
ในวันนี้ (28 มีนาคม 2561) ขณะที่เกือบๆ จะ 200 ชีวิตพาตัวเองมุดถ้ำ แวกว่าย ดำน้ำในทะเลตรัง ผมกลับเลือกที่จะนั่งชมวิวความงามของทะเลอยู่บนลำเรือ
ผมชัดเจนตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้วว่า "จะไม่ลงเล่นน้ำ" ชัดเจนด้วยการแจ้งผ่านที่ประชุมอย่างฉะฉาน ในทำนองว่าใครจะลงหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วขออนุญาตที่ "จะไม่ลง" 555
ผมให้เหตุผลในแบบฉบับ "คนป่า" ที่ผมเป็นประมาณว่า "ผมชอบทะเล แต่ก็ไม่ได้หลงรักการดำผุดดำว่ายเท่าใดนัก ตรงกันข้ามคือการหลงรักทรายหาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทอดเท้าท่ามสายลมและสายฝนพรำบนชายหาดเสียมากกว่า รวมถึงการยังซื่อสัตย์ต่อภูเขาที่มากมีด้วยหมู่มวลเมฆหมอกและฝนพรำ"
ครับ-ผมกล่าวด้วยท่วงทำนองนั้นจริงๆ เป็นการกล่าวด้วยความเคารพต่อท้องทะเล ดีกว่าบิดเบือน เสแสร้ง
หากแต่ในเนื้อแท้ที่พูดไม่ชัดและเก็บงำไว้ก็คือ...จริงๆ แล้วผมหวั่นหวาดกับการเมาเรือ เมาคลื่น และอดทนน้อยนักกับเจ้าความหนืบเหนียวและแสนเค็มของทะเล รู้ทั้งรู้ว่านั่นคืออัตลักษณ์และเสน่ห์ของมหาสมุทร แค่ก็อดที่จะรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้อยู่ดี 5555555
ถึงกระนั้นก็เถอะ เมื่อถึงคราวต้องเดินทางจริงๆ ผมมิวายแอบตระเตรียมชุดเล่นน้ำไปด้วยเหมือนกัน เพราะรู้นิสัย (สันดาน) ตัวเองดีว่า เป็นคนสุดแสนจะอ่อนไหว แถมเป็นคนประเภทไม่มีภูมิต้านทานการเชื้อเชิญและการใจแข็งที่จะปฏิเสธความน่ารักของท้องทะเลได้ --
แน่นอน เมื่อต้องเดินทาง สิ่งที่ผมปฏิบัติเสมอมาก็คือการพกพา "หนังสือ" ไปด้วย เรียกได้ว่า อ่านไม่อ่านไม่รู้ละ เป็นตายร้ายดีก็ต้องพกให้อุ่นใจไว้ก่อน
และครั้งนี้ หนังสือที่พกพาลงทะเลไปด้วยก็คือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน" ที่แปลโดย สกุณี อาชวานันทกุล ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ openbooks
ผมคงไม่จำเป็นต้องกล่าวแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้มากความ เพราะเป็นหนังสือที่ขายดิบขายดี ได้รับความนิยมชมชอบอย่างแพร่หลายในสังคมนักอ่านบ้านเรา -
อันที่จริงผมเคยซื้อมาเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อน (แต่ยังไม่ได้อ่าน) บางเล่มมีคนยืม (แล้วไม่คืน) ขณะบางเล่ม มอบให้มิ่งมิตรไปอย่างเต็มใจ จนล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงซื้อจากถนนย่านสะพานควายมาเก็บประดับตู้หนังสือของตนเอง
หนังสือเหล่านี้รวบรวมถ้อยคำแห่งชีวิตจากสุนทรพจน์ของบุคคลสำคัญไว้หลายคน ทั้งที่เป็นนักคิด นักเขียน นักร้อง นักธุรกิจ นักการเมือง นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการ นักแสดง ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนได้กล่าวไว้ในวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ยกตัวอย่างบุคคลที่ผมคุ้นชื่อมากเป็นพิเศษ ก็เช่น สตีฟ จ็อบส์ บิว เกตส์ บารัค โอบามา โจแอนน์ แคเธอรีน โรวลิ่ง
หากแต่ในที่นี้ ผมเลือกที่จะนำถ้อยคำของ “โจแอนน์ แคเธอรีน โรวลิ่ง” ผู้ประพันธ์ Harry Potter อันเลื่องชื่อที่ทำยอดจำหน่ายกว่า 400 ล้านเล่ม และถูกแปล 65 ภาษา พร้อมๆ กับการยกระดับจากหนังสือสู่การเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังยิ่งกว่าพลุแตก กวาดรายได้ถล่มทลาย รวมถึงมากล้นด้วยคำชมเฉกเช่นกับการชื่นชมอรรถรสที่ปรากฏในหนังสือ
ถัดจากนี้ไป คือส่วนหนึ่งในถ้อยคำที่เธอได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ในงานรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ซึ่งผมอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ - อ่านแล้วช่วยให้ผมได้หยุดคิดทบทวนความเป็นโลกและชีวิต ทั้งโดยส่วนตัวและสังคมอย่างน่าเคารพ
ใช่ครับ - ย้ำว่าเป็นความชื่นชอบส่วนตัวของผมเอง ส่วนกัลยาณมิตรท่านใดอ่านแล้วอาจรู้สึกตรงกันข้ามกับที่ผมรู้สึก สิ่งนั้นเราไม่ว่ากัน -
- ลำพังการมีชิตอยู่ของเราก็กระทบกับชีวิตของคนอื่นแล้ว
- ขณะที่พวกคุณยืนอยู่บนธรณีประตูของสิ่งที่บางครั้งเรียกว่า “ชีวิตจริง” ฉันอยากจะยกย่องความสำคัญของ “จินตนาการ”
- ฉันคิดว่าคนที่ขาดจินตนาการ เพราะไม่ยอมใช้มันนั้น มองเห็นสัตว์ร้ายมากกว่าคนอื่น และมักจะหวาดกลัวกว่าคนอื่น
- การโทษพ่อแม่ว่าขับรถพาคุณผิดทางนั้นมีวันหมดอายุ เมื่อไหร่ที่คุณโตพอที่จะถือพวงมาลัยเอง ความรับผิดชอบย่อมตกเป็นของคุณ
- ความยากจนหมายถึงการถูกดูหมิ่นดูแคลน และต้องทนกับความยากลำบากไร้สาระนับพันครั้ง แน่นอนว่าการปีนออกมาจากความยากจนด้วยตนเองนั้นคือสิ่งที่จะทำให้คุณภูมิใจ แต่มีเพียงคนเขลาเท่านั้นที่จะมองว่า ความยากจนในตัวมันเองเป็นเรื่องโรแมนติก

- อันที่จริงนิยาม “ความล้มเหลว” สำหรับพวกคุณอาจอยู่ไม่ไกลจากนิยาม “ความสำเร็จ” ในความคิดของคนทั่วไป เพราะคุณบินสูงแล้วในทางการศึกษา
- ไม่มีทางที่ใครจะใช้ชีวิตโดยไม่เคยล้มเหลวกับอะไรเลย ยกเว้นในกรณีที่คุณใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากเสียจนคุณไม่เกิดมาเลยจะดีกว่า ซึ่งในกรณีนั้นก็เท่ากับว่าคุณล้มเหลวโดยอัตโนมัติ
- ชีวิตเป็นเรื่องยาก ซับซ้อนและไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะยอมรับความจริงข้อนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากความผันผวนของชีวิต
- จินตนาการไม่ได้เป็นเพียงสมรรถภาพพิเศษของมนุษย์ในการมองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่- ดังนั้นมันจึงเป็นต้นธารของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทุกๆ อย่าง
- จินตนาการ คือพลังที่ทำให้เราสามารถเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่เราไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกันกับพวกเขา
- มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ บนโลกใบนี้ตรงที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตนเอง มนุษย์สามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น และสามารถจิตนาการถึงสถานการณ์ที่ผู้อื่นได้ประสบพบเจอ
นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมคัดลอกจากทั้งปวงที่ โจแอนน์ แคเธอรีน โรวลิ่ง ได้แสดงสุนทรพจน์ เธอผู้ซึ่งให้ค่าของจินตนาการสำคัญไม่ด้อยไปกว่าความรู้ หรือศาสตร์แขนงอื่นๆ
รวมถึงการมองชีวิตบนฐานของการใช้ชีวิตตามความฝันผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง
พร้อมๆ กับการอาทรต่อเพื่อนมนุษย์ แถมยังนิยามความหมายของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ



แต่เชื่อมั่นว่า ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สอนหลายเรื่องจนเกือบครบถ้วน ทั้งยังสร้างคนคุณภาพเพื่อสังคมได้ชัดเจนแจ่งแจ้ง ผ่านการเรียนรู้ ดู-ทำ วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนคงไม่ยากสำหรับนิสิต(เก่า) เมื่อพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยไป เพระาเมื่อฐานแน่นทั้ง IQ และ EQ ย่อมส่งผลให้สามารถ "เรียนรู้" วิชานอกรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างสง่างาม
-สวัสดีครับอาจารย์
-อ่านบันทึกนี้แล้วก็ชอบประโยคนี้.."ลำพังการมีชีวิตอยู่ของเราก็กระทบกับชีวิตของคนอื่นแล้ว"
-จะทำเช่นไรให้กระทบกับชีวิตคนอื่นน้อยที่สุด เพียงคนละนิด ก็พอ...
-ประสบการณ์ชีวิตมีอยู่ในทุกๆ ที่นะครับ
-ด้วยความระลึกถึงอาจารย์
-ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ไทย ครับ..
สวัสดีครับ คุณครูยอด
ขอบคุณสำหรับคำชื่นชมหนุนเสริมพลังชีวิต นะครับหลายอย่าง ผมก็เรียนรู้มาจากเพื่อนบ้านอย่าง ม.ขอนแก่น เช่นกันครับแต่หลายๆ อย่างที่ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ ก็เรียนรู้มาจากการลงมือทำจริง เรียนรู้จากสังคมภายนอกโดยเฉพาะการเป็นวิทยากรในเวทีต่างๆ ซึ่งได้พัฒนาตนเองจากสถานการณ์จริงและได้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอ เจอแล้วขบคิด แล้วประยุกต์เข้าหาตัวเอง -
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.เพชรน้ำหนึ่ง
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับวาทะนี้ “ประสบการณ์ชีวิตมีอยู่ในทุกๆ ที่”
ผมมองว่า ทุกถิ่นฐาน และทุกคนเป็นครูสำหรับเราเสมอ แม้กระทั่งเรื่องร้ายๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเรา เพียงแต่เราต้องข้ามพ้นไม่ซ้ำรอยเดิม นั่นเอง
ขอบคุณครับ