ช่วงเตรียมการ - "สำนักงานโครงการ"

  • การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนครั้งใหม่ในประเทศไทย เกิดจากการบ่มเพาะความเข้าใจที่จะมีรูปแบบสถาบันการศึกษาใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ตามมาตรา 43) ที่ให้สิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะให้บรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2545 ส่งผลให้มีการคาดการณ์จำนวนผู้ต้องการรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากขึ้นโดยเฉพาะในจังหวัดตามแนวชายแดนที่ขาดสถาบันอุดมศึกษา และ (ตามมาตรา 81) สนับสนุนให้ภาคเอกชนร่วมเป็นเจ้าของในการจัดการศึกษาในรูปแบบคณะกรรมการที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trustee Board) ที่มีสัดส่วนตัวแทนจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐที่มีคุณธรรมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเชิงพื้นที่มาช่วยบริหารจัดการการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการอาชีพและทักษะการทำงานของแต่ละพื้นที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น (ตามมาตรา 88) มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผ่านการตรวจสอบว่าตัวแทนที่เขาเลือกเข้ามาทำงานหรือไม่ จึงนำมาสู่การหารือแนวทางการดำเนินงานรูปแบบการศึกษาตามรูปแบบวิทยาลัยชุมชน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ชุมพล พรประภา กรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ดร.รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารการศึกษาของประเทศไทยในขณะนั้น หารือร่วมกันที่จะมีรูปแบบการศึกษาใหม่ที่ไม่มุ่งเน้นปริญญาและพัฒนาบัณฑิตให้อยู่ในชุมชนไม่เข้าเมืองใหญ่และทิ้งถิ่น โดยจัดทำ “แนวคิดและหลักการวิทยาลัยชุมชน” ซึ่งเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวในการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน
  • ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนนั้น เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ประเทศสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาวิทยาลัยชุมชนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) เป็นเวลาครบหนึ่งศตวรรษในช่วงนั้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานของไทยไปศึกษารูปแบบและนำมาปรับใช้ก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว อาทิเช่น วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร สังกัดสถาบันพระบรมราชนก กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์พัฒนาฝือมือแรงงาน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน) สังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนสุราษฎร์ธานีและวิทยาลัยชุมชนภูเก็ตในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และภายใต้กระทรวงศึกษาธิการมาก่อนหน้านี้หลายครั้งในเกือบทุกช่วงที่มีการขยายการศึกษาภาคบังคับหรือมีวิกฤติในสถาบันการศึกษาบางแห่งที่มีผู้สอนมากกว่าผู้เรียน เป็นต้น[i] แต่ยังมีกลไกรูปแบบการบริหารงานโดยคณะกรรมการที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trustee Board) ที่มีจากคนในพื้นที่ยังไม่ชัดเจนพอ ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงได้นำคณะผู้ร่วมก่อตั้งและเตรียมการดำเนินงานวิทยาลัยชุมชนไปประชุมร่วมกับประชาคม วิทยาลัยชุมชนสหรัฐอเมริกาที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม - 4 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยได้เรียนรู้ประสบการณ์ ศึกษาดูงานที่มลรัฐฮาวาย แคลิฟอร์เนีย ไอโอว่า และนอร์ธคาโรไลน่า ของประเทศสหรัฐอเมิรกา กระทั่งต่อมาเกิดโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ตามโครงการ East-West Community College การประชุมครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งเจตนารมณ์ที่จะจัดตั้งและดำเนินการตามนโยบายวิทยาลัยชุมชนแก่ผู้บริหารระดับสูงระดับอธิบดีของกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติทุกระดับ และแก่ประชาชนทั้งประเทศ โดยผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ จุลสาร แผ่นพับ เป็นต้น โดยมีความถี่เดือนละ 3-4 ครั้ง พร้อมจัดการประกวดคำขวัญและตราสัญลักษณ์วิทยาลัยชุมชน เชิญชวนผู้สนใจจากทั่วประเทศสมัครส่งประกวด โดยมีกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง มาเป็นกรรมการตัดสิน ซึ่งได้คำขวัญว่า “วิทยาลัยชุมชน พัฒนาคน พัฒนาท้องถิ่น” และตราสัญลักษณ์เป็นรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยและลวดลายไทยประสานกัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไทย
  • ระบบบริหารจัดการวิทยาลัยชุมชน ใน พ.ศ. 2545-2546 เป็นระยะเริ่มก่อตั้งวิทยาลัยชุมชน กระทรวงศึกษาธิการได้ออกแบบระบบริหารจัดการ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้
    • ส่วนกลาง มีคณะกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนระดับชาติ ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นกรรมการ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย แผนพัฒนา กำหนดมาตรฐาน กำกับติดตามและประเมินผล สนับสนุนทรัพยากร ส่งเสริมการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน35 คน โดยมีสำนักงานส่งเสริมวิทยาลัยชุมชน (ปรับชื่อจากสำนักงานโครงการวิทยาลัยชุมชน) เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ และเป็นหน่วยงานกลางดำเนินการและประสานการดำเนินงานกับทุกระดับ ดร.สิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานคณะกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนระดับชาติ นางสาวสุนันทา แสงทอง เป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิทยาลัยชุมชน
  • ส่วนภูมิภาค มีคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนจังหวัด ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และองค์กรเครือข่ายร่วมจัดการศึกษา เป็นกรรมการ มีหน้าที่จัดทำนโยบายและแผนพัฒนาระดับจังหวัด เสนอและอนุมัติให้อนุปริญญา ประกาศนียบัตร และวุฒิบัตร กำกับดูแล พิจารณาจัดตั้ง ยุบรวม หรือเลิกการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน ประสาน ส่งเสริม การจัดและการระดมทรัพยากร มีคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 19 คน โดยมีสำนักงานวิทยาลัยชุมชนเป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ มีวิทยาลัยชุมชนเป็นสถานศึกษา ทำหน้าที่จัดการศึกษาตามภารกิจวิทยาลัยชุมชนร่วมกับวิทยาลัยชุมชนเครือข่าย โดยมีสำนักงานวิทยาลัยชุมชนเป็นหน่วยอำนวยการส่งเสริมสนับสนุน
  • กล่าวได้ว่าปี พ.ศ. 2545-2546 เป็นระยะเริ่มก่อตั้งวิทยาลัยชุมชน โดยที่กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางเพื่อหลอมรวมสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน ได้แก่สถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมพลศึกษา และกรมอื่นๆ ให้มาเป็นวิทยาลัยชุมชน เพื่อความเป็นเอกภาพทางการศึกษา โดยให้ทำงานประสานเป็นเครือข่ายและจัดการศึกษาเพิ่มเติมเต็มในส่วนที่ขาด และปรับระบบบริหารจัดการใหม่ตามหลักการวิทยาลัยชุมชน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จึงได้ดำเนินการดังนี้
  • กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (1) เหตุผลความจำเป็น เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษา
    • (1) วิทยาลัยชุมชนที่จะจัดตั้งขึ้นควรเป็นรูปแบบและการดำเนินการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบไทย ไม่ควรยึดหลักการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของต่างประเทศมาเป็นต้นแบบโดยตรง
    • (2) การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งต้องสนองต่อความต้องการและการประกอบอาชีพของชุมชนในท้องถิ่น
    • (3) การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของท้องถิ่นใด ควรให้ชุมชนและท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล เข้ามามีส่วนร่วมลงทุน หรือมีส่วนริเริ่มของการจัดตั้งเพื่อให้ท้องถิ่นได้ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบในส่วนของตนตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งสามารถพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นของการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ภายหลังมติของคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน กระทรวงศึกษาธิการมีประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน ตามที่คณะกรรมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนทุกจังหวัด ได้เลือกสถานศึกษา 10 แห่ง มาเป็นวิทยาลัยชุมชน โดยได้สถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา 3 แห่ง และสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน 7 แห่ง จากนั้น ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2545 กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนโดยให้สถานศึกษาทำหน้าที่วิทยาลัยชุมชน และทำภารกิจเดิมควบคู่ไปด้วย มีสถานศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเป็นวิทยาลัยชุมชน ดังนี้

สำนักงานส่งเสริมวิทยาลัยชุมชน - สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ระบบบริหารจัดการวิทยาลัยชุมชน

  • ให้จังหวัดเลือกคณะกรรมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนจังหวัด ที่มีองค์ประกอบของบุคคล จากภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ทำหน้าที่จัดตั้งและสนับสนุนวิทยาลัยชุมชนเสนอกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้ง
  • ให้คณะกรรมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนเลือกสถานศึกษาที่มีศักยภาพและมีภารกิจเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยชุมชนอยู่แล้ว ให้เป็นสถานศึกษาหลักที่จะเป็นวิทยาลัยชุมชน เสนอกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศจัดตั้ง
  • ให้กรรมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนเสนอกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินงานวิทยาลัยชุมชนจังหวัดที่มีองค์ประกอบจากสถานศึกษาที่เป็นวิทยาลัยชุมชน สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาครัฐ เอกชน ชุมชน ทำหน้าที่วางระบบบริหารจัดการวางแผนและประสานการดำเนินงานให้เกิดการเรียนการสอนในระยะแรก
  • ให้สถานศึกษาหลักที่เป็นวิทยาลัยชุมชนทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน โดยมีภารกิจ 2 ส่วน คือ ภารกิจเดิมของสถานศึกษาและเพิ่มภารกิจของวิทยาลัยชุมชน
  • ให้มีสำนักประสานงานวิทยาลัยชุมชนจังหวัดทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะทำงานดำเนินงาน และประสานกับสถานศึกษาที่เป็นวิทยาลัยชุมชนเครือข่ายหรือแหล่งสนับสนุน

มติคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน

  • กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (1) เหตุผลความจำเป็น เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษา
    • (1) วิทยาลัยชุมชนที่จะจัดตั้งขึ้นควรเป็นรูปแบบและการดำเนินการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบไทย ไม่ควรยึดหลักการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของต่างประเทศมาเป็นต้นแบบโดยตรง
    • (2) การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งต้องสนองต่อความต้องการและการประกอบอาชีพของชุมชนในท้องถิ่น
    • (3) การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของท้องถิ่นใด ควรให้ชุมชนและท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล เข้ามามีส่วนร่วมลงทุน หรือมีส่วนริเริ่มของการจัดตั้งเพื่อให้ท้องถิ่นได้ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบในส่วนของตนตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งสามารถพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นของการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

(2) วัตถุประสงค์ เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำท้องถิ่น จัดการศึกษาและฝึกอบรมในหลักสูตรที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนเป็นสำคัญ

(3) พันธกิจ จัดการศึกษาหลักสูตร 2 ปีแรกของระดับอุดมศึกษา จัดการศึกษาด้านวิชาชีพ หลักสูตร ประกาศนียบัตร และจัดหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต

(4) ข้อเสนอเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 เห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอทั้ง 4 ข้อ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณา ดังนี้

    (ก) วิทยาลัยชุมชนที่จะจัดตั้งขึ้นควรเป็นรูปแบบและการดำเนินการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบไทย ไม่ควรยึดหลักการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของต่างประเทศมาเป็นต้นแบบโดยตรง
    (ข) การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งต้องสนองต่อความต้องการและการประกอบอาชีพของชุมชนในท้องถิ่น
    (ค) การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนของท้องถิ่นใด ควรให้ชุมชนและท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล เข้ามามีส่วนร่วมลงทุน หรือมีส่วนริเริ่มของการจัดตั้งเพื่อให้ท้องถิ่นได้ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบในส่วนของตนตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งสามารถพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นของการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

การประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน

  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดตาก เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดตาก
  • วิทยาลัยการอาชีพโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดพิจิตร
  • วิทยาลัยการอาชีพบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดอุทัยธานี
  • ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์
  • วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดมุกดาหาร เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดมุกดาหาร
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดระนอง เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดระนอง
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนราธิวาส เป็นวิทยาลัยชุมชนจังหวัดนราธิวาส
  • จากนั้นเป็นต้นมา วิทยาลัยชุมชนตามประกาศดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตามภารกิจ และแนวทางการดำเนินงานที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ โดยมีวิทยาลัยชุมชนเป็นสถาบันหลัก และใช้สถานศึกษา และหน่วยงานราชการเป็นที่จัดการเรียนการสอนที่กระจายไปถึงระดับอำเภอ อัตรากำลังบุคลากรของวิทยาลัยชุมชนแต่ละจังหวัด ได้กำหนดคุณสมบัติเป็นข้าราชการครูวุฒิปริญญาโท จำนวน 16 อัตราจากการโอนย้ายและคัดเลือกจากสาขาวิชาที่ขาดแคลน และกำหนดอัตราพนักงานราชการ จำนวน 14 อัตรา เพื่อปฏิบัติงานในสำนักงานวิทยาลัยชุมชนแต่ละจังหวัด

การดำเนินการที่สำคัญหลังกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2546

  • วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2546 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2546 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนโดยสังเขป ดังนี้

     (ก) ชื่อวิทยาลัยชุมชนที่มีคำว่าจังหวัดต่อท้ายให้ตัดออก  วิทยาลัยชุมชนจังหวัดแต่ละแห่ง เป็นวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง (ตามด้วยชื่อจังหวัดเลย)
     (ข) องค์คณะบุคคลในการบริหารเปลี่ยนจากคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนจังหวัดแต่ละแห่งเป็นคณะกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง และให้มีการสรรหาเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ทั้งหมดมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ  3  ปี
     (ค) ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง  มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ  4  ปี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่คณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง และมีประสบการณ์ด้านการสอนหรือการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตรจารย์หรือศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
     (ง) รองผู้อำนวยการ ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่คณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง ให้สภาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ จากผู้สอนภายในวิทยาลัย

  • วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ได้ดำเนินการขยายจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยความเห็นและการสนับสนุนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีการจัดตั้ง วิทยาลัยชุมชนยะลา และวิทยาลัยชุมชนปัตตานี
  • วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ได้มีการดำเนินการขยายการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง คือ วิทยาลัยชุมชนยโสธร วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร วิทยาลัยชุมชนตราด วิทยาลัยชุมชนสตูล และวิทยาลัยชุมชนพังงา
  • ในปี พ.ศ. 2549 จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนแพร่
  • ในปี พ.ศ. 2550 จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนสงขลา ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับผิดชอบการศึกษาในพื้นที่พิเศษ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
  • รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชการ 2550 ระบุในมาตรา 303 (2) กฎหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติตามมาตรา 80 โดยส่งเสริมการศึกษา ในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนหรือรูปแบบอื่น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบการจัดการ ศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบการศึกษาทุกระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 176
  • วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีได้มีความเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน  เฉพาะประเด็นการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนที่ให้ใช้สถานศึกษาที่มีอยู่เดิมและมีศักยภาพเพียงพอยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยชุมชนโดยไม่สร้างสถานศึกษาใหม่  ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย ที่เห็นควรสนับสนุนการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วให้เต็มประสิทธิภาพ และขยายการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนไปในพื้นที่ที่มีความจำเป็น และเป็นที่ต้องการของคนในชุมชน และข้อสังเกตของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนยังคงต้องพิจารณาใช้สถานศึกษาที่มีอยู่เดิมและมีศักยภาพเพียงพอก่อนการสร้างสถานศึกษาใหม่ ไปพิจารณาดำเนินการด้วย
  • ในปี พ.ศ. 2554 มีการจัดตั้งวิทยาชัยชุมชนน่าน เป็นวิทยาลัยล่าสุดจนถึงปัจจุบันมีการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทยใน 20 จังหวัด

การดำเนินการที่สำคัญหลังพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2558

  • วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558 ประกาศใช้ พระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2558 โดยที่ระบบการจัดการศึกษาตามกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติได้แบ่งออกเป็นการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้นสามารถดำเนินการจัดการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาในรูปแบบของวิทยาลัยชุมชนได้ สมควร มีกฎหมายกำหนดเพื่อรองรับการจัดตั้ง การบริหารงานและการดำเนินงานทางวิชาการของวิทยาลัยชุมชนไว้เป็นการเฉพาะ ขยายโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งให้การฝึกอบรม ด้านวิชาการและด้านวิชาชีพ ซึ่งรูปแบบการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนนั้น ให้คำนึงถึงการประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อให้การจัดการศึกษาและการดำเนินการของวิทยาลัยชุมชนเกิดผลสัมฤทธิ์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและชุมชนได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม พระราชบัญญัตินี้ มี 56 มาตรา โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  • เดือนสิงหาคม 2558 คณะกรรมการวิทยาลัยชุมชน ได้อนุมัติแผนกลยุทธ์การศึกษาของวิทยาลัยชุมชนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2558 - 2562)

    มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของวิทยาลัยชุมชน ด้วยการสร้างฉันทะร่วม (Shared Vision) ให้เกิดขึ้นในผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนของระบบวิทยาลัยชุมชน การดำเนินพันธกิจสัมพันธ์ชุมชนและสังคม การยกระดับศักยภาพและคุณภาพทางด้านวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่นไทย โดยใช้กลไกในด้านการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล การเงิน บุคคล การกำกับมาตรฐาน และความเป็นเอกภาพของระบบวิทยาลัยชุมชนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบอุดมศึกษาของประเทศ (อ่านรายละเอียดใน http://www.bcca.go.th/uploads/...

  • วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561 คณะกรรมการสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน ได้มีมติเกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เพิ่มเติมจำนวน 3 วิทยาลัย ในจังหวัดสุโขทัย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดชุมพร โดยให้เหตุผลว่าแม้ในจังหวัดอาจจะมีสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถให้บริการจัดการศึกษาตามความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นอำเภอที่อยู่รอบนอก ซึ่งล่าสุดผู้ว่าราชการและประชาชนจังหวัดสุโขทัย และเพชรบูรณ์ ได้ไปหาพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
  • วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2558 โดยปรับปรุงวาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน โดยกำหนดให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักทั่วไปของสถาบันอุดมศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

[i] อ้างอิงจากงานวิจัย : ปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช (2550). การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.