ก่อนไปผมเช็คพยากรณ์อากาศที่โตเกียว   ทราบอุณหภูมิว่าอยู่ระหว่าง ๑๑ - ๒๓องศาเซลเซียส   และแดดจ้า    จึงไม่เอาร่มไป    ปรากฏว่าคิดผิด    ตกเย็นวันอังคารที่ ๑๗ เมษายน ฝนตก   และจะตกตลอดวันพุธที่ ๑๘   เป็นบทเรียนว่าไปญี่ปุ่นฤดูใบไม้ผลิต้องเอาร่มไป    แต่โรงแรมเขามีร่มให้ยืม   และวันที่ ๑๙ และ ๒๐ อากาศดีมากแดดจ้าและอุ่นขึ้นในตอนบ่าย  

โรงแรม แกรนด์ฮิลล์ ที่เราไปพักห้องค่อนข้างใหญ่คือ ๑๗ ตารางเมตร   จำได้ว่าสองปีที่แล้วห้อง ๑๒ ตารางเมตรซึ่งก็อยู่สบาย   

เราพักที่ West Wing  ไม่ใช่ที่อาคารใหญ่ ซึ่งเขาเรียกEast Wing   ที่อาคารใหญ่มีสถานที่จัดเลี้ยง จัดงานแต่งงาน    ที่ WestWing เป็นอาคาร ๗ ชั้น อยู่ใต้ดิน ๑ ชั้น    ที่ชั้น Ground Floor มีร้านอาหาร  ร้านขายของ    เป็นห้องพักเฉพาะชั้น๔ และ ๕    พวกเราพักชั้น ๕   ต่อมาห้องของ ศ. นพ. วิชัย เอกพลากร แอร์เสียเขาจึงย้ายไปอยู่ East Wing พบว่าห้องดีกว่ามาก    

ห้อง ๕๖๗ ที่ผลพัก เตียงนอนกว้าง๑.๕๐ เมตร จึงนอนสบาย    ตกกลางคืนอุณหภูมิ ๑๑ องศา เครื่องทำความอบอุ่นทำงานอย่างดี   จึงนอนสบายมาก    โดยเขามีเสื้อนอนที่ผ้านุ่มสวมสบายให้    เป็นเสื้อยาวถึงน่อง ติดกระดุม ๕ เม็ด  ไม่ใช่กิโมโนอย่างสมัยก่อน    คืนวันที่ ๑๗ ผมเข้านอนก่อน สองทุ่ม ตื่นตีสี่    ได้นอนกว่า ๘ ชั่วโมงสมความตั้งใจที่ไม่นอนตอนกลางวันชดเชยคืนก่อนบนเครื่องบินที่ได้นอนเพียงชั่วโมงครึ่ง    ตื่นขึ้นมาจึงสดชื่นมาก    พอตีห้าฟ้าก็สาง    แต่อดไปเดินออกกำลังเพราะฝนตก    

ห้องน้ำแม้จะเล็กแต่ก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน   ผมชอบที่หน้าต่างหันออกไปด้านถนน มองออกไปเห็นรถไฟและคนเดินบนทางเท้า     ตลอดความยาวของผนังด้านหน้าต่างเป็นโต๊ะ built-in    ส่วนหนึ่งสำหรับนั่งอ่านหนังสือหรือพิมพ์คอมพิวเตอร์   อีกส่วนหนึ่งใต้โต๊ะเป็นที่ไว้ตู้เย็นเล็กๆ  ตู้เซฟ และแก้วกาแฟ   เขามีหม้อต้มน้ำไฟฟ้าให้ด้วย   ปลั๊กไฟมีหลายที่สะดวกมาก  เต้าเสียบชนิดสองขาแบนเหมือนบ้านเรา   

วันที่ ๑๗ ผมอาบน้ำทำงาน แล้วลงไปกินอาหารเช้าตอน ๙.๑๕ น.  แล้วออกไปเดินตามทางเท้าของถนนที่ผ่านหน้าโรงแรมไปทางขวามือ   เป็นทางเท้าที่ร่มรื่นมาก    ด้านในเป็นเนิน มีกำแพงคอนกรีตสูง  ด้านบนปลูกต้นไม้ใหญ่    เดินไปค่อนกิโลเมตร จึงกลับ    แล้วเดินเลยหน้าโรงแรมไปทางซ้ายมือ    ไปพบศาลเจ้าชินโต อยู่บนเนินมีบันไดสูงขึ้น  จึงขึ้นไปดู     ทราบจากการค้นภายหลังว่าชื่อ IchigayaKamegao-kahachimanku Shrine    สามารถเอารถขึ้นได้จากอีกทางหนึ่ง   มีคู่สามีภรรยาเอาหมาสองตัวใส่รถเข็นเด็กไปที่ศาลเจ้า    เอาหมาออกไปถ่ายรูป   และมีคนที่น่าจะเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าไปปรบมือโดยมีไม้อยู่ในมือให้ส่งเสียงดัง   ตามจุดต่างๆ ในบริเวณศาลเจ้า ซึ่งบริเวณกว้างพอสมควรมีหลายอาคาร   ทั้งอยู่ที่ไหล่เนินและอาคารหลักอยู่บนเนิน    

ผมกินอาหารเช้าที่โรงแรม๔ เช้า    โดยเขามีบัตรอาหารเช้าให้เขียนวันที่เรียบร้อย    ห้องอาหารเปิด๗.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.   วันที่ ๑๘ ผมไปเวลา ๗ โมงตรงคนญี่ปุ่นมาเข้าคิวยาวอยู่ก่อนแล้ว   เมื่อเข้าไปและยื่นบัตรอาหาร เขาก็ยื่นบัตรเข้ากินให้เรา    โดยเราต้องส่งคืนเมื่อกินอิ่มออกจากห้องอาหาร   

อาหารมีทั้งส่วนที่เป็นอาหารญี่ปุ่นและอาหารตะวันตก    แต่อาหารญี่ปุ่นอยู่ตรงทางเข้า    และแขกเกือบทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น   อาหารญี่ปุ่นจึงได้รับความนิยมมากกว่า    เป็นอาหารธรรมดาๆ ไม่หรูหรา แต่ก็อร่อย    เขามีถาดและจานตะเกียบส้อมและมีดให้    เริ่มตรงผักสดผักดองเพิ่มรส   ปลาอบเป็นชิ้นๆ  เต้าหู้อ่อนให้ตักใส่ถ้วย  ไข่ลวกใส่ถ้วยถ้วยละใบ   และข้าวสวยที่ตักไว้ให้แล้ว  กับน้ำแกงจืดแบบญี่ปุ่น    ผมเพิ่มไส้กรอก แฮม และผักสดทางฝั่งอาหารฝรั่งด้วย    กินอย่างนี้ตลอด ๔ เช้า    ผมเป็นคนที่กินอาหารซ้ำๆได้เป็นปีไม่มีเบื่อ  

โรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟIchigayaเดินไปเพียงสองสามร้อยเมตร    จึงถือว่าทำเลสะดวกมาก   อาหารการกินหาง่ายทั้งร้านอาหารในโรงแรมหลายร้าน และร้านอาหารใกล้ๆ    เป็นโรงแรมที่แขกเป็นคนญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด    ราคาจึงไม่แพง และไม่หรูหรามาก    อ. หมอปริญญ์ บอกว่า นั่งรถไฟไป ๓สถานีก็ถึงสถานีชินจูกุ    ไปคราวนี้ผมไม่ได้นั่งรถไฟเลย    และไม่ได้ซื้อของ      

วิจารณ์ พานิช

๒๐ เม.ย. ๖๑