ใจ จิต และวิญญาณ

suttimano
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

            เพื่อให้การเจริญภาวนา วเทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐานเป็นไปได้โดยง่าย และสามารถเห็นแจงในพระไตรลักษณ์ได้ง่าย ทะลุปรุโปร่ง จนสามารภคลายความยึดมั่นถือมั่นได้เป็นอย่างดี ผุ้ศึกษาสัมมาปฏิบัติ พึงเข้าใจถึงลักษณะของใจ จิตและวิญญาณ ดังจะได้อธิบายต่อไป

           บรรดาสัตว์และมนุษย์ที่มีชีวิตทั้งหลายหมดทั้งสกลกายนั้น ย่อมประกอบด้วยธรรม ๒ ส่วนที่สำคัญๆ คือส่วนที่เป็น ร่างกาย ส่วยหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่เป็น รูปธรรม กับส่วนที่เป็น ใจ ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นนามธรรม

         เฉพาะส่วนที่เป็นร่างกายนัน ทุกคนย่อมรู้จักกันดีโดยทั่วไป เพราะสามารถเห็นหรือสัมผัสแตะต้องได้ด้วยตาเนื้อหรือกายหยาบ แต่ส่วนที่เป็นใจนั้น ไม่อาจเห็นไดด้วยตาเนื้อ หรือไม่อาจสัมผัสแตะต้องดวยกายหยาบ จึงเข้าใจธรรมชาติส่วนที่เรียกวา ใจ นี้ได้ไม่ง่ายนัก

         " ใจ" นั้น ประกอบด้วยธรรมชาติ ๔ อย่าง ซึ่งต่างก้ทำหน้าที่ต่างๆ กัน คือ 

          ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ เรียกว่า เวทนา

          ธรรมชาติที่ทำหน้าที่จดจำ หรือ รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน เรียกว่า สัญญา

          ธรรมชาติที่ทำหน้าที่คิด หรือที่เรียกว่า "จิต" นั้นเรียกว่า สังขาร

          ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้ หรือรับรู้อารมร์ เรียกว่า วิญญาณ

          เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้เองที่รวมเรียกว่า "ใจ" และต่างก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่สัมพันะ์กันอย่างใกล้ชิดจนแทบจะแยกไม่ออก ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้เองที่รวมเรียกวา "ใจ" และต่างก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่สัมพันะ์กันอย่างใกล้ชิดจนแทบจะแยกไม่ออก ธรรมชติทั้ง ๔ อย่างนี้ ก็มีชื่อเรียกต่างกันตามหน้าที่ของมัน

         ในญาณกถาปฏิสัมภิทามรรค ได้กล่าวไว้ว่า

         " ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนาฺฑรํ มนายตตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญํญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ"

         " จิต คือ มนะ มานัส หทัย ปัณธระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขึนธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น" 

          และ อรรกถาปฏิสันธามรรค ได้อธิบายไว้ว่า ไพึงทราบวินิจฉัยในตติยจตุกนิเทศ ดังต่อไปนี้ บทว่า จิตฺตํ เป็นมูลบท บทว่า วิญธญาณํเป็นบทขยายความ บทมีอาทิว่า ย฿ จิตฺตํ จิตใดพึงปรกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วในปีติ ในบทมีอาทิว่า จิตฺตํ นั้น ชื่อว่า จิตฺตํ เพราะวิจิตรด้วยจิต

         ชื่อว่า มโน เพราะกำหนดรู้อารมณ์ บทว่า มานสํ คือ ใจนั้นเอง ท่านกล่าวธรรมอันสัมปยุตแล้วว่า มานโส ในบทนี้ว่า "บ่วงใด มีใจเที่ยวไปในอากาศดังนี้เป็นต้น

         พระอรหัต ท่านกล่าวว่า มานสํ ในบทนี้ว่า "ข้าแต่พระผุ้มีพระภาคเจ้าผุ้ปรากฎในหมู่ชน สาวกของพระอค์ยินดีในพระศสนา ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัต ยังเป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงทำกาบะเสียเบ่า

         บทว่า หทย฿ คือ จิต อุระท่านกล่าว่า หทัย ในบทมีอาทิว่า "เราจักทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกอกของท่าน" ท่านกล่าว่า จิต ในบทมีอาทิว่า "เห็นจะถากจิตจกจิตด้วยความไม่รู้" ท่านกล่าวหทยวัตถุในบทว่า ม้าม หทัย แต่ในที่นี้ จิต ที่านกล่าวว่า หทัย เพราะอรรถว่า อยู่ภายใน

        จิตนั้นชือว่า ปณฺฑรํ (ขาว) เรพาะอรรถว่า บริสุทธิ์ ท่านกล่าวหมายถึงภวังคจิต

        ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

        " ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสร แต่จิตนั้นถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาจึงเศร้ษมหาอง" 

          อนึ่ง เพราะจิตมีลักษณะรู้อารมณ์ จึงไม่เป็นกิเลสด้วยความเศร้าหมองโดยสภาวะ เป็นจิตบริสุทธิ์ที่เียว แต่เมื่อประอบด้วยอุปกิเลส จิตจึงเศร้าหมอง แม้เพราะเหตุนั้น จึงควรเพื่กล่าวว่า ปัณฑระ (ขาวผ่อง) 

          อนึ่ง การถือเอา มโน ในบทนี้ว่า มโน มนายตนํ เพื่อแสดงถึงความเป็นอายตนะของใจ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงถึงบทว่า มนายตนะ นี้ ว่า มิใช่ชื่อว่า มนายตนะ เพราะเป็นอายตนะขอใจ ดุจเทวายตนะ (ที่อยู่ของเทวดา) ที่แท้ใจนั้นแหละเป็นอายตนะ จึงชื่อว่า มนายตนะ อรรถแห่งอายตนะท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้ว ชื่อว่า มโน เพราะรู้ ความว่า รุ้แจ้งส่วนพระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชือว่า มโน เพราะรู้แจ้งอารมณ์ดุจตวงด้วยทะนานและดุจทรงชั่งด้วยเครื่องชั่งใหย๋ ชื่อว่า อินฺทฺริยํ เพราะทำประโยชน์ใหญ่ในลักาณะรู้ ใจนั่นแหละเป็นอนิทรีย์ จึงชื่อว่า มนินทรีย์ ชื่อว่า วิญฺญาณั เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง วิญญาณนั้นเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ด้วยอรรถว่า เป็นกอง

         บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ มโนวิญญาณอันสมควรแก่จิตนั้น คือมโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่สัมปยุตตธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้น จริงอยู่ ในบทนี้ จิตดวงเดียวเ่านั้น ท่านกล่าวโดย ๓ ชื่อ คือ ชื่อว่า มโน เพราะอรรคว่านับ ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า รุ้แจ้ง ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า เป็นภาวะ หรือเพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์

        จากอรรถาธิบายนี้ หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว จะประจักษ์ชัดว่า จิต และวิญญาณ นั้น เป็นธรรมชาติที่ทำหน้าที่ต่างกัน เช่นเดียวกันกับ เวทนา และสัญญา หากแต่ว่า เมื่อจิตกระทำหน้าที่สัมพันะ์กันกับธรรมชติใด ก็มีชื่เรียกต่างๆ กันออกไปเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้นเอง และพึงสังเกตว่า พฤติกรรมของจิตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น ย่อมเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันโดยอัตโนมัติ จึงจะสมบูรณ์ เพราะลำพังแต่จิตอย่างเดียว หาได้ปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จด้วยตนเองไม่

        ความข้อนี้จะเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณืในแต่ละขณะ เมื่อจิตจะน้อมไปสู่อารมณ์ใดก็ตาม ย่อมกระบทกระเทืนถึงธรรมชาติอื่นได้แก่ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์  คือ เวทนา ๑, กระเทือนถึงธรรมชาติที่ทำหน้าที่จดจำหรือรวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน คือ สัญญษ ๑, และธรรมชาติที่ทำหน้าทีรุ้ หรือรับรุ้อารมณ์ ที่เรียกว่า วิญญาณ อีก ๑ ห้ทำหน้าที่พร้อมกันไปในตัวเสร็จ เป็นอัตโนมัติ

       ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้มีอุปมาดั่งข่ายของโยแมงมุม ซึงไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบส่วนหนึ่งส่วนใดของข่ายนั้นให้กระเทือนแลว ส่วนอื่นๆ ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนถึงกันหมดทั้งข่ายนั้น ธรรมชาิตที่น้อมไปหาอารมณ์และทำหน้าที่พร้อมกันหมดทั้ง ๔ นี้เองที่มีชื่อเรียกว่า ใจ หรือ มโน

       ขณะใดที่จิตน้อมเข้าสุ่อารมร์ใดอารมณืหนึ่ง พร้อมด้วยธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอรมณ์ที่น่ายินดีพอใจ เป็นสุข หรืออารมณ์ที่ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ เป็นทุกข์

       ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์นั้น เรียกว่า "มนัส" กล่าวคือ ถ้าพอใจ หรือเป็นสุขใจ ก็เรียกว่า "โสมนัส" ถ้าไม่พอใจ หรือเป็นทุกข์ใจ ก็เรียกว่ "โทมนัส" เป็นต้น และธรรมชาติที่ำทหน้าที่เสวยอารมร์ในเวลาที่จิตน้อมเข้าสุ่อารมณ์ ซึ่งเรียกว่า "มนัส" นี้เอง ที่เรียกว่า "เวทนา" 

        ส่วน ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน หรือ จดจำอารมณ์ เมื่อเวลาที่จิตน้อมเข้าสุ่อารมร์นั้น เรียกว่า "หทัย" หรือ "ดวงใจ" เรียกว่า "สัญญา" 

       เฉพาะธรรมชาติที่ทำหน้าที่คิดนั้น เรียกว่า "จิต" และเพราะจิตทำหน้าที่ปรุงแต่าง อารมร์ภายนอกที่มากระทบ จึงเรียกว่า "สังขาร" 

       เฉพาะธรรมชาติที่ทำหน้าที่รุ้ หรือ รับรุ้อารมณ์ ในขณะที่จิตน้อมเข้าสู่อารมณ์นั้นเรียกว่า "วิญญาณ" 

       กล่าวโดยย่อ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่เกี่ยวเนื่องถึงกันอย่างใกล้ชิด เป็นอัตโนมัติ ได้แก่ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ เรียกว่า "มนัส" หรือ เวทนา" ๑ ธรรมชาติที่ำทหน้าที่รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน หรือ จดจำอารมณ์ เรียกว่า "หทัย" หรือ "สัญญา" ๑ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่คิด เรียกว่า "จิต "หรือ "สังขาร" ๑ และธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้หรือรับรุ้อารมณื เรียกว่า"วิญญาณ" อีก ๑ ธรรมชาิตทั้ง ๔ อย่างนี้ แม้จะมีหน้าที่ต่างกัน เวลาที่น้อมไปหาอารมณ์ใดอารฒณ์หนึ่ง ย่อมทำหน้าที่พร้อมกันหมดทั้ง ๔ จึงรวมเรียกว่า "มโน" หรือ "ใจ" นั่นเอง และแม้แต่จะหยุ จะนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียวเพียงใดก็ย่อมหยุดย่อมนิ่งลงพร้อมกันเพียงนั้น

        ใจ หรือ มโน นี้เป็น นามธรรมที่ต้องอาศัยรูป และเป็นทั้งอายตนะหรือเครื่องเชื่อต่อ จึงเรียกว่า มนายตนะ เป็นธรรมชาติที่ครองความเป็นใหญ่ในการุ้ จึงเรียกว่า มนินทรีย์ และเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่รับรู้อารมร์ได จึงเรียกว่า มโนวิญญาณะาตุ แต่ถ้าจะแยกออกเป็นส่วนๆ แล้ว เรยกว่า ขันธ์ มีอยู่ ๔ ส่วน คือ เวทนา ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์

        เมื่อท่านทั้งหลายเข้าใจดังนี้แล้ว จะได้เจริญภาวนา เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน และ จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในภายหน้าได้โดยง่าย และเมื่อพิจารณาสติปัฎฐานแยแยะธาตุธรรม อันประกอบดันขึ้นเป็นสังขารร่างกายและจิตใจออกเป็นส่วนๆ ได้ละเอยดถี่ถ้วนไม่สับสนแล้ว ก็จะสามารถเห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์ คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของสังขาระรรมทั้งหลายประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่างได้ง่ายและทะลุปรุโปร่ง สามารถคลายความยึดมั่นถือมันได้เป็นอย่างดี..."หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐานเบื้องต้น ถึง ธรรมกาย"


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปกใส

คำสำคัญ (Tags)#ใจ จิต และวิญญาณ

หมายเลขบันทึก: 647337, เขียน: 17 May 2018 @ 08:35 (), แก้ไข: 17 May 2018 @ 08:54 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)