั้นเป็นที่ตั้งของกำเนิดธาตุธรรมเดิม และเป็นที่ตั้งอันภาวรของจิตใจคือไม่ว่าสัตว์ จะเกิด-จะดับ-จะหลับ-จะเดิน จิตใจทั้งดวงก็จะตกศูนย์ ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ตรงระดับสะดือ แล้วจิตดวงใหม่ก็จะลอยขึ้นมายังศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ ก่อนจะำหน้าที่ต่อไปเสมอ </p><p>             พระพุทธะงค์จึงได้ตรัสถึงสภาวะอีอย่างหนึ่งของจิตว่า มีคู่หาหรือถ้ำเป็นที่อาศัยคืออยุ่ภายในศูนย์กลางกายของสัตว์หรือมนุษย์ที่มีชีวิตนั่นเอง ถ้าร่างกายแตกทำลายแล้วจิตใจจะอาศัยอยู่ด้วยไม่ได้ ผุ้ที่สำรวมจิตมิใหปรุงแตงอารมร์ ไม่ให้หลงเคลิบเคลิ้มไปในอารมณ์ที่น่ารัก ไม่หลงเคียดแค้นชิงชังในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก ให้วง ให้หยุด ให้นิ่ง ไม่ยินดียินร้ายเสียได้ ย่อมหลุดพ้นจากบ่วงของมาร </p><p>            ดังพุทธดำรัสว่า</p><p>            “ ทูรงฺคมํ เอกจรํ     อสรีรํ คุหาสยํ     เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ     โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.”     ”ผุ้ใดจักสำรวมจิตที่ไป (ได้) ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่างมีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย ผุ้นั้นย้อมพ้นจากเครี่องผูกของมารได้.”…บ้างส่วนจาก “หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐานเบื้องต้น ถึงธรรมกาย”</p><p></p>