พลังแห่งวัยเยาว์ : 1. บทนำ มองเด็กให้เป็นเด็ก


บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis ผู้เคยทำงานเป็นครูเด็กเล็ก  ได้รับใบรับรองคุณวุฒิครูก่อนอนุบาลถึง ป. ๒ ของรัฐแมสซาชูเซทส์  สหรัฐอเมริกา     และเคยเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ The Yale Child Study Center    หนังสือเล่มนี้สื่อสารว่า เด็กเล็กมีพลังของการเรียนรู้มากกว่าที่เราคิด    โดยที่เด็กจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา     หากผู้ใหญ่ทำความเข้าใจเด็ก และรู้วิธีส่งเสริมการเรียนรู้    เด็กจะเติบโตเต็มศักยภาพและเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากมาย  

บันทึกแรกของชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้  ตีความจากบทนำ (Preface) ของหนังสือ    สื่อความเห็นของผู้เขียนว่า วัยเด็กเล็กเป็นวัยที่มีพลังเหลือเฟือ มีความสามารถ มีความฉลาดกว่าที่เราเข้าใจ    รวมทั้งหากผู้ใหญ่รู้จักสังเกตจากปฏิสัมพันธ์แบบเท่าเทียมกันกับเด็ก  จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจมากของผู้ใหญ่     แต่ก็เป็นวัยที่อ่อนไหวต่อภยันตรายด้วย    และภยันตรายอย่างหนึ่งคือพฤติกรรมของผู้ใหญ่   ที่ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรัก   แต่กลับเป็นการทำลายเด็ก  

สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรเอาใจใส่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเด็ก    สมองเด็กเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนา 

 

ความเข้าใจที่ผิดพลาด

 ความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเด็ก  คือมองว่าเด็กเปรียบประดุจ “ผ้าขาว”  หรือ “แก้ว” ที่ว่างเปล่า    ไม่มีอะไรอยู่ในตัวและในหัวเลย    รอให้ผู้ใหญ่ “วาด” หรือ “บรรจุ” สิ่งต่างๆ เข้าไป

“เด็ก” ในความหมายของหนังสือนี้ หมายถึงเด็กช่วงวัย ๓ – ๖ ขวบ    หรือที่เรียกว่าเด็กเล็ก หรือเด็กก่อนวัยเรียน    เด็กเหล่านี้เข้าชั้นเรียนก่อนอนุบาลและอนุบาลในฐานะ “บุคคล” ที่มีความซับซ้อน    จากการได้พัฒนาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว  ในชุมชน    สัมพันธ์และหล่อหลอมโดยวัฒนธรรม หรือพื้นที่เรียนรู้มากมายของเขา   ก่อนที่จะมาเข้าชั้นเรียน   

การเรียนรู้หลักของเด็กในช่วงแรกของชีวิต ได้จากปฏิสัมพันธ์ (relationship)    หรือกล่าวได้ว่า เป็นการเรียนรู้ในมิติทางสังคม (social dimension of learning)    ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์    และผมตีความว่า การนำเด็กเล็กไปเข้าโรงเรียนชั้นเด็กเล็กและอนุบาล ก็เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ (learning space) ของเด็กให้กว้างขึ้น กว่าพื้นที่เรียนรู้ในครอบครัวและในสังคมเพื่อนบ้านใกล้เคียง          

   จุดเน้นของการเรียนรู้ของเด็ก แบ่งได้เป็น ๓ จุดคือ (๑) พื้นที่ (location)  (๒) ระบบ (delivery system)  และ (๓) กระบวนการ (learning process)    จุดอ่อนของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กเล็กในปัจจุบันคือ มักเน้น (๑) กับ (๒)  ละเลย (๓)    ความไม่ศรัทธาต่อคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก    ทำให้เกิดแนวคิดสุดโต่งว่า หากรักและปรารถนาดีต่ออนาคตของลูกจริงแล้วละก็  จงอย่าส่งลูกเข้าเรียนชั้นเด็กเล็ก    ให้เลี้ยงและฝึกฝนลูกเอง   

แต่ผู้เขียน (Erika Christakis) บอกว่า    ตนมองโลกในแง่ดีว่า เด็กเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง    และการเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของพัฒนาการเด็ก    ประสบการณ์ในชีวิตผิดๆ ก็อาจมีประสบการณ์ใหม่มาช่วยให้แก้ไขการเรียนรู้ที่ผิดพลาดได้  

ความก้าวหน้าด้านการศึกษาของเด็กเล็ก ได้จากการวิจัย    ซึ่งสมัยนี้ก้าวหน้ามาก    แม้ความรู้จากผลการวิจัยเหล่านี้จะได้รับการนำไปบรรจุเป็นนโยบายสู่การประยุกต์ใช้ ช้ามาก ก็ตามที    แต่ก็มีความก้าวหน้า     ดังจะเห็นได้จากการที่การศึกษาของเด็กเล็กของไทย ได้รับความเอาใจใส่ ถึงกับบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่    และมีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน สนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก

แต่การลงทรัพยากรสนับสนุนการศึกษาของเด็กเล็กจะได้ประโยชน์น้อย หรือสูญเปล่า    หากใช้ทรัพยากรไปกับกิจกรรมที่ไร้ความหมาย จากความเข้าใจผิด  การตีความผิด  และความไร้เดียงสา     ดังเห็นได้จากการใช้งบประมาณของระบบการศึกษาไทย    ซึ่งผมเพิ่มสาเหตุจากผลประโยชน์ (ที่ไม่เหมาะไม่ควร) เข้าไปด้วย  

คำแนะนำของผู้เขียนที่น่าสนใจมากคือ ในหลายกรณี การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเล็กโดยผู้ใหญ่ ที่ดีที่สุดคือ “อย่าเข้าไปยุ่ง” (getting-out-of-the-way)    

กล่าวใหม่ว่า เด็กเล็กต้องการการเล่นอิสระ มากกว่าการฝึกฝน     

 

มุมมองต่อตัวเด็ก

เราต้องมองเด็กจากสองกระบวนทัศน์  คือ “กระบวนทัศน์พร่อง”  กับ “กระบวนทัศน์เต็ม”    หากเปรียบเด็กเป็นแก้วน้ำ    ผู้ใหญ่ต้องมองเด็กเป็นทั้ง “แก้วน้ำที่พร่อง”  และ “แก้วน้ำที่เต็ม”    คือเด็กไม่ใช่ทั้ง “แก้วเปล่า” และ “แก้วเต็ม”    แต่เป็นแก้วที่มีน้ำบางส่วน  และพร่องอยู่ในส่วนใหญ่    บทบาทของผู้ใหญ่คือ ช่วยส่งเสริมเอื้ออำนวยให้เด็กได้ต่อเติมส่วนที่พร่องของตนเอง  จากส่วนที่มีอยู่แล้ว    ให้เกิดพัฒนาการที่เต็มศักยภาพทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ   

ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือเด็กได้ ต้องมองให้ทะลุเข้าไปเห็น “กระบวนทัศน์” ของเด็ก    ซึ่งจะทำเช่นนี้ได้ต้องฟังเด็ก ไม่ใช่สอนเด็ก    ฟังและเสวนากับเด็ก เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจกับสิ่งหรือเรื่องราวที่อยู่ในบทเสวนา    และในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็ทำความเข้าใจมุมมอง หรือกระบวนทัศน์ของเด็กด้วย    หากผู้ใหญ่มีกระบวนทัศน์เช่นนี้ การเลี้ยงเด็กก็จะกลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่น่าสนใจ สนุก และยิ่งใหญ่     

ข้อผิดพลาดของสำคัญของผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง คือการสร้างสภาพแวดล้อมแบบผู้ใหญ่ (adultify) ให้แก่เด็ก    ซึ่งก็คือ การเลี้ยงเด็กแบบเอาผู้ใหญ่ ความคิดของผู้ใหญ่ เป็นตัวตั้ง   

เด็กต้องการ “พื้นที่” และ “เวลา” สำหรับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการของตน    เด็กควรได้มีโอกาสมีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข    และได้เรียนรู้จากความเป็นเด็กของตนอย่างเต็มเปี่ยม    แต่ในยุคปัจจุบัน เด็กถูก “เร่ง” ทั้งจากความคาดหวังของพ่อแม่ และจากสรีรวิทยาภายในร่างกายของตนเอง     ที่เด็กยุคนี้เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วมาก    ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาบอกว่า เด็กผู้หญิงในประเทศนั้น ร้อยละ ๑๐ เริ่มเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาว (puberty) ที่อายุ ๘ ปี    ในขณะที่สมัยก่อน (คงจะราวๆ หนึ่งศตวรรษ) ผู้ใหญ่ที่บ้านนอกที่ผมเกิดและโต เล่าให้ผมฟังเมื่อ ๗๐ ปีก่อนว่า  เด็กผู้หญิงผู้ชายอายุสิบห้าปี    ยังแก้ผ้าอาบน้ำคลองกันอยู่    คือยังไม่มีสัญญาณการแตกเนื้อสาวแตกเนื้อหนุ่ม    

เมื่อ ๓๕ ปีมาแล้ว เมื่อลูกสาวคนที่สองของผมอายุ ๑๑ ขวบ  เธอเริ่มมีประจำเดือน    ป้าที่เลี้ยงดูเธอตกใจมาก ว่าทำไมเร็วขนาดนั้น   เมื่อสองสามปีมาแล้ว มีคนเล่าให้ผมฟังว่า การคลอดที่ศิริราชในปีนั้น แม่ที่อายุน้อยที่สุดคือ ๙ ขวบ  

ข้อมูลข้างต้น สะท้อนว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันมีวัยเด็กที่สั้นลงมากหลายปี    มีช่วงเวลาฝึกฝนตนเองจากความเป็นเด็กสั้นลงมาก    หากผู้ใหญ่เข้าไป “adultify” สภาพแวดล้อมของเด็ก    ก็จะยิ่งเป็นการทำลายโอกาสใช้ช่วงเวลาที่เป็นเด็กเพื่อการสร้างคุณภาพชีวิตสูงสุด

ย้ำว่า คนเราควรได้รับโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามวัย ตามธรรมชาติของวัย    ไม่ควรเร่งให้เด็กเรียนรู้เร็วกว่าวัย   

 

มุมมองต่อการเรียนรู้ของเด็ก

การเรียนรู้ (learning) และความรัก (love)  เป็น “สองสิ่งเดียวกัน” สำหรับเด็ก    และเป็นสองสิ่งที่เสริมกัน   เด็กมีการเรียนรู้ในทุกกิจกรรม    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่นอิสระ (free play)  การเล่นกับเพื่อน   การฝึกใช้คำแปลกๆ   การก่อสร้าง   การค้นพบทางวิทยาศาสตร์   การตั้งคำถามและการมีสัญชาตญาณด้านตัวเลข    ความช่างสังเกตและมีอารมณ์ขัน    ความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการไร้ขอบเขต    ความสนใจแปลกๆ    ความมีจริยธรรมในกิจกรรมต่างๆ   เป็นต้น      

ในการจัดการเรียนรู้ของเด็กนั้น   มีทั้งส่วนที่ขาดและส่วนที่เกิน    เด็กจำนวนหนึ่งในครอบครัวที่ด้อยฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ เด็กมักขาดทั้งทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ และปฏิสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะการได้รับความรัก    แต่ในอีกขั้วหนึ่ง เด็กในครอบครัวที่มีฐานะดี มักถูกมอมเมาด้วยสิ่งของและความเอาใจใส่ผิดๆ    คือให้แก่เด็กตามที่ผู้ใหญ่คิด    ไม่ใช่ให้ตามที่เด็กต้องการ

เด็กเล็กต้องการอะไร   คำตอบอยู่ในหนังสือ The Importance of Being Little   และในบันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้   ที่มีเป้าหมาย สร้างความเข้าใจ “พลังแห่งวัยเยาว์”  

วิจารณ์ พานิช        

๓๑ มี.ค. ๖๑


 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย

คำสำคัญ (Tags)#หนังสือ#เด็กเล็ก#เด็ก#หนังสือ-วิจารณ์#610517#พลังแห่งวัยเยาว์#Christakis#Young Children#adultify

หมายเลขบันทึก: 647340, เขียน: 17 May 2018 @ 09:55 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)