19 เมษายน 2561
ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย[1]
การวิพากษ์วิจารณ์งานบริหารบุคคลค่อนข้างยากเพราะมักมีทัศนะที่เห็นต่างตรงกันข้ามเสมอ ด้วยท้องถิ่นมีบุคคลเกี่ยวข้องที่มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม แม้แต่เป็นกลุ่มประเภทเดียวกันก็อาจมีการแปลกแยกพวกกันอีก เช่น ในกลุ่มข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็แยกเป็นกลุ่มสายผู้บริหารได้แก่แท่งบริหารและแท่งอำนวยการ กลุ่มสายผู้ปฏิบัติได้แก่แท่งทั่วไปและแท่งวิชาการ หรือ อาจมีการแยกพวกมีเส้น (อุปถัมภ์) ไม่มีเส้น (ไม่มีอุปถัมภ์) เป็นต้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ข้อยุติที่ลงตัว ว่าด้วยการสอบบริหารและอำนวยการงวดครั้งนี้ก็เช่นกัน มีเรื่องราวประเด็นให้เล่าขานได้หลากหลายขอร่ายต่อแบบไม่เรียงหัวข้อตามประสาคนช่างคิด
การมีข้อยกเว้นเป็นหลัก
มีข้อสังเกตว่า หากทัศนะคติของผู้บริหาร “มีข้อยกเว้นเป็นหลัก” แล้วอาจทำให้ระบบคุณธรรมพร่องไปจนถือว่า “ไม่มีหลักคุณธรรม” ได้เพราะการยกเว้นมักเป็นการแก้ไขเยียวยาหาทางออกให้แก่ระบบเก่าทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระบบคุณธรรม ยกตัวอย่างในการบริหารงานบุคคล หากการเยียวยาผิดหลักการย่อมเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ยิ่งขึ้น อาทิเช่น การเข้าสู่ตำแหน่งที่ผิด การบรรจุแต่งตั้งโดยไม่มีคุณสมบัติ ณ วันที่บรรจุแต่งตั้ง “การยกเว้นระเบียบฯ” จึงมักใช้อยู่เป็นประจำ เนื่องจากมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นมากมายในระยะหลังต่อมาทำให้ ก.กลาง และ สถ. ในฐานะผู้กำกับดูแลมีมาตรการที่เข้มขึ้นโดยให้ยกเลิกเพิกถอน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตแต่ตกทอดมาให้ ก.กลาง และ สถ.ปัจจุบันแก้ไขเช่น การทุจริตการสอบแข่งขัน หรือ การสอบคัดเลือกกรณีพิเศษครู ศพด. โดยไม่ต้องสอบแข่งขันฉะนั้นจึงปรากฏเรื่องราวคดีในศาลปกครองมากมายที่ต้องพึ่งบารมีศาลในการเยียวยาแก้ไข
ข้อวิตกการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบริหารงานบุคคลเช่นการไม่รับโอนย้าย
ตามร่าง พรบ. บุคคลฉบับใหม่กรณีมีตำแหน่งว่าง ให้นายก อปท.แต่งตั้งจากบัญชีสอบภายใน 60 วัน [2]หากไม่แต่งตั้งนายกฯ จะมีความผิดตามกฎหมาย [3] ในเรื่องการโอนย้ายไม่มีปัญญัติไว้ ฉะนั้นในการแต่งตั้งอาจได้ปลัดฯ มือใหม่ที่ไปบริหารงานเทศบาลงบ 100 -200 ล้านก็ได้หรือ ในทางลบการแต่งตั้งอาจเป็นช่องทางของระบบอุปถัมภ์เส้นสายไปจนถึงการทุจริตจากการประมูลซื้อขายเกทับตำแหน่งกัน ไม่ว่าการรับโอนจากข้าราชการอื่นในตำแหน่งวิชาการ มาตำแหน่งบริหารหรืออำนวยการ ซึ่งตามช่องทางปกติไม่สามารถดำเนินการได้ หากจะโอนย้ายควรเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกัน หากจะเข้าแท่งบริหารอำนวยการก็ควรเข้าสู่ระบบการสอบเช่นเดียวกับคนท้องถิ่น เป็นต้น ประเด็นกรณีตำแหน่งบริหารว่างให้รับโอนภายใน 150 วันเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วไม่มีผู้ประสงค์โอนย้าย ก็รอจากผู้ผ่านการคัดเลือก เมื่อรับโอนย้ายได้แล้วตำแหน่งว่างก็คงเหลือเท่าเดิม ถือเป็นอำนาจปกติของ อปท.ในการบริหารงานบุคคลการรับโอนข้าราชการประเภทอื่นมา ยังไม่มีประกาศหลักเกณฑ์ฯ ฉะนั้นกรณีที่มีการรับโอนข้าราชการอื่นมาไม่ว่าจะเป็นการรับโอนโดย “วิธีการคัดเลือก” ก็ตาม ถือว่าไม่ถูกต้องที่จริงนั้นการรับโอนย้ายในช่วงของคำสั่ง หน.คสช. ที่ 8/2560 [4] ในทุกกรณีควรหยุดหมดทุกกรณี เพื่อแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ และ การทุจริตตามเจตนารมณ์ คสช.
การย้ายสับเปลี่ยนสายผู้บริหารท้องถิ่นทุก 4 ปี
ร่าง พรบ. บุคคลฉบับใหม่ หรือ พรบ. ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ มีบทบัญญัติให้มีการย้ายสายบริหาร 4 ปี หรือ กำหนดวาระ ปลัด อปท. 4 ปี [5] ที่ต้องสับเปลี่ยนโอนไป อปท. อื่นไม่ตอบโจทย์ว่า อปท.จะพัฒนาและชาวบ้านได้รับประโยชน์มากขึ้นอย่างไร เพราะคนท้องถิ่นมิใช่คนปกครอง แต่เป็น “นักพัฒนา” ที่ต้องมีความต่อเนื่อง มิใช่ปกครองแล้วย้ายไป เหมือนเช่นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคที่เป็นอยู่ ในมุมกลับกันบางคนดีมีประโยชน์ บางคนสร้างอิทธิพล หรือเอื้อประโยชน์พวกพ้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อมีดีก็ย่อมมีเสีย เพราะข้าราชการประจำมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่กรณีที่ไม่มีนายก อปท.ด้วย การอยู่ยาว อยู่ทนย่อมทานกระแสผลประโยชน์ไม่ได้เลยยิ่งการบังคับบัญชาของฝ่ายประจำแบบเลือกข้างมีสีมีสังกัดโอนเอียงไปตามฝ่ายการเมืองสถานการณ์การบริหารจึงแย่
อย่างไรก็ตามการบรรจุแต่งตั้งนั้น ควรคำนึงถึงความเป็นอยู่การใช้ชีวิตของครอบครัวด้วย มิใช่มองที่การแก้ไขการยึดผูกขาดอำนาจแก้ไขปัญหาการทุจริตเพียงอย่างเดียว เพราะมิใช่การแก้ปัญหาที่ดีหรือเบ็ดเสร็จแต่อย่างใด การทุจริตคอร์รัปชันเกิดได้ทุกขณะขึ้นกับองค์ประกอบสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และสามัญสำนึกของบุคคลเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันข้าราชการย่อมสามารถโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อื่นได้อันเป็นสิทธิความก้าวหน้าการหาประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นเพอยู่อาศัยในท้องถิ่นนั้นเหมือนดังเช่นนักการเมืองท้องถิ่น อนึ่ง การยึดหลักความสมัครใจในการโอนย้ายจึงสำคัญที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องมีหลักยกเว้นในกรณีทั่วไป การดำรงอยู่ในตำแหน่งที่เดิมแล้วทำให้องค์กรดีก็อาจอยู่ขออยู่ต่อได้เพราะหากไม่ดีระบบองค์กรย่อมมีกลไกแก้ไขตัวเองอยู่แล้ว จึงควรมองที่พื้นฐานของความเป็นจริงมิใช่ตามดุลพินิจของนายก อปท. ที่จะรับโอนย้าย หรือ ให้โอนย้ายข้าราชการคนใดก็ได้
ปัญหาโครงสร้างการบริหารที่ขาดคน
ที่เข้าสู่ระบบแท่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา พบความจริงอย่างหนึ่งในระบบแท่ง ของ อปท. ปัจจุบัน ว่า มีการขาดแคลนตำแหน่งตามกรอบโครงสร้างการบริหารงาน จำนวนมาก ที่เป็นผลสืบเนื่องมากจากระบบซี เป็นปรากฏการณ์พลิกผันบอนไซ อปท. โดยเฉพาะ อบต. เป็นช่องว่างที่ยากจะหาคนมาทดแทนในตำแหน่งว่าง เมื่อกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติการสมัครสอบ ผอ.กองต้นว่าต้องมาจากหัวหน้าฝ่ายต้นก่อน ส่วนใหญ่ อบต. เป็น อปท.ขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถกำหนดฝ่ายได้ ทำให้ อบต.ส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่ง หัวหน้าฝ่าย ซึ่งผลตามยอดผู้สมัครสอบ อบต. ครั้งนี้ คือ ผอ.ช่างต้น สมัคร 89 อัตรา แต่กรอบว่าง 553 อัตรา ผอ.คลังต้น สมัคร 88 อัตรา แต่กรอบว่าง 544 อัตรา ผอ.กองการศึกษาต้น สมัคร 57 อัตรา แต่กรอบว่าง 1030 อัตรา ตำแหน่ง หน.ฝ่ายงานประปาต้น ว่าง 1 อัตรา แต่ไม่มีผู้สมัครสอบ สำหรับตำแหน่งปลัด อบต. (นักบริหารงานท้องถิ่น)กลาง และ ผอ.กองกลาง ทุกกอง มีผู้สมัครสอบเกินกว่าจำนวนตำแหน่งที่ว่างมาก [6] คงอีกนานกว่าจะมีคนมาอุดช่องว่างตำแหน่งกำลังคนที่หดหายไป เพราะ อบต.มีขนาดเล็กรายได้น้อยไม่เกิน 20 ล้าน หรือมีประชากรไม่ถึง 7000 คน [7] ผลส่วนหนึ่งมาจากตำแหน่งโครงสร้างที่ไม่โตของ อปท. ทำให้มีข้าราชการส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะแท่งทั่วไป และแท่งวิชาการ แม้แต่แท่งบริหารอำนวยการที่เป็นข้าราชการอาวุโสที่มีอายุราชการมากเป็น “ผู้ได้รับผลกระทบจากระบบแท่ง” [8] แต่เพิ่งมีการ “สำรวจผลกระทบกันภายหลัง” เข้าสู่ระบบแท่งไปแล้ว ประโยชน์จากการสำรวจมองว่ามี “น้อยมาก” เพราะยิ่งทำให้ “มาตรการการเยียวยายากขึ้น” กล่าวคือประตูโอกาสการเยียวยาให้คงสภาพฐานะเดิมน้อย ในทางปกครองจึงยุ่งยากแก่การเยียวยา
ระบบอาวุโสเดิมหายหมด
ดังได้กล่าวแล้วว่า สรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความ สามารถเข้ามาทางานในองค์กร (Recruitment and Selection) การสรรหาโดยการสอบครั้งนี้ เป็น (1) การคัดเลือก ตามแท่ง และ (2) การสอบคัดเลือก เปลี่ยนแท่ง ได้แก่ (2.1) แท่งอำนวยการมาสู่แท่งบริหารท้องถิ่น และ (2.2) แท่งทั่วไปและแท่งวิชาการมาสู่แท่งอำนวยการ นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษาด้วย ซึ่งในการคัดเลือกในแท่งเดียวกันการไล่เรียงอาวุโสคงไม่ยาก ไม่มีปัญหา แต่การไล่เรียงอาวุโสการเปลี่ยนแท่งดูจะมีการคิดแปลงเป็นคะแนนที่ยาก ไม่ว่าจะเป็นคะแนนใน “คุณสมบัติ” (คะแนนดิบ) [9] หรือ คะแนนเมื่อเข้าสู่การสอบภาค ค (สัมภาษณ์) ว่าจะมีการกำหนดอัตราส่วนคะแนนอาวุโสกันอย่างไร เพราะ หากจะเรียงอาวุโสกันฟากหนึ่ง และ คะแนนดิบจากการทดสอบข้อเขียนกันอีกฟากหนึ่งก็ใช่ว่าจะสมดุลกัน เพราะ ความอาวุโสประสบการณ์จะไม่ได้เปรียบวิชาการความรู้มากนัก ทำให้ความสามารถเชิงวิชาการอาจด้อยกว่าเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้มีการเติบโตแบบเร่งรัดได้ หรือ “ระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง” (Fast track) [10]แต่ความอาวุโสประสบการณ์งานท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในเวลาสั้น ๆ ต้องสั่งสมประสบการณ์ และ ผ่านร้อนหนาวมามากกว่าปกติ ไม่ว่า การสุ่มเสี่ยงจากการตรวจสอบของหน่วยตรวจสอบทั้งหลาย โดยเฉพาะ สตง. ปปช. ปปท. อำเภอ จังหวัด และ การร้องเรียนตามช่องทางต่าง ๆ ฉะนั้น การแก่อาวุโสของท้องถิ่นจึงค่อนข้างมีนัยยะสำคัญ
เท้าความเดิมปรากฏการณ์ลดกระแสการติดล็อกไม่สามารถเคลื่อนย้ายบุคคลากรท้องถิ่นได้อย่างปกติ เป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในระบบบริหารงานบุคคลมานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องระบบคุณธรรม (Merit System) ในสายบริหาร (ปลัดและรองปลัด อปท.) ซึ่งระบบนี้เริ่มต้นมาจาก “เทศบาล” แต่เดิมนั้นระบบการแต่งตั้งจะมีการ “เรียงลำดับตำแหน่ง” ไปเริ่มจาก รองปลัด ระดับ 6 ปลัด ระดับ 6 รองปลัด ระดับ 7 ปลัด ระดับ 7 รองปลัด ระดับ 8 ปลัด ระดับ 8 และรองปลัด ระดับ 9 ปลัด ระดับ 9 ต่อมามีปัญหาการย้ายแต่งตั้งปลัด ระดับ 6 เนื่องจากมีการประเมิน ปลัดระดับ 5 ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ เทศบาลเดิม ได้รับการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้เป็นปลัดเทศบาลระดับ 6 ได้ จึงทำให้รองปลัดเทศบาล 6 ที่จะเลื่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดเทศบาลระดับ 6 ไม่ได้ ประมาณปี 2546 จึงมีการแก้ไขมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง “ปลัดเทศบาล และ รองปลัดเทศบาล ระดับ 6” [11] ให้เป็นตำแหน่งเดียวกัน (เท่ากัน) เพื่อเป็นการลดกระแสการจัดสรรตำแหน่งแต่งตั้งในระดับที่สูงขึ้นที่ไม่มีตำแหน่งว่าง จึงไม่สามารถก้าวหน้าตามระบบคุณธรรมได้
ในตำแหน่งรองปลัด ระดับ(ซี) 7-9 ก็ได้มีการแก้ไขมาตรฐานกำหนดตำแหน่งใหม่ โดยให้ “รองปลัดเทศบาล” (รวม อบต.และ อบจ.ด้วย) สามารถเติบโตได้ อาจเรียกว่า “เติบโตได้ในสายรองปลัดฯ” โดยกำหนดให้ การครองตำแหน่งรองปลัดนาน 4 ปี สามารถเลื่อนแต่งตั้งได้ในระดับรองปลัดที่สูงขึ้นได้ นอกเหนือจากการครองตำแหน่ง 2 ปี ที่มีคุณสมบัติคัดเลือกเป็น “ปลัดเทศบาล” ได้ ได้แก่ ครองตำแหน่งรองปลัด 7 ระยะ 4 ปี คัดเลือกเป็นรองปลัด 8 ได้ ครองตำแหน่งรองปลัด 8 ระยะ 4 ปี คัดเลือกเป็นรองปลัด 9 ได้ แต่ ไม่สามารถนำวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทมาลดระยะการครองตำแหน่งได้เหมือนปลัดเทศบาล และ สำหรับ ตำแหน่ง “รองปลัด อบจ.” นั้น มีการกำหนดมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่แปลกแตกต่างจากเทศบาลและ อบต. กล่าวคือ รองปลัด อบจ. ระดับ 7 ครองตำแหน่งรองปลัด 7 ระยะ 2 ปี คัดเลือกเป็นปลัด อบจ. 8 ได้ เมื่อก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 อปท. มีข้าราชการระดับ 1-10 ไม่มี ระดับ 11 อบจ. ได้กำหนดมาตรฐานกำหนดตำแหน่งว่า “นักบริหารงาน อบจ.7 คือ รองปลัด อบจ.หรือ ปลัด อบจ.ระดับ 7” เหมือนกับ เทศบาล และ อบต. ในระบบ ซี ที่กำหนดว่า “นักบริหารงานเทศบาลและอบต. 6 คือ รองปลัด หรือ ปลัด ระดับ 6” ผลก็คือ ใน อบจ. นักบริหารงาน อบจ. ซี 7 เท่ากันไม่ว่าจะเป็น รองปลัดหรือปลัด เหมือน เทศบาล อบต. ซี 6 ในข้อเท็จจริงนั้น อบจ.ไม่มีปลัด อบจ. ซี 6-7 มีแต่ รองปลัด อบจ.ซี 7 ซึ่งเมื่อเป็นแท่งก็คือ “รองปลัด อบจ.ต้น” เท่านั้น “ไม่มีปลัด อบจ.ต้น” ผลก็คือ รองปลัด อบจ. ซี 7 ครองตำแหน่ง 2 ปี สามารถคัดเลือกเป็น “รองปลัด อบจ. ซี 8” ได้ก็เพราะ ใน อบจ. ปลัด/รองปลัด ซี 7 คือตำแหน่งเดียวกัน [12] แต่ปัจจุบันได้เขียนมาตรฐานกำหนดตำแหน่งไว้เหมือนกันกับ เทศบาล และ อบต.แล้ว ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเส้นทางที่จะมาถึงตรงนี้ “ไม่เท่ากัน” และปัจจุบัน อบจ. “ไม่มีปลัด อบจ. ต้น” ก็ยังปรากฏมีมาตรฐานกำหนดตำแหน่งในระบบแท่งไว้
มีประเด็นว่า “Career Path” [13] หรือ เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเหมือนเช่นข้าราชการทั่วไป อธิบายอย่างง่ายก็คือ การเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งใด จากตำแหน่งนี้จะมีช่องทางเติบโตไปเป็นอะไรได้บ้าง ตำแหน่งสูงสุดคือตำแหน่งใด เพื่อให้คนทำงานมีความหวังความก้าวหน้ามีเป้าหมายในอาชีพของตน เพื่อการวางแผนเส้นทางเดินในอาชีพเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไรด้วยการสร้าง Career Path ด้วยมาตรฐานการบริหารงานบุคคล มีการสรรหาคัดเลือกบุคคลากรที่เป็นมาตรฐาน ตามหลักระบบคุฯธรรมในการบริหารงานบุคคลจึงเป็นสิ่งจำเป็น
[1]Phachern Thammasarangkoon, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 65 ฉบับที่ 32วันศุกร์ที่ 20- วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2561, เจาะประเด็นร้อน อปท.หน้า 66
[2]ดูล่าสุด ตามร่าง พรบ. ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... (ฉบับ สำนักงาน ส.ถ.), http://www.local.moi.go.th/200...
มาตรา 56 อปท. ใดมีตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่นและตำแหน่งประเภทอำนวยการท้องถิ่น หรือตำแหน่งอื่นที่ ก.ถ. ประกาศกำหนดว่างลง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นแต่งตั้งผู้ที่ผ่านการทดสอบจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา 45 ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวภายใน 60 วัน
มาตรา 45 ให้ ก.ถ. ดำเนินการหรือจัดให้มีการสอบคัดเลือกและคัดเลือกด้วยการทดสอบความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานสำหรับตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่น ประเภทอำนวยการท้องถิ่นและตำแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษา หรือตำแหน่งอื่นที่ ก.ถ. ประกาศกำหนด ตามระยะเวลาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบเรียงตามลำดับคะแนนที่ผ่านการทดสอบ จากมากไปหาน้อย แล้วประกาศบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบนั้น พร้อมทั้งแจ้งให้ อปท. ทราบ เพื่อใช้แต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งที่สอบคัดเลือกหรือคัดเลือกได้แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ก.ถ. อาจมอบให้ อ.ก.ถ.จังหวัด ดำเนินการแทนได้เท่าที่จำเป็น
ระยะเวลาการจัดให้มีการทดสอบต้องคำนึงถึงการเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติได้เข้ารับการทดสอบได้อย่างทั่วถึง
การทดสอบ ขึ้นบัญชีผู้ผ่านการทดสอบ และรายละเอียดที่เกี่ยวกับการทดสอบ ให้เป็นไปตามที่ ก.ถ.ประกาศกำหนด
[3]ร่าง พรบ. ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... (ฉบับ สำนักงาน ส.ถ.) มาตรา 125 กรณีผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดไม่ดำเนินการตามมาตรา 56 ภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นอันสมควร ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของ ก.ถ. เป็นผู้ใช้อำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นและแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา 45 และมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นได้
[4]คำสั่ง หน.คสช.ที่ 8/2560 ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น, http://library2.parliament.go....
[5]สำนักงาน ก.ถ. เปิดเผยร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการท้องถิ่น “มาตรา 57 กำหนดวาระ ปลัด อปท. 4 ปี ต้องสับเปลี่ยนโอนไป อปท. อื่น”, 19 มีนาคม 2561, http://www.thailocalmeet.com/i...
[6]ดูข้อมูลจาก ปลัดเชื้อ ฮั่นจินดา ผู้แทนปลัด อบต. ใน ก.กลาง และดูประกอบประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบบริหารอำนวยการของ กสถ. & เช็กด่วน! สถ.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบตำแหน่ง สายงานผู้บริหารท้องถิ่น, 28 มกราคม 2561, https://www.thairath.co.th/content/1188825
& ดู ประกาศคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร เรื่อง รายชื่อพนักงานส่วนตำบลผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาภาคความรู้ความสามารถเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร, https://file.job.thai.com/prakad/dla201706/dla201706_9.pdf
[7]ปลัดระดับ 8 : รายได้ 20 ล้านบาทขึ้นไป ผอ.กอง 8 : ต้องมีรายได้ 40 ล้านบาทขึ้นไป /มีรองปลัดระดับ 8 ได้ เมื่อมีส่วนราชการระดับ 8
มติ ก.อบต. เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 กำหนดโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้แบ่งขนาด อบต. มี 5 เกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้
(1) เกณฑ์ระดับรายได้ แยก 3 ขนาด (1.1) รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนสูงกว่า 20 ล้านบาท เป็น อบต.ขนาดใหญ่ (1.2) รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุน 6-20 ล้านบาท เป็น อบต.ขนาดกลาง (1.3) รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่า 6 ล้านบาท เป็น อบต.ขนาดเล็ก
(2) เกณฑ์ตัวชี้วัดด้านค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่เกินร้อยละ 40
(3) เกณฑ์ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและสังคม 18 เกณฑ์ (3.1) จำนวนพื้นที่ (3.2) จำนวนประชากร (3.3) จำนวนโครงสร้างพื้นฐาน (3.4) จำนวนโรงฆ่าสัตว์ (3.5) จำนวนตลาดสด (3.6) จำนวนโรงงานนิคมอุตสาหกรรม (3.7) จำนวนโรงเรียน (3.8) จำนวนศูนย์พัฒนาเด็ก (3.9) จำนวนโรงแรม (3.10) จำนวนศาสนสถาน (3.11) จำนวนสถานพยาบาล (3.12) จำนวนศูนย์การค้า (3.13) การประกาศให้ อบต. เป็นเขตควบคุมอาคาร (3.14) การประกาศให้ใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย (3.15) จำนวนวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (3.16) จำนวนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือด้านการกำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล (3.17) จำนวนโครงสร้างส่วนราชการ (3.18) จำนวนหน่วยกิจการพาณิชย์
(4) เกณฑ์ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพในการปฏิบัติ 4 เกณฑ์ (4.1) ประสิทธิภาพด้านการจัดเก็บรายได้ (4.2) ประสิทธิภาพด้านการบริหารแผนงานและงบประมาณ (4.3) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านงานบุคคล (4.4) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านการบริการ
(5) เกณฑ์ตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาล 6 เกณฑ์ (5.1) หลักนิติธรรม (5.2) หลักคุณธรรม (5.3) หลักความโปร่งใส (5.4) การมีส่วนร่วมของประชาชน (5.5) หลักความรับผิดชอบ (5.6) ความคุ้มค่า
[8]หายข้องใจ ... อธิบดี สถ. แจงชัดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบสายงานผู้บริหารท้องถิ่น, 9 พฤศจิกายน 2560, http://www.tnews.co.th/content...
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการสรรหาตำแหน่งสายงานผู้บริหารท้องถิ่น ได้กำหนดให้มีการรับสมัครข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ซึ่งมีกำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 นั้น ปรากฏว่ามีข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบสรรหาในครั้งนี้ เนื่องจากตำแหน่งเดียวกันแต่มีเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งแตกต่างกัน เช่น เจ้าพนักงานธุรการ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน ปรากฏว่า มีการกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 10 ปี และ 8 ปี เป็นผู้มีคุณสมบัติในการสมัครสอบในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย ประเภทอำนวยการท้องถิ่น ระดับต้น จึงขอชี้แจงว่า ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่แตกต่างกันดังกล่าวเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบจำแนกตำแหน่งจากระบบซีเป็นระบบแท่ง จึงต้องกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ กลุ่มข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้ระบบจำแนกตำแหน่งในระบบซี และกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้ระบบจำแนกตำแหน่งในระบบแท่ง
[9]เดิม คะแนนประวัติการรับราชการ(คุณสมบัติ)มีเกณฑ์ดังนี้
(1) เงินเดือนปัจจุบัน (2) วุฒิการศึกษา (ระบุชื่อวุฒิการศึกษาสูงสุดที่ได้รับซึ่งเป็นคุณวุฒิที่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่สมัคร) (3) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ได้แก่ (3.1) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งปัจจุบันในสายงานระดับปัจจุบัน (3.2) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในสายงานปัจจุบัน (นับตั้งแต่วันเริ่มตำแหน่งในสายงานผู้บริหาร) (4) อายุราชการ (ปี/เดือน/วัน) (5) ความผิดย้อนหลัง 5 ปี (ระบุการถูกลงโทษทางวินัย) (6) การพิจารณาความดีความชอบ (ย้อนหลัง 5 ปี)
& ปัจจุบัน เกณฑ์การให้คะแนนคุณสมบัติ (สอบ 25 มีนาคม 2561), ดูตัวอย่างกรณี อบจ. (เทศบาล และ อบต. เหมือนกัน), ตามประกาศคณะอนุกรรมการสรรหาข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร เรื่อง เกณฑ์การให้คะแนนประวัติการรับราชการ ลงวันที่ 26 มกราคม 2561, https://file.job.thai.com/prakad/dla201706/dla201706_3.pdf
รวม 20 คะแนน ดังนี้ (1) วุฒิการศึกษา คะแนนเต็ม 5 คะแนน (2) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในตำแหน่งสายงานและระดับปัจจุบัน ของแต่ละตำแหน่งสายงาน และระดับ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันเข้าสู่ตำแหน่งสายงานและระดับปัจจุบัน (นับรวมการดำรงตำแหน่งระบบซีและระบบแท่ง) จนถึงวันปิดรับสมัคร 15 ธันวาคม 2560 (หน่วยนับ : เดือน เศษวันให้ปัดทิ้ง) คะแนนเต็ม 5 คะแนน (3) ความผิดทางวินัยย้อนหลัง 5 ปี (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 – 30 กันยายน 2560) คะแนนเต็ม 5 คะแนน (4) การพิจารณาความดีความชอบกรณีพิเศษย้อนหลัง 5 ปี (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 – 30 กันยายน 2560) คะแนนเต็ม 5 คะแนน
[10]เตรียมรับระบบ Fast Track ในกองทัพเรือ, ระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง, ในกระดานข่าวนายเรือ96, 2 กันยายน 2553, https://navy96.activeboard.com...
[11]นักบริหารงานเทศบาล 6 ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ในฐานะปลัดเทศบาลหรือรองปลัดเทศบาล...
ก.ท.กำหนดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 และแก้ไขเพิ่มเติมตามมติ ก.ท. ครั้งที่ 8/2546 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 ครั้งที่ 11/2546 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2546 และ ครั้งที่ 2/2550 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550
[12]ก.จ.กำหนดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 และแก้ไขเพิ่มเติมตามมติ ก.จ. ครั้งที่ 3/2550 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550
นักบริหารงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด 7 ระดับ 7 ตำแหน่งประเภทบริหาร
ชื่อตำแหน่ง นักบริหารงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด 7
ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
1. ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางกฎหมาย การปกครอง รัฐศาสตร์การบริหารรัฐกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือทางอื่นที่ ก.จ.กำหนดว่าใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้ และ
2. ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักปลัด อบจ. 7 (นักบริหารงานทั่วไป 7)ผู้อำนวยการกองระดับ 7 หรือที่ ก.จ.เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยจะต้องปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการบริหารงานท้องถิ่นหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
[13]ดู เตรียมรับระบบ Fast Track ในกองทัพเรือ, ระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง, ในกระดานข่าวนายเรือ96, 2 กันยายน 2553, https://navy96.activeboard.com/t37996536/fast-track/
& Career Path คืออะไร, https://th.jobsdb.com/th-th/articles/career-path-คืออะไร
การออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
1. ระดับตำแหน่งงาน (Career Level) ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นจะบอกถึงความก้าวหน้าจากการทำงานอาชีพนั้น ๆ เช่น จากระดับเจ้าหน้าที่ เป็นหัวหน้างาน เป็นระดับอาวุโส เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ เป็นรองผู้จัดการ เป็นผู้จัดการ เป็นผู้บริหารระดับสูง ในสายงานของคุณต้องผ่านตำแหน่งอะไรบ้าง จึงจะไปถึงตำแหน่งที่คุณใฝ่ฝัน
2. เป้าหมายของงาน (Target Job) ต้องมองว่าตำแหน่งที่คุณต้องการจะขึ้นไปนั้นต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร มีผลงานในระดับใด ต้องใช้ทักษะอะไร ต้องมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง หรืออาจวัดจากคุณภาพของงาน ปริมาณงานที่ทำ และอายุงานเป็นเกณฑ์กำหนด คุณควรศึกษาและหาทางพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นให้ถูกทาง
3. ขอบเขตของหน้าที่ (Functional Area) การจะเลื่อนตำแหน่งได้นั้น คุณต้องสามารถรับผิดชอบงานที่มากขึ้นได้ด้วย ทั้งในเชิงปริมาณและขอบเขตงานที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ควรศึกษาถึงขอบเขตของงานและหน้าที่ที่คุณจะต้องทำในตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย