"ใบต๋องกว๋าว"ใบตองที่มากด้วยคุณค่าทางอารยธรรมแห่งการกิน ขอสืบทอดภูมิปัญญาแต่เก่าก่อนสู่คนรุ่นหลัง ไปกับ"งานปอย"ของ"ตุ๊เบ๊นซ์"นี้ด้วยนะครับ สุขใจในทุกครั้งที่ได้กลับบ้านเกิดของฉัน บ้านสุขสวัสดิ์ ตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ประตูสู่ล้านนา......ขอขอบคุณ G2K มา ณ ที่นี้ด้วยนะคร้าบ....

                                                -หลังจากบันทึกเรื่องราวงานของ"ตุ๊เบ๊นซ์"ให้ได้ติดตามกันแล้ว ตามบันทึกนี้ งานปอย"ก้ำตุ๊เบ๊นซ์" วันนี้ขอนำเอาเรื่องราวของวิถีพื้นถิ่นและอารยธรรมด้านการกินของบ้านเกิดของผม"บ้านสุขสวัสดิ์,เถิน,ลำปาง,เหนือ)มาบันทึกเอาไว้เป็นจดหมายเหตุของชีวิต และส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบนี้ไปยังคนรุ่นหลังและผู้ที่ผ่านเข้ามาอ่านบันทึกนี้ครับ ว่าแต่วันนี้จะมีเรื่องราวอะไรมาบอกเล่าบ้างนั้น พร้อมแล้วตามไปชมพร้อมๆ กันได้แล้วคร้าบ!!!!!

1.ในวันแต่งดางานบวชจของ"ตุ๊เบ๊นซ์"นั้น  เราจะต้องมีการจัดเตรียมอาหารคาว-หวาน เอาไว้ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานครับ ซึ่งเมนูอาหารต่างๆ นั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารแบบพื้นบ้านครับ ซึ่งก็ถือเป็นวิถีท้องถิ่นที่คนพื้นนี้จะเข้าใจถึงประเพณีแบบนี้อย่างแจ่มชัดอยู่แล้ว แต่สำหรับตัวผมเองหลังจากที่ได้ออกจากบ้านเพื่อศึกษาหาความรู้และทำงานเพื่อเลี้ยงชีพในต่างถิ่นเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว สิ่งที่ยังจดจำและหวนระลึกถึงอยู่เสมอนั่นก็คือ"อารยธรรมแห่งการกินอยู่"ครับ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมงานแบบเต็มรูปแบบเช่นนี้ ผมจึงไม่พลาดที่จะซึมซับเอาสิ่งดีงามเหล่านี้เอาไว้ให้มากที่สุดครับ และก่อนที่จะจัดงานนี้ผมจึงได้ขอให้พี่ชายได้ช่วยเตรียมวัสดุในการห่อขนมแบบโบราณเอาไว้ให้ผมด้วย และเมื่อถึงเวลา"พี่มะลิลา"ก็ได้นำเอา"ใบต๋องกว๋าว"หรือ"ใบทองกวาว"ซึ่งจะใช้แทนใบตองกล้วยมาห่อ"ขนมไส้บะถิม/ขนมเทียน/ขนมจ๊อก"ครับ และนี่ก็คือสิ่งที่ผมภูมิใจนำเสนอถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านเกิดของผมคร้าบ...สำหรับข้อมูลของ"ใบต๋องกว๋าว"ติดตามต่อได้จากที่นี่ครับ ต้นทองกวาว

2.สำหรับวันนี้ผมได้รับเกียรติจาก"ป้าสำราญ"หรือ"ป้าราญ(เสื้อสีแดง)"ที่ได้เป็นผู้สาธิตและเล่าให้ผมฟังถึงภูมิปัญญาจากเก่าก่อนว่าทำไมถึงนำเอา"ใบต๋องกว๋าว"นี้มาห่อขนมด้วยล่ะครับ และงานนี้ยังได้รับความรู้จากผู้ล้อมวงที่มาช่วยห่อขนมด้วย ซึ่งพอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า ในสมัยก่อนนั้นหากมีการจัดงานในช่วงเดือนนี้ มักจะมีลมพายุพัดฝนตกหนัก ทำให้ใบตองกล้วยแตกเป็นริ้วๆ ไม่สามารถนำมาห่อขนมได้ ดังนั้นจึงต้องหาวัสดุมาทดแทน และสิ่งที่จะทดแทนใบตองกล้วยได้นั้นก็คือ"ใบต๋องกว๋าว"ครับ ต้องขอบอกเอาไว้ว่าการห่อขนมโดยใช้"ใบต๋องกว๋าว"นี้ ผมไม่ได้สัมผัสและลิ้มลองมานานมากแล้ว ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจึงขอย้อนวันวานกับภูมิปัญญาดี ดี นี้เอาไว้สักหน่อยครับ...

3.สำหรับงานนี้การห่อขนมด้วย"ใบต๋องกว๋าว"นั้น เราห่อกันไม่มากครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าขนมส่วนหนึ่งได้ห่อด้วย"ใบตองกล้วย"แล้ว ดังนั้นการห่อด้วย"ใบต๋องกว๋าว"จึงเป็นการสาธิตและนำเอากลับมาให้ผมได้สัมผัสอีกครั้งก็เท่านั้นเองครับ ดังนั้นแขกผู้ที่มาร่วมงานส่วนหนึ่งก็ได้ช่วยกันห่อขนมและก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณให้ผมได้รับฟังด้วยล่ะครับ งานนี้ถือว่าคุ้มสุด ๆ ที่ได้เรียนรู้และเก็บภาพเอาไว้อย่างละเอียดที่สุดครับ เอาเป็นว่าขอบรรยายเพิ่มเติมด้วยภาพก็แล้วกันนะครับ...

4.ขนมที่เราห่อในวันนี้จะมีสองไส้ครับ ซึ่งบ้านเกิดของผมเรียกว่า"ขนมไส้บะถิม(ไส้เค็ม/ไส้ถั่ว)"และ"ขนมไส้บะป้าว(ไส้มะพร้าว/ไส้หวาน)ครับ โดยจะแยกกันตรงสีของตัวแป้งที่ใช้ห่อขนมครับ หากเป็น"ไส้เค็ม จะมีการผสมตัวแป้งด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บให้ออกสีแดง"และ"ไส้หวาน จะนวดแป้งกับน้ำเปล่าตัวแป้งจะเป็นสีขาว"ครับ ปั้นแป้งเสร็จแล้วก็นำมาแช่ด้วยน้ำมันพืช ป้องกันไม่ให้ขนมติดใบตอง แล้วก็ห่อก็เสร็จสิ้นกระบวนการแล้วล่ะครับ...

5.หลังจากห่องขนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาของขั้นตอนการ"นึ่งขนม"แล้วล่ะครับ งานนี้มีการใช้หม้อนึ่งขนมแบบใหญ่มากๆ ครับ ตัวผมเองเมื่อเห็นแล้วจึงไม่พลาดที่จะขอเก็บภาพและทดลองการเป็น"คนนึ่งขนม"กันสักหน่อย ใช้เวลาในการนึ่งประมาณครึ่งชั่วโมง หรือจะสังเกตดูจากสีของ"ใบต๋องกว๋าว"จะเปลี่ยนสี เพียงเท่านี้ก็พร้อมที่จะชิมแล้วล่ะครับ 555

6.สำหรับวิถีของการดูแลผู้ที่มาช่วยในการแต่งดานั้น วัฒนธรรมท้องถิ่นของบ้านเกิดของผมก็จะมีการนำเอาขนมที่ห่อนั้น มาแบ่งใส่ถุงเอาไว้สำหรับแบ่งปันให้กับแขกผู้มาช่วยงานด้วยล่ะครับ งานนี้จึงต้องห่อขนมกันมากหน่อย ไม่ว่าจะเป็น"ข้าวต้มมัด/ขนมไส้บะถิม/ไส้บะป้า"ต่างก็นำมาแบ่งใส่ถุงเพื่อแบ่งปันให้กับแขกผู้มีเกียรติทุกๆ ท่านด้วยครับ สมัยก่อนที่ผมยังเป็นเด็ก ๆ จำได้ว่ากว่าเราจะได้กินขนมแบบนี้จะต้องรอถึงงานสำคัญ ๆ ดังนั้นเราจึงต้องเฝ้ารอที่จะได้กินขนมอร่อยๆ แบบนี้ครับ นึกถึงมาแล้วก็ทำให้คิดถึง"แม่เหรียญทอง จอมดวง"ที่มักจะมีวิธีการหลอกล่อไม่ให้ผมกับพี่ชายได้กินขนมจนหมดถุง ซึ่ง"แม่เหรียญทอง"จะมีวิธีการหลอกล่อที่ตัวผมและพี่ชายจะเลิกกินขนมทันทีครับ เอาเป็นว่าจะเก็บเอาวิธีการ"หลอกล่อ"ของ"แม่เหรียญทอง"มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปก็แล้วกันนะครับ...งานนี้คิดถึง"พ่อผ่าน+แม่เหรียญทอง จอมดวง"เป็นที่สุดครับ....

7.และในช่วงค่ำ ๆ ของวันแต่งดา ผมได้เรียนรู้วิธีการ"ทำขนมปาด"อีกเมนูหนึ่งครับ สำหรับเมนู"ขนมปาด"นี้ ผมได้เรียนรู้จาก"ป้าพิไล"หรือ"ป้าไล(เสื้อสีฟ้า)"ครับ...ซึ่งก็มีวิธีทำไม่ยุ่งยาก โดยมีสูตรและส่วนผสมดังนี้ครับ "แป้งข้าวจ้าว 1 ส่วน น้ำกะทิ 31/2 ส่วน"ผสมให้เข้ากัน เติมน้ำตาลให้หวานตามชอบ เพิ่มสีสันด้วยดอกอัญชัญ เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นของการผสมตัว"ขนมปาด"แล้วล่ะครับ เสร็จแล้วก็นำเอาหม้อมาตั้งไฟ และก็ช่วยกันกวน ๆ ให้สุกครับ...

8.สำหรับ"ขนมปาด"นี้ "ป้าไล"บอกกับผมว่า มีเทคนิคในการสังเกตว่าได้ที่หรือยังนั้น ก็ใช้วิธีการดูจากแป้งที่กวนจะเริ่มร่อน แล้วก็จะตักตัวแป้งขึ้นมาใส่จาน ทิ้งไว้ให้เย็น หลังจากนั้นก็ลองแกะออกถ้าแป้งร่อนไม่ติดจาน มีความนุ่มเพียงพอแล้วก็ยกลงแล้วก็เทใส่ถาดได้เลยครับ สมัยตอนเป็นเด็กๆ ผมมักจะเข้าไปอยู่ใกล้ๆ กับกระทะกวนขนมเพื่อจะขอตักตัวแป้งใส่กะลามะพร้าวมากินกัน จำได้ว่ามันอร่อยมากๆ เลยล่ะครับ 55555 หลังจากนั้นก็จะรอให้เย็น พอรุ่งเช้าก็จะตัดเป็นชิ้นๆ หรือภาษาบ้านเกิดของผมเรียกว่า"ปาด"นั่นเองครับ หรือนี่จะเป็นที่มาของชื่อ"ขนมปาด"หนอ??? น่าสงสัยและน่าค้นหาประวัติของ"ขนมปาด"อีกแล้วล่ะครับ 55555

9.และนี่ก็คือ"อารยธรรมของการกินอยู่"ของบ้านเกิดของผมครับ สำหรับงานนี้สำหรับผมแล้วถือว่าได้เรียนรู้และซึมซับบรรยากาศต่างๆ เอาไว้อย่างมากมายและรู้สึกอบอุ่นใจกับวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแบบนี้มากๆ เลยล่ะครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่ากว่าจะหาโอกาสและเรียนรู้วิถีแบบนี้ดูจะไม่ง่ายนัก เพราะผมเองก็ออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพในต่างถิ่น ดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้นั้นก็คือการที่ได้เก็บเรื่องราวผ่านรูปภาพเอาไว้ให้มากที่สุด และหากมีโอกาสเหมาะๆ ก็จะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาบันทึกเอาไว้บนสมุดออนไลน์เล่มนี้ครับ หวังใจเอาไว้ว่าหากย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็จะได้รับ"ความสุข"และ"พลังใจ"และอีกหวังใจหนึ่งนั้นก็คือการได้ส่งต่อภูมิปัญญาดี ดี แบบนี้ไปยังผู้ที่ผ่านเข้ามาอ่านบันทึกนี้ด้วยล่ะครับ...

สำหรับวันนี้ ต้องขอขอบคุณ"ป้าราญ/ป้าไล"และผู้มีส่วนช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาดี ดี ด้านอารยธรรมแห่งการกินอยู่ของบ้านเกิดเมืองนอนให้กับผมมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ หากมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดและสัมผัสวิถีในแง่มุมต่างๆ อีกจะได้เก็บภาพและเรื่องราวมาบันทึกเอาไว้ให้ได้ติดตามกันอีกนะคร้าบ!!!

                                                                                                                 สวัสดีครับ

                                                                                           เพชรน้ำหนึ่ง+มดตะนอย+วงศาคณาญาติ

                                                                                                                25/04/2561