ชีวิตที่พอเพียง 3176. ไปโตเกียว ๒๕๖๑ ๑. เดินทาง


เพราะผมเกี่ยวข้องกับการประชุมPMAC   และ JICAเป็น cohost ที่เหนียวแน่นมาก    จองการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเตรียมการ PMACทุกปี   ผมจึงมีโอกาสไปโตเกียวในช่วงเดือนเมษายนทุกปี ดังเขียนเล่าไว้ที่ ()    ยกเว้นปี ๒๕๖๐ ไม่ได้ไป เพราะติดธุระอื่น   

ปีนี้การเตรียมการประชุมPMAC เปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง    การประชุมระหว่างวันที่๑๘ – ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑ เรียกว่า 2nd PMAC2019 Preparatory Meeting   แต่จะเริ่มการประชุมโดยปรึกษาหัวข้อของการประชุมPMAC 2020 ก่อน    และผลลัพธ์ของการประชุมที่จะเสร็จสิ้นตอนเที่ยงวันที่๒๐ คือได้ชื่อของแต่ละ session   และได้ผู้ทำหน้าที่ session coordinatorครบถ้วน  สำหรับ PMAC 2019 ที่จะจัดระหว่างวันที่ ๑ - ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒  ที่ศูนย์ประชุม เซนทรัลเวิร์ล เหมือนทุกปี   

ปีนี้เราเดินทางโดยสายการบินANA   ขาไปเที่ยวบินที่ NH 850   ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา ๒๑.๔๕ น. ของวันที่๑๖ เมษายน  ถึงสนามบินฮาเนดะของโตเกียวเวลา๕.๕๕ น. วันที่ ๑๗   และได้จองโรงแรม GrandHill Ichigaya ไว้  

วันที่ ๑๖ เมษายน๒๕๖๑ ตอนเช้าผมออกไปเดินพร้อมกับฟังวิทยุ   เขาบอกว่าที่สนามบินสุวรรณภูมิคนมาก   ผู้ที่จะเดินทางให้ไปถึงสนามบินอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง    เดิมผมกะจะนั่งแท็กซี่ออกจากบ้าน ๑๘ น.จึงเปลี่ยนเป็น ๑๗ น.   ไปถึงสนามบินเวลา๑๗.๔๐ น. เท่านั้น เพราะถนนโล่ง    แต่เมื่อใกล้สนามบินรถมาก   

เช็คอินของสายการบิน ANA ที่บริเวณL    และเปิด ๓ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออก   คือเคาน์เตอร์เปิดเวลา ๑๘.๔๕ น.   ผมจึงต้องไปนั่งรออยู่ ๑ ชั่วโมง   ที่สนามบินอากาศร้อน เครื่องปรับอากาศสู้อากาศร้อนไม่ไหว     วิธีแก้คือไปยืนใกล้ๆ เครื่องปรับอากาศ   จะเห็นว่าหากเดินทางโดยสายการบินไทยจะสะดวกกว่าในเรื่องเช็คอิน

เขาจองที่นั่ง 2C ให้ผมไว้แล้ว   เช็คอินพร้อมกับได้บัตรผ่านช่องทางพิเศษสำหรับตรวจความปลอดภัยและด่านตรวจคนออกจากเมือง    และได้บัตรเชิญไปใช้ห้องรับรองการบินไทยหรือบริติชแอร์เวย์   โดยเจ้าหน้าที่บอกว่าของการบินไทยอยู่ใกล้ประตูทางออกขึ้นเครื่อง C3 มากกว่า    ผมไปนั่งกินข้าวซอยชามเล็กๆ กาแฟ  เบียร์ และผลไม้    พร้อมอ่านหนังสือพิมพ์   มีข้อสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ในเล้าจ์การบินไทยมีนิตยสารน้อยลงมาก   

เครื่องบินออกตรงเวลาเป็นเครื่อง B787-800ที่นั่ง 2C เป็นที่นั่งเดี่ยวที่นั่งไม่ติดหน้าต่าง คั่นด้วยต๊ะวางของ   ที่นั่งชั้นธุรกิจ แถวละ 1-2-1 ที่นั่ง    เครื่องบินนี้ทันสมัยมาก    หากเป็นรุ่น B787-900 บินได้ไกลถึง๑๐,๖๙๐ ก.ม.   แต่หากเป็นรุ่น B787-800บินได้ไกล ๔,๘๙๐ ก.ม.  มี๓๓๕ ที่นั่ง  (ข้อมูลจากนิตยสาร Wingspan,Inflight Magazine of ANA Group, April 2018   ผมติดใจนิตยสารนี้ตรงที่มีบทความเรื่อง Into the Lakes by Hugh Paxton กล่าวถึงนักเขียนชื่อ BeatrixPotter ผู้เขียนนวนิยายอมตะ Peter Rabbitใช้ฉากธรรมชาติของ The Lake District ของสก็อตแลนด์    และนวนิยายเรื่องอื่นๆ    เป็นบทความชวนไปเที่ยวชมธรรมชาติของ TheLake District  ที่สาวน้อยและผมเคยไปเที่ยวมาแล้วแบบนั่งรถชมธรรมชาติ (คล้ายขี่ม้าชมดอกไม้)   ดังเล่าไว้ ที่นี่  

ธุรกิจอย่างหนึ่งของสายการบินคือขายสินค้าแฟชั่น    มีเอกสารเล่มหนาให้เลือกซื้อ   ผมพลิกๆ ดูแล้วเมินเพราะซื้อไม่เป็น   เมื่อตอนกลางวันผมถามลูกสาวคนโต (อายุ ๔๘)ว่าพ่อจะไปญี่ปุ่นอยากได้อะไรบ้าง   เธอบอกว่ารอให้น้องสาวไปแล้วค่อยฝากซื้อ  เพราะเขารู้วิธีซื้อได้ราคาถูก   ผมซื้อของไม่เป็นซื้อได้แต่ที่สนามบินราคาสามเท่าของที่น้องสาวซื้อ    ผมจึงสบายไป ไม่ต้องรับรายการของฝาก   

บริการอาหารค่ำบนเครื่องบินANA ชั้นธุรกิจผิดคาด    ผมกะไปกินอาหารค่ำหรูแบบเคยกินบนการบินไทยไปลอนดอนเมื่อต้นเดือนธันวาคม    กลายเป็นอาหารว่างมาในถ้วยพลาสติกเล็กๆเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ ซ.ม.   มีของกินเล่น ๔อย่าง อย่างละถ้วย คือ ปลาแซมมอนดิบ ๑ ชิ้น, ไก่อบสมุนไพรชิ้นเล็กๆ ๕ - ๖ ชิ้น, ถั่วแระญี่ปุ่นต้ม, และ nut    กินกับเครื่องดื่มที่ผมเลือกไวน์แดงฝรั่งเศส  รสชาติปานกลาง   

แสดงว่าสายการบิน ANA เน้นดึงดูดลูกค้าด้วยเครื่องบินที่นั่งนอนสบาย   จอดูวีดิทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็นบนเครื่องบิน คือ ๑๘ นิ้ว    และราคาถูก    เน้นคนละด้านกับการบินไทยที่เน้นบริการอาหาร  

ผมเข้านอนราวๆ เกือบ ๒น. เวลาญี่ปุ่น  บอกให้เขาปลุกกินอาหารเช้า    เวลา๓.๓๐ น. เขาก็ปลุก   ผมจองอาหารญี่ปุ่นไว้   พบว่าเป็นอาหารธรรมดาๆ ไม่วิวิศมาหราอะไร    แต่ก็อร่อยดี   กับข้าวหลักคือปลา   

เครื่องบินลงจริงๆเวลา ๕.๐๕ น.   อุณหภูมิ ๑๔ องศากำลังสบาย    ทีมที่ไปเที่ยวบินเดียวกันมี๘ คน    ทาง PMAC secretariat จองรถแวนนั่งได้คันละ ๔ คนไว้ ๒ คัน   ผมเลือกไปนั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ   เพื่อได้โอกาสถ่ายรูปวิวเมืองโตเกียวยามเช้า    ซึ่งถนนมีรถน้อยมาก   นั่งไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงโรงแรม    อ. บุ๋มใจดีจองห้องให้ผู้อาวุโส ๓ คน(ท่านคณบดี ปิยะมิตร ศรีธรา, นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ, และผม)เข้าห้องได้เลย   ซึ่งหมายความว่าจ่ายค่าห้องของวันที่ ๑๖ เต็มอัตรา    และได้กินอาหารเช้าของวันที่ ๑๗ ด้วย      

ขากลับคืนวันที่ ๒๐ เรานั่งรถแวนแบบเดียวกันออกจากโรงแรมสามทุ่ม   ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็ถึงสนามบินฮาเนดะ   เช็คอินแล้วไปนั่งที่เล้าจน์ ANA    ซึ่งห้องใหญ่ คนมาก   แต่ก็มีที่นั่งสบาย และมีปลั๊กไฟมาก   ผมลองดื่มวิสกี้ Suntory ของญี่ปุ่น   อร่อยมาก  คุณหยกกับคุณเหมียวไปจองห้องอาบน้ำ   ได้คิวที่ต้องรอประมาณ ๒ ชั่วโมง   จนไปขึ้นเครื่องเขาก็ยังไม่เรียกไปอาบน้ำ

เครื่องบินออก ๐.๓๐ น.วันที่ ๒๑   ผมใช้ยุทธศาสตร์นอนลูกเดียวไม่สนใจอย่างอื่นทั้งสิ้น    พอนั่งที่นั้ง2C  ก็กรอกแบบสอบถามว่าไม่ต้องปลุกกินอาหารเช้า    แล้วนั่งหลับเลย    เครื่องบินขึ้นตอนไหนไม่รู้    มารู้ตัวตอนเครื่องขึ้นเรียบร้อยแล้วและสัญญาณรัดเข็มขัดดับ   จึงจัดที่นอนและนอนยาว     จนเกือบตีสี่ (ไทย)เขาประกาศว่าเครื่องจะลงใน ๔๕ นาที   ก็ตื่นไปทำธุระตอนเช้า   พนักงานมามว่ายังกินโผเกิร์ต ผลไม้  และเครื่องดื่มทันเอาไหม    ใครจะไม่ดอาโดยเลือกชาเขียว   

เครื่องลง ๔.๓๐น.    ผมกลับถึงบ้านก่อน ๖ น.   อุณหถูมิ ๒๘ องศา    

วิจารณ์ พานิช

๒๑ เม.ย. ๖๑

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#เดินทาง#ชีวิตที่พอเพียง#pmac#pmaf#โตเกียว-วิจารณ์#PMAC 2019#610517#ไปโตเกียว ๒๕๖๑#โตเกียว-๒๕๖๑

หมายเลขบันทึก: 647341, เขียน: 17 May 2018 @ 09:57 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)