“แค่เพียงได้พูดคุยกันไม่นาน ฉันก็รู้ว่าเธอกับแม่น่าจะพร้อมที่จะได้รับการทดสอบบทต่อไปแล้ว”

ผมรำพึงรำพันกับตัวเองในใจ หลังจากที่ได้คุยกับคนไข้คนหนึ่ง

“หมิว” คือชื่อสมมติของเธอคนนั้น เธอที่มีอายุเพียง ๒๐ ปีเศษๆ และกำลังมีความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ ๔

เค้าหน้าที่สะสวยเอาการ เธอเป็นคนผิวขาว หน้าตาคมคาย เพียงเท่านี้ก็สามารถบดบังความเจ็บป่วยเบื้องในได้ แต่ถ้าเราได้เดินเข้าไปใกล้เธอ ได้สำรวจร่างกายเธออย่างละเอียดก็จะพบความจริงที่แตกต่างออกไป

“หมอถามนิดหนึ่งได้ไหม เธอและแม่ทราบไหมว่าเธอเป็นโรคอะไร” เธอในที่นี้ผมมองไปที่หมิวและผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง  หมิวบอกว่านั่นคือแม่

“เป็นมะเร็งที่ปากมดลูกค่ะ” เธอตอบมาด้วยสีหน้าที่ปกติ ซึ่งเพียงเท่านี้ผมก็ไปต่อได้

“แล้วมันรุนแรงมากมั้ยล่ะ” ผมต่อยออกไปอีกหมัด

“ระยะที่ ๔ ค่ะหมอ”

ครับ หมิวมีเนื้อมะเร็งลุกลามไปกดท่อไตทั้ง ๒ ข้าง ทำให้มีอาการไตวายจนแทบจะทำให้เธอตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แพทย์ได้ทำการเจาะระบายฉี่ให้ออกทางท่อที่สอดแทงผ่านผิวหนังด้านหลังตรงกับตำแหน่งของไตไป จนตอนนี้ค่าการทำงานของไตกลับมาสู่ระดับปกติ เรายังทราบอีกว่ามะเร็งได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองทั่วท้องและที่ตับเธอด้วย และนี่ก็คือ ระยะที่ ๔ ตามที่เธอบอกมา

“ตอนนั้นหมอที่ รพ....บอกว่า ระดับของเสียค่าไตของหนูเหมือนของคนตายเลยนะหมอ” เธอพูดไปยิ้มไปประหนึ่งมันคือเรื่องสนุกเรื่องหนึ่งของชีวิตที่เธอรอดตายมาได้

“ดีจริง รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดเชียว” ผมทำเสียงเหมือนกรรมการมวย

“ตอนนี้เพิ่งฉายแสงเสร็จค่ะ รอให้ยาเคมี เป้าหมายการรักษาคือ palliative ค่ะอาจารย์ แต่ตอนนี้มีอาการติดเชื้อจากสาย PCN และให้ยาฆ่าเชื้ออยู่” คุณหมอลูกศิษย์รายงานแผนการรักษาให้ผมทราบ

ผมรู้สึกสะท้อนในใจ เมื่อมองหน้าตาของทั้งคนไข้และแม่ ก็ได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆ

“มีลูกกี่คนเหรอครับ” ผมหันไปถามผู้เป็นแม่

“คนเดียวค่ะ ฉันมีลูกคนเดียว เราอยู่กัน ๒ คนเท่านั้น พ่อเขาเลิกกับฉันไปนานมากแล้วค่ะหมอ” 

“เอาเข้าไป มันจะให้พี้คไปถึงไหนกันวะ” แม้ผมยังคงสะเทือนในใจ แต่การสนทนายังต้องดำเนินต่อไป

“นี่รักษาตัวกันมานานเท่าไหร่แล้วครับ” ผมถาม

“๖ เดือนค่ะหมอ ปลุกปล้ำกันมา ๖ เดือนแล้ว” เธอกำลังจะเล่าถึงความอลเวงของชีวิต

“รู้มาตั้งนานว่าลูกเป็นมะเร็ง แต่ฉันไม่ยอมให้ลูกมารักษากับหมอ ฉันไปหาสมุนไพรมาให้ลูกกิน เห็ดหลินจือที่ซื้อมาทำให้หมดเงินไปหลายบาทเลยนะหมอ”

“ครับ” ผมตอบเพียงเท่านั้น

“แล้วพอลูกเจ็บหนักขึ้น ก็เลยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลเดิม หมอที่นั่นเค้าก็โกรธ หาว่าฉันทำให้ลูกไม่ได้รับการรักษา ลูกป่วยถึงระยะสุดท้ายแล้ว จะมาให้เค้าช่วยอะไรอีก” มาถึงตรงนี้น้ำตาของผู้เป็นแม่ก็ร่วงผล็อย เจ้าตอง ลูกศิษย์ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอซับน้ำตา

“หมอคะ ฉันเลือกทางเดินผิดไปจริงๆใช่ไหม ฉันทำร้ายลูกอยู่ใช่ไหม ฉันทำให้โรคของลูกเป็นระยะสุดท้ายจริง” 

“ทำไมจึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ” ผมรีบตัดอารมณ์เพราะผมเป็นคนแพ้น้ำตาสตรี (อุย...)

“ก็หมอคนนั้นเค้าว่ามานี่คะหมอ”

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนในทีมผมคงสะเทือนใจ 

ตัวผมน่ะเหรอ 

แม่ง! โคตรสะเทือนใจเลย 

สะเทือนใจเรื่องอะไรรึครับ

โปรดอ่านต่อไป แล้วจะเข้าใจ ว่าผมสะเทือนใจด้วยเรื่องอะไร

“ใจเย็นๆครับ อย่าเพิ่งด่วนโทษตัวเองไปมากมาย อย่าลืมว่าคนทุกคนมีทางเลือก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน ถ้ามันคือทางเลือกที่เราได้เลือกเอง การได้มีสิทธิ์เลือกมันคืออะไรที่เป็นสุดยอดของหัวใจความเป็นมนุษย์เลยเชียวนะ” 

ใช่! เราทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิ์อันนั้น “การมีทางเลือก”

แต่ในวิชาชีพของการเป็นหมอ บางครั้ง การที่เราโฟกัสที่โรคมากจนเกินไป เราอาจจะหลงลืมความเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีสิทธิ์เลือกนี้ไปได้

ผมนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งเรียนจบมาเป็นหมอสูติใหม่ๆ ตอนนั้นตัวเองก็คิดถึงแต่การรักษาตัวโรค จะทำไงได้ ก็มันไฟแรงนี่นา

เธอคนนั้นเข้ามาพบผมด้วยการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ เราพูดคุยกันและก็มีนัดในการรักษาอย่างรวดเร็ว แต่แล้วเธอก็หายไปจากชีวิตผม กระทั่งวันหนึ่ง เธอคนนั้นก็เข้ามาหาด้วยอาการไตวายและมีโรคลุกลามไปไกล

ไอ้เราก็โกรธ โกรธที่ไม่เชื่อกัน โกรธที่มาหาเมื่อมันรักษาไม่ได้แล้ว 

เห็นไหมครับ เรากำลังโฟกัสไปที่ “รักษาไม่ได้แล้ว” แล้วเราก็เชื่อว่าเราคิดถูกต้อง 

ผมก็ด่าสิเขาครับ ......

แล้วมันมีอะไรดีขึ้นจากการด่านั้น นอกไปจากการเสียน้ำตาของคนไข้คนหนึ่ง นอกไปจากการได้โยนความรับผิดชอบ (หรือความรู้สึกผิดของตัวเองวะ) ไปให้คนไข้ และท้ายที่สุดคนไข้ก็พร่ำโทษตัวเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของเขา

ผมยังไม่เข้าใจว่าการรักษาโรคไม่เหมือนการรักษาคน และกว่าจะเริ่มเข้าใจ ผมอาจจะทำร้ายคนไข้แบบนี้ไปแล้วหลายคน (เฮ้ย...น่าจะคนเดียวมั้งนะ)

มาถึงหมิวกับแม่ของเธอ

ลองนึกตามไปอย่างช้าๆ ว่าวันหนึ่งที่ลูกของเธอต้องตายไป คนเป็นลูกก็หมดทุกข์ แต่คนที่ยังอยู่ก็คงจะทุกข์ต่อไปอีกนาน ทุกข์ใจที่ถูกระบุว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกตาย เธอคงโทษตัวเองและจมอยู่กับคำพูดถากถางที่ถูกฝากรอยไว้ให้ ซึ่งมาถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกจุกในอก

“ช่างมันเถิด สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นมันดีเสมอ ฉันมีความเชื่อว่าเธอตัดสินใจไปเช่นนั้น เพราะเธอมีความหวังดีที่จะให้ลูกหาย และคงไม่อยากให้ลูกได้รับความทรมานจากการรักษาของพวกเรา แต่คราวนี้เธอพาลูกมาหาพวกเรา เชื่อใจว่าพวกเราจะดูแลลูกสาวเธอได้ มันก็ดีไปอีกแบบ” ผมว่าไปเช่นนั้น

“นี่เธอ ยายหมิว เธอล่ะ ว่ายังไงบ้าง” ผมมองไปยังสาวน้อยตรงหน้า

“ก็สู้ค่ะ อะไรจะเกิดก็เกิด ไม่เห็นเป็นไรเลย ห่วงก็แต่แม่เท่านั้น” ประโยคหลังดูแผ่วเบา แต่ลึกซึ้ง

ผมเลือกที่จะไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มให้และเอื้อมมือไปบีบขาเธอเบาๆเป็นการปลอบใจ 

อันที่จริง ผมเป็นคนที่บีบขาบีบน่องคนไข้เก่งมากเชียวนะ แทบจะทุกเตียงจะต้องถูกผมนวดน่องให้

ทำไมน่ะเหรอ?

ก็การนวดหรือบีบเบาๆนั้น เป็นการสัมผัสที่สุดยอด (ผมเชื่อว่า คนไข้แก่ๆจะชอบมาก)

ก็การนวดที่น่อง แอบกดหน้าแข้งเพื่อดูว่าคนไข้เราขาบวมไหมก็เป็นการตรวจร่างกายที่แยบยล โดยเฉพาะคนไข้ที่อาจจะมีอาการขาดโปรตีนเพราะกินไม่ได้มานานๆ

และการนวดที่น่องเบาๆ ผมจะสังเกตความนุ่มของน่อง ๒ ข้างเปรียบเทียบกัน และหากมันนุ่มไม่เท่ากัน อาจจะบอกเราได้ว่า คนไข้น่าจะมีลิ่มเลือดอุดตันที่ขาไงครับ

“โอ๊ยหมอ หนูเจ็บ” เธอสะดุ้งสุดตัว

“อาจารย์ครับ คนไข้มีลิ่มเลือดอุดตันที่ขาด้านซ้ายครับ” หมอโซวรายงาน

ออ นั่นไง 

“ขอโทษจริงๆนะหมิว หมอไม่ทราบ” ผมเปลี่ยนจากการนวดน่องมาจับมือเธอและบีบเบาๆ (อีกแล้ว)

คราวนี้เธอไม่ร้องโอ๊ย 

“ขอบคุณนะคะหมอ” 

ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนตอบกลับมาของเธอทั้งคู่

ธนพันธ์ ชูบุญสะทกสะท้านสะเทือนใจ

๑๓ มิย ๖๑