ด้วยคำถามที่โยนเข้าไปกลางวงว่า “คนลานช้าง ณ วันนี้ คิดว่ามีอะไรดีบ้าง ที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง” ผมอยากฟังบ้าง ถ้าจะมีตัวแทนที่จะเล่า ขอเป็นตัวแทนสักคนก่อนก็ได้ที่จะเล่า จะพูดถึงอะไรดี ๆ ของคนบ้านลานช้าง ที่เรารู้สึกว่าน่าภูมิใจ

          ตอนนั้นก็จะมีสภาชิกสภา อบต. หรือพี่ชำนาญ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนบ้านลานช้างนั่งอยู่ด้วย ก็ได้ขออนุญาตต่อแกนนำฯ คนอื่น ๆ และขอเล่าว่าตามทัศนะของตนเองนั้น คนบ้านลานช้างนี่ “เป็นคนหนุก” มีอะไรก็สนุก ร้องเพลงกันได้ทั้งคืน มีงานมีการก็สนุก เป็นคนชอบสนุกนี่คือคนบ้านลานช้าง แต่คนบ้านลานช้างก็มีที่ไม่น่าจะมี คือเป็นสิ่งไม่ค่อยดี คือคนบ้านลานช้าง “เป็นลูกที่เลี้ยงไม่โตส่วนหนึ่ง” ลูกที่เลี้ยงไม่โตก็คือว่า พึ่งแต่คนอื่นตลอด คิดแต่จะพึ่ง ไม่ยอมช่วยตัวเอง มีที่ไหนให้กู้คิดแต่จะกู้เขาไปตลอด คนบ้านลานช้างถึงมีปัญหาเรื่องการเป็นหนี้เป็นสิน (ประเด็นนี้ในรายละเอียดผมเขียนไว้แล้วที่ คนลานช้างชอบ "หนุก")

          ประเด็นก็เลยน่าจะสนุก ชอบสนุก เมื่อเห็นอะไรที่ดี ๆ ทันสมัย ก็อยากจะมีด้วยทันที ยอมทำงานหนัก ลงทำงานตั้งแต่ตีหนึ่ง (ลงกรีดยางตั้งแต่ตีหนึ่ง) เพื่อจะให้ได้มาซึ่งเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ซื้อไปหมด กับข้าวกับปลา พริก ตะไคร้ หัวข่า ข้างบ้านไม่ปลูก ซื้อทุกอย่าง ซื้อก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย ไม่รู้จะปลอดภัยไหมที่ซื้อ ไม่รู้จะปลอดจากสารพิษไหม สู้ปลูกเองไม่ได้ ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนบ้านลานช้างน่าจะช่วยกันแก้ไข ทำยังไงให้คนบ้านลานช้างหันมาพึ่งตนเองได้มากขึ้น เอาเรื่องใกล้ ๆ ตัวก่อนก็ได้ ของใช้ในครัวเรือน ของในครัว พวกตะไคร้ ขิง ข่า ขมิ้น คนเมื่อก่อนไม่ต้องซื้อ แต่ทำไมตอนนี้ต้องซื้อทุกอย่าง อบต. ทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ ก็มีคนที่เป็นแกนนำกล่าวว่า จริง จริง หลายคน ประเด็นก็เลยมาอยู่ที่ 2 ประเด็น คือ "คนบ้านลานช้างเป็นคนชอบสนุก สนาน ร่าเริง" กันทั้งบ้าน เล่นกีฬากันทั้งบ้าน กลุ่มวัยรุ่นก็เล่นกีฬา กลุ่มผู้ใหญ่ก็เล่นกีฬา "คนบ้านลานช้างยังไม่ค่อยพึ่งตัวเอง" พึ่งแหล่งเงินกู้ มีให้กู้ กู้ ไม่มีการ ยอมทำงานหนักเพื่อความสะดวกสบาย ซื้อความสะดวกสบายทุกอย่าง ข้อดีของคนลานช้างน่าจะเป็นคนขยันอีกข้อหนึ่งที่ฟังได้ คนที่ขยันแต่ชอบความสุขสบาย และชอบความสนุกสนาน เป็นประเด็นที่หนึ่ง อบต.ได้บอกว่า ได้ทำเป็นตัวอย่างคือ ปลูกผักสวนครัวไว้รอบๆ บ้าน กินเอง ปลูกไว้กินเอง แต่การจะไปชักชวนคนอื่นมองไม่เห็นทางว่าจะได้ผล ทั้งยังไม่เคยชวน ไม่เคยพูด มาคิด สิ่งที่คิดได้ทำไปแล้ว แต่ว่ายังชวนคนอื่นไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร

          ผมจึงเสริมว่า เป็นเรื่องที่ดีมากที่ท่าน อบต. มาคิดดัง ๆ ในเวทีนี้ การคิดดัง ๆ (คิดให้ดัง และวาดให้เป็นรูป) มันมีข้อดีคือ มันทำให้คนอื่นรู้ และเติมเต็มให้เราได้ จะขอเติมเต็มให้ตรงส่วนนี้ สักเล็กน้อย จากที่ได้เที่ยวฟังเขามา ก็คือ ลองทำเป็นตัวอย่างได้ก็ดี อาจจะหากองทุนหรือว่าทำยังไงก็ได้ให้มีกองกลางขึ้นมา ใครปลูกพริกให้ไปต้น 10 บาท ปลูกตะไคร้ให้กอละ 20 ปลูกข่าให้กอละ 20 หรือเป็นอย่างอื่นก็ได้ แล้วมาเบิกเงิน มารับเงิน คิดดู ลองดู อาจจะได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ทั้งหมดทั้งเพทำเพื่อความผาสุกร่วมกันไม่ได้เอาเปรียบใคร ที่ประชุมก็ได้ยินเสียงตอบรับว่า เป็นกระบวนการที่น่าจะเอามาใช้ได้ ก็ได้ข้อดีอีกข้อหนึ่งที่เป็นข้อสรุปจากที่ประชุมได้อภิปรายกัน คือ คนลานช้างชอบไยกัน ไยคืออะไร ก็คือชอบทำตาม ๆ กันนั่นเอง ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้น

          ก่อนที่จะมีการพูดกันต่ออีกในหลาย ๆ ประเด็น ก็ได้มีการเล่าที่มาที่ไปของเรื่องของเกาะเรียน โดยพี่อนุกูล ทองมี (หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านเกาะเรียน) ที่มาร่วม ลปรร. ด้วย ว่าชาวบ้านคิดยังไง ชุมชนคิดยังไง คนเกาะเรียนต้องพึ่งตนเองยังไง (รายละเอียดคล้าย ๆ กับที่บันทึกไว้ที่ "เรียนสวนร่วม" เขียนอย่างนี้แหละ)