บันทึกชุด ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ นี้ ตีความจากหนังสือ Small Teaching : Everyday Lessons from the Science of Learning (2016)  เขียนโดย James M. Lang

 ตอนที่ ๑๐ สร้างโลกทัศน์พัฒนา  ตีความจากบทที่ 8 Growing   โดยที่เป็นบันทึกที่ ๒ ของตอนที่ ๓ ซึ่งว่าด้วยแรงบันดาลใจ    โดยตอนที่ ๑๐ นี้เป็นเรื่องของการสร้างโลกทัศน์พัฒนาให้แก่นักศึกษา และแก่ชั้นเรียน

 

คำนำ

เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าผลงานวิจัยของสองนักจิตวิทยาการเรียนรู้ Carol Dweck และ Claudia Mueller ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1998  บอกว่าการชมความฉลาดเป็นผลร้ายต่อเด็ก    ทำให้แรงจูงใจลดลง และการบรรลุสมรรถนะลดลง    ผลงานวิจัยดังกล่าวนำไปสู่การวิจัยสืบเนื่อง และความรู้ใหม่เรื่อง growth mindset (กระบวนทัศน์พัฒนา)  และ fixed mindset (กระบวนทัศน์หยุดนิ่ง)    ที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของเด็ก และต่อมาพบว่ามีผลต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย

คำแนะนำคือ ให้เน้นชมความพยายาม อย่าเน้นชมความฉลาดหรือความเก่ง    การชมความพยายามจะช่วยสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา ซึ่งนำไปสู่แรงจูงใจให้มีความมานะพยายาม   ส่วนการชมความเก่งจะสร้างกระบวนทัศน์หยุดนิ่ง ซึ่งนำไปสู่การท้อถอยเมื่อเผชิญบทเรียนที่ยาก      

หนังสือ Small Teaching เล่าเรื่องการวิจัยที่น่าสนใจมากมาย    แต่ผมจะไม่นำมาเล่า ท่านที่สนใจจริงๆ อ่านได้จากหนังสือ เลี้ยงให้รุ่ง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ OpenWorlds

 

ทฤษฎี

ทฤษฎีสำคัญคือทฤษฎีว่าด้วยกระบวนทัศน์    ว่าด้วยบทบาทของพ่อแม่ ครู อาจารย์ ในการสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา    ระมัดระวังไม่เผลอสร้างกระบวนทัศน์หยุดนิ่งให้แก่เด็ก    รวมทั้งช่วยแก้ไขกระบวนทัศน์หยุดนิ่งในเด็กบางคน

ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาตร์และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บอกเราว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้มากกว่าที่คิด  และศักยภาพนั้นมีอยู่ตลอดชีวิต    ผมได้เขียนหนังสือเรื่อง เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ สื่อสารแนวคิดและวิธีการเอื้อให้เด็กบรรลุศักยภาพังกล่าว    หนังสือเล่มนี้ให้ดาวน์โหลด pdf file ได้ฟรี  

ทฤษฎีสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ กระบวนทัศน์เปลี่ยนได้    โดยมีรายละเอียดในหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ที่ดาวน์โหลดได้ฟรีเช่นเดียวกัน    

ผลการวิจัยที่จุดพลุเรื่อง ผลของกระบวนทัศน์ต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ ของ Carol Dweck และ Claudia Mueller ทำในเด็ก ป. ๕   ต่อมา Richard Robins และ Jennifer Pals ศึกษากระบวนทัศน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย เบิร์กเล่ย์ จำนวนกว่า ๕๐๐ คน    พบว่านักศึกษากลุ่มที่มีกระบวนทัศน์พัฒนา  กับกลุ่มที่มีกระบวนทัศน์หยุดนิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่อง เจตคติต่อการเรียน และเรื่องพฤติกรรมในการเรียนรู้    ท่านที่สนใจจริงๆ อ่านได้จากหนังสือ Self-Theories : Their Roles in Motivation, Personality and Development (2000) เขียนโดย Carol S. Dweck    ซึ่งค้นอ่านได้ฟรีทางออนไลน์    ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่เชื่อในความฉลาดของตนมักเรียนเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตน  ในขณะที่นักศึกษาที่เชื่อในความพยายาม เรียนเพื่อบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้    เมื่อผลการเรียนไม่ดี นักศึกษาที่เชื่อในความฉลาดของตน โทษความไม่ถนัดของตน  แต่เมื่อผลการเรียนดีก็บอกว่าโชคช่วย  ซึ่งต่างจากนักศึกษาที่เชื่อในความพยายาม เมื่อผลการเรียนไม่ดี ก็บอกว่ายังพยายามไม่พอ ต้องเพิ่มความมานะพยายามยิ่งขึ้น หาวิธีเรียนที่ดีกว่า    และเมื่อบรรลุเป้าหมายก็บอกว่าเป็นผลจากความอดทนมานะพยายาม    เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทาย นักศึกษาที่เชื่อในความฉลาดของตนจะละความพยายามได้เร็วกว่า   เป็นต้น  

ทฤษฎีสำคัญที่ควรย้ำในที่นี้คือ ความฉลาด หรือสมองดี สร้างได้     ที่จริงเป้าหมายของการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งคือฝึกสมอง ทำให้ฉลาดขึ้น หรือสมองดีขึ้น    และการสร้างสมองดี ขึ้นกับกระบวนทัศน์ของเจ้าตัว    คนที่มี กระบวนทัศน์พัฒนา จะสร้างสมองดีให้แก่ตนเองได้ดีกว่า

ข้อสรุปเชิงทฤษฎีที่สำคัญที่สุดคือ เด็กที่มีกระบวนทัศน์พัฒนาจะมีผลการเรียนดีกว่า     และชั้นเรียนที่อบอวลไปด้วยกระบวนทัศน์พัฒนา เป็นชั้นเรียนที่ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ดีกว่า     ซึ่งหมายความว่า ครูอาจารย์ สามารถใช้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้มี กระบวนทัศน์พัฒนา    เพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีของศิษย์ 

มีงานวิจัยที่บอกว่าองค์กรที่มีบรรยากาศของ กระบวนทัศน์พัฒนา  เป็นองค์กรที่มีผลการประกอบการดีกว่า  เป็นองค์กรเรียนรู้มากกว่า     ชั้นเรียนเป็นเสมือนองค์กร   ชั้นเรียนที่มีกระบวนทัศน์พัฒนาจึงมีคุณต่อนักศึกษา ๒ ด้าน คือ (๑) ผลลัพธ์การเรียนรู้สูง  (๒) บ่มเพาะนิสัยและทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ศิษย์

ผลงานวิจัยบอกว่า องค์กรที่มี กระบวนทัศน์พัฒนา มีลักษณะ (๑) ส่งเสริมความร่วมมือ  (๒) ส่งเสริมนวัตกรรมและความริเริ่มสร้างสรรค์  (๓) ส่งเสริมให้พนักงานทดลองสิ่งใหม่ โดยคอยช่วยลดความเสี่ยง  (๔) มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมน้อย เช่นการโกง  (๕) พนักงานเติบโตก้าวหน้า     ดังนั้นห้องเรียนที่มี กระบวนทัศน์พัฒนา จะเห็นความร่วมมือกันในการเรียนของนักศึกษา    เห็นนวัตกรรมและความสร้างสรรค์  เห็นความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และกล้าเสี่ยง    รวมทั้งเป็นชั้นเรียนที่มีความซื่อสัตย์ทางวิชาการ  

ดังนั้น อาจารย์ต้องสร้าง กระบวนทัศน์พัฒนา ขึ้นในห้องเรียน       

 

รูปแบบวิธีการ

วิธีการประยุกต์ small teaching ในเรื่องนี้ ทำโดยออกแบบการเรียนรู้ให้สื่อสารการให้ความสำคัญแก่การพัฒนาอยู่ในที    และเปลี่ยนวิธีสื่อสารกับนักศึกษา    เพื่อใส่หลักการต่อไปนี้ในชั้นเรียน

ให้รางวัลแก่ผลการเรียนที่พัฒนาขึ้น

ออกแบบการประเมินที่ให้คุณค่าแก่การพัฒนาปัญญาของนักศึกษา     คือตั้งเป้าของการเรียนรู้ แล้วให้โอกาสนักศึกษาได้ฝึกและได้รับ feedback เพื่อปรับปรุง    กี่รอบก็ได้ จนบรรลุเป้าหมาย ก็ได้คะแนน    ไม่มีการหักคะแนนคนที่เรียนช้า    

อีกวิธีหนึ่งคือ ให้น้ำหนักแก่การทดสอบครั้งหลังๆ มากกว่าครั้งแรกๆ    ไม่เฉลี่ยคะแนนเท่าๆ กัน    เช่น มีการสอบย่อย ๓ ครั้ง  และสอบไล่ปลายเทอม ๑ ครั้ง (มีคะแนนเก็บจากการบ้าน ๓๐)    อาจารย์ไม่ให้น้ำหนักคะแนน ๑๕, ๑๕, ๑๕, ๒๕   แต่ไห้ ๑๐, ๑๕, ๒๐, ๒๕    

วิธีที่ล้ำยุคคือ ให้แก้ไขคำตอบของข้อสอบได้    วิธีที่มีคนใช้แบบสุดทางคือ แก้กี่ครั้งก็ได้    แต่ James Lang แนะนำให้ค่อยๆ ลองใช้    เริ่มจากให้แก้ หรือสอบใหม่ ได้ ๑ ครั้ง     วิธีนี้ข้อเสียคืออาจารย์ต้องตรวจข้อสอบเพิ่มขึ้น    แต่ตามประสบการณ์ของ James Lang  มีนักศึกษาไม่มากที่ขอใช้สิทธิ์    และอาจารย์พึงตระหนักว่าหัวใจสำคัญของการให้สอบแก้ตัวใหม่ได้นั้น เป้าหมายไม่ใช่แค่ผลสอบ    แต่เน้นที่การเรียนรู้ในภาพรวมของตัวนักศึกษา     และหากผลการเรียนรู้ไม่เข้าเป้า ก็ให้พยายามเรียนรู้เพิ่มเติม รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงตนเองด้วย    เท่ากับใช้มาตรการนี้ในการพัฒนา กระบวนทัศน์พัฒนา ของนักศึกษา

ข้อพึงระวังคือ ในการทดสอบครั้งแรกอย่าออกข้อสอบที่ยากสุดๆ เพื่อทดสอบภูมิรู้ของนักศึกษา     แม้ข้อสอบแบบแบบนี้จะเป็นสัญญาณให้นักศึกษาที่มี กระบวนทัศน์พัฒนา ในระดับสูง ใช้ความมานะพยายามในการเรียนมากขึ้น    แต่ต้องไม่ลืมว่าในชั้นเรียนมีนักศึกษาที่มี กระบวนทัศน์พัฒนา ต่ำอยู่ด้วย     นักศึกษาเหล่านี้จะถอดใจได้ง่าย    ในทางจิตวิทยา อาจารย์ควรออกข้อสอบในการทดสอบครั้งแรกไม่ยากเกินไป ให้นักศึกษาได้เกิดกำลังใจเรียนจากการมีความสำเร็จในเบื้องต้น     

ให้คำแนะนำป้อนกลับโดยใช้ภาษาแห่งความงอกงาม

นี่คือหลักการง่ายๆ ตามแนวทาง ชมความพยายาม  ไม่ชมความเก่ง     ชมผลงานที่ดี และถามถึงความพยายามที่ใช้    อาจชมผลงานและชวนคุยว่า อาจใช้ความพยายามผลิตผลงานที่ดียิ่งกว่านั้นได้อย่างไร    

คุยเรื่องความงอกงาม

ถ้อยคำที่ใช้ในเอกสารอธิบายรายวิชา  และคำสนทนาที่อาจารย์ใช้กับนักศึกษา  ต้องเป็นภาษาแห่งความงอกงาม    ไม่ใช่ภาษาแห่งความหยุดนิ่ง     มีคนทำวิจัยเรื่องภาษาแห่งความหยุดนิ่งที่นักศึกษารายงานว่าอาจารย์มักใช้ดังนี้

  • เธอต้องเข้าใจหลักการและสูตร หรือมิฉนั้นก็ไม่เข้าใจ    เธออาจเป็นคนแบบที่สามารถเข้าใจคณิตศาสตร์ หรือมิฉนั้นก็ไม่มีความสามารถ
  • ในชั้นเรียนของอาจารย์ ร้อยละ ๓๐ ของนักศึกษาจะสอบตก    ร้อยละ ๒๐ จะได้เกรด D   เป็นอย่างนี้ทุกปี  และปีนี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน
  • อาจารย์บอกว่า วิชานี้อาจารย์สอนแบบวิทยาศาสตร์    นักศึกษาคนไหนไม่ถนัดวิทยาศาสตร์ ควรหาทางย้ายไปเรียนกับอาจารย์ท่านอื่น

นักศึกษากลุ่มเดียวกัน รายงานถ้อยคำที่อาจารย์ใช้ภาษาแห่งความงอกงาม  ที่สร้างแรงบันดาลใจต่อความมานะพยายามของนักศึกษา ดังนี้

  • นักศึกษารุ่นที่แล้วคนหนึ่ง ที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่ตั้งใจเรียนมาก   เข้าเรียนทุกคาบ  และมาปรึกษาอาจารย์ในช่วงเวลาที่เปิดให้นักศึกษามาซักถามหรือขอคำแนะนำบ่อยๆ    ในที่สุด สอบได้คะแนนสูงสุดในชั้น
  • อาจารย์บอกว่า เป้าหมายของการฝึกหัดไม่ใช่เพื่อดูความสามารถหรือผลลัพธ์    แต่เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานและเข้าใจวิทยาศาสตร์ดีขึ้น  
  • นักศึกษาไม่มีประสบการณ์การเขียนบทความวิทยาศาสตร์    แต่ชั้นเรียนของเรามี “ระบบ ๗๒ ชั่วโมง” คือให้นักศึกษาส่งงานได้ ๗๒ ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดส่งงาน    เพื่อให้ผู้ช่วยอาจารย์ (TA – Teaching Assistant) ได้อ่านและให้คำแนะนำให้ปรับปรุง (feedback)   แล้วนักศึกษานำกลับไปปรับปรุง ก่อนนำส่งอาจารย์เพื่อรับคะแนน      

อาจารย์ควรตรวจสอบทบทวนเอกสารบรรยายรายวิชา  กระดาษการบ้าน  และเอกสารอื่นๆ ที่ใช้สื่อสารกับนักศึกษา    ว่าได้ใช้ภาษาที่ยืนยันความเชื่อมั่นว่านักศึกษาสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนวิชานี้ได้ หากมีความมานะพยายาม ไม่ท้อถอย    เมื่ออาจารย์เอาใจใส่ระมัดระวังขนาดนั้น   คำพูดแบบไม่เป็นทางการของอาจารย์ก็จะสื่อสาร กระบวนทัศน์พัฒนา เช่นเดียวกัน  

ส่งเสริมยุทธศาสตร์เพื่อความสำเร็จของนักศึกษา

James Lang อ้างถึง Joe Hoyle ศาสตราจารย์สาขาบัญชีแห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ผู้มีชื่อเสียง และได้รับการยกย่องสูงยิ่ง ด้านการจัดการเรียนการสอน    ยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสำเร็จด้วยจิตวิทยาเชิงบวก ที่ส่งเสริมความมานะพยายามของนักศึกษาเริ่มตั้งแต่ยังไม่เปิดภาคเรียน   เมื่อทราบรายชื่อนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาของท่าน   Joe Hoyle จะส่งอีเมล์ไปถึงนักศึกษาทุกคน เพื่อช่วยให้นักศึกษาเตรียมตัว    ส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่ใช้คือ “ครูเชื่อว่าหากเธอใช้ความพยายามในการเรียนในเทอมหน้า เธอจะแปลกใจว่าเธอได้เรียนรู้เรื่องบัญชีมากอย่างไม่น่าเชื่อ”    นี่คือ “การคุยเรื่องความงอกงาม” ตอนเริ่มต้นวิชา  

ในส่วนหนึ่งของเอกสารบรรยายรายวิชา Joe Hoyle เขียนว่า “หากเธอไม่ลงทุนใช้เวลาอยู่กับการเรียน    ผลการเรียนจะไม่ดี    เธอมีความสามารถมากมาย หากพร้อมที่จะใช้เวลากับการเรียน เธอจะได้เรียนรู้มากอย่างน่าพิศวง  และมีความสุขกับความสำเร็จที่ได้รับ”    ภาษาที่ Joe Hoyle สื่อกับนักศึกษาคือ ต้องฝึกใช้ความสามารถของตนต่อการเรียน

Joe Hoyle ยังขอให้ศิษย์รุ่นที่ผ่านไปและสอบได้เกรด A  เขียนจดหมายสั้นๆ ถึงนักศึกษารุ่นต่อๆ ไป   ว่าตนทำอย่างไรจึงสอบได้เกรด A   แล้ว Joe Hoyle นำสาระจากข้อเขียนที่ดีของหลายๆ คนมาสังเคราะห์เป็นจดหมายฉบับเดียว  และแจกแก่นักศึกษาที่เข้าเรียนรายวิชาบัญชีทุกคน    เพื่อสร้าง กระบวนทัศน์พัฒนา ในตัวนักศึกษา และในชั้นเรียน 

“อย่าท้อถอยในการเรียนวิชานี้   อย่าท้อถอยหลังการทดสอบครั้งแรก  หลังการทดสอบครั้งที่สอง  หรือก่อนสอบไล่ปลายเทอม   จงอย่าท้อถอย   ผม/ดิฉันเข้าสอบไล่ปลายเทอมด้วยความคิดว่าโอกาสได้เกรด A มีน้อยมาก    แต่ผม/ดิฉันพยายามสุดกำลัง    และความานะพยายามก็ก่อผล   หากเธอรู้สึกว่าไม่รู้ว่าจะเรียนให้ได้ผลดีอย่างไร จงไปปรึกษา ศาสตราจารย์ Hoyle   ผม/ดิฉัน ไปหาท่านทีไร กลับออกมาด้วยกำลังใจในการเรียนทุกครั้ง”

นักศึกษาที่ได้เกรด A  ทุกคนเขียนบอกหลักการสำคัญ ๓ อย่างคือ  (๑) ทำงานหนัก  (๒) อดทนมานะพยายามไม่ท้อถอยต่อความยากลำบาก  (๓) ใช้โอกาสที่ Joe Hoyle หยิบยื่นให้เพื่อยกระดับผลการเรียนของตน   

คำแนะนำอีกอย่างหนึ่งที่ Joe Hoyle ระบุไว้ในเอกสารบรรยายรายวิชาคือ แนะนำให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมก่อนเริ่มชั้นเรียน ๓๐ - ๔๕ นาที เพื่อเตรียมตัวเตรียมพร้อมต่อการเรียนแบบ Socratic-style teaching ของอาจารย์   ซึ่งหมายความว่า อาจารย์ตั้งคำถามจากสาระในเอกสารที่แจกให้นักศึกษาไปอ่านมาก่อน ให้นักศึกษาอภิปรายกัน    โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมก่อนชั้นเรียน ร่วมกันอภิปรายทำความเข้าใจเอกสารที่แจก    โดย  Joe Hoyle เขียนแนะนำว่า ขอให้นักศึกษาช่วยกันเชื้อเชิญหรือกระตุ้นให้ทุกคนที่เข้าร่วมได้พูดแสดงความเห็น  

James Lang บอกว่าตนเองตั้งกติกาส่วนตัวไว้ว่า    เมื่อจะต้องส่งข้อเขียนใดๆ ตนจะต้องทำให้เสร็จล่วงหน้า ๒๔ ชั่วโมง  เพื่อให้มีเวลาทบทวนปรับปรุง  ซึ่งจะทำให้ผลงานมีคุณภาพสูง    และ James Lang ก็แนะนำเคล็ดลับนี้แก่นักศึกษา    ซึ่งนักศึกษาเพียงส่วนเดียวที่นำไปปฏิบัติ   

 

หลักการ

                อาจารย์สามารถสื่อสาร กระบวนทัศน์พัฒนา ต่อนักศึกษา โดยการเล่าเรื่องความผิดพลาด หรือความล้มเหลว ในงานวิจัย หรือการสอน ของตนเอง    เล่าวิธีการที่ตนเอาชนะอุปสรรคสู่ความสำเร็จได้   

 

ออกแบบหลักสูตรเพื่อการพัฒนา

                โครงสร้างของหลักสูตร มีผลต่อการสร้าง กระบวนทัศน์พัฒนา หรือกระบวนทัศน์หยุดนิ่ง     โครงสร้างที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ความมานะพยายามของตน ปรับปรุงแก้ไขผลงานของตน ช่วยสร้าง  กระบวนทัศน์พัฒนา  

                James Lang เสนอวิธีการเล็กๆ (small teaching) โดย  (๑) ให้มีการบ้านเทอมละ ๑ เรื่อง ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาส่งงาน ได้รับ feedback    นำกลับไปปรับปรุง แล้วจึงส่งงาน   (๒) จัดเวลา ๓ ชั่วโมง ที่อาจารย์นั่งทำงานในห้องทำงานโดยเปิดโอกาสให้นักศึกษานำงานที่ใกล้กำหนดส่ง มาให้อาจารย์ช่วยอ่านและให้คำแนะนำให้ปรับปรุง  

 

สื่อสารเพื่อการพัฒนา

               การสื่อสารเพื่อพัฒนา อยู่ในเอาสารทุกชนิด ที่อาจารย์ใช้สื่อสารกับนักศึกษา    อยู่ในคำพูดเป็นทางการในชั้นเรียน    และอยู่ในคำพูดไม่เป็นทางการนอกชั้นเรียน    นอกจากนั้น การสื่อสารยังแฝงอยู่ในโครงสร้างของการจัดการเรียนการสอน    และอยู่ในพฤติกรรมของอาจารย์    ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบอวัจนะ (non-verbal)    อาจารย์พึงมีสติระมัดระวังให้เป็นการสื่อสาร กระบวนทัศน์พัฒนา  ไม่เผลอสื่อสารกระบวนทัศน์หยุดนิ่ง   

 

ให้คำแนะนำป้อนกลับเพื่อการพัฒนา

               คำแนะนำป้อนกลับมี ๒ แบบ คือแบบ “บอกผลลัพธ์ที่บรรลุ” (summative feedback)   กับแบบ “บอกสิ่งที่ควรปรับปรุง” (formative feedback)    อาจารย์พึงใช้แบบหลังใหม้มาก  โดยเน้นใช้ภาษาเพื่อการพัฒนา    เช่น “ใช้ความเอาใจใส่และปรับปรุงส่วนที่เป็นไวยากรณ์ให้มาก   แล้วข้อเขียนของเธอจะอยู่ในขั้นดีมาก   เพราะสาระในร่างนี้ดีเยี่ยม”  

 

เคล็ดลับเรื่องปรับปรุงการสอนเล็กน้อยเพื่อสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา

                ให้ถือว่ารายวิชา หรือชั้นเรียนเป็น “พื้นที่ทางสังคม” ที่มีกฎกติกา หรือวิถีปฏิบัติ เพื่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน    อาจารย์พึงใส่ กระบวนทัศน์พัฒนา  เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีปฏิบัติ โดยใช้การดำเนินการเล็กๆ น้อยๆ (small teaching) เข้าไป    เช่น

  • ให้นักศึกษาสามารถมีความสำเร็จตั้งแต่แรกโดยจัดลำดับของแบบฝึกหัดจากง่ายไปหายาก    หรือโดยการออกแบบการประเมินให้เอื้อ
  • จัดให้มีการให้คุณค่าต่อความพยายาม โดยให้น้ำหนักคะแนนประเมินช่วงหลังให้มากกว่าช่วงแรกๆ    หรือให้มีคะแนนแก่ผลการเรียนที่พัฒนาขึ้น
  • เล่าเรื่องราวความล้มเหลวหรือความยากลำบากของตนเอง  หรือของคนมีชื่อเสียง    เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความพยายามไม่ท้อถอย
  • สื่อสารคำแนะนำป้อนกลับแก่ศิษย์ด้วยภาษาแห่งการพัฒนา    ย้ำว่านักศึกษาพัฒนาตัวเองได้    และให้คำแนะนำที่จำเพาะต่อการพัฒนาประเด็นที่นักศึกษาต้องการ
  • ขอให้นักศึกษาเรียนเก่ง (ได้เกรด เอ) เขียนคำแนะนำวิธเรียนแก่รุ่นน้อง    เลือกข้อเขียนที่สะท้อนพลังของความมานะพยายามต่อเนื่อง สำหรับแจกแก่นักศึกษารุ่นหลัง
  • ในเอกสารอธิบายรายวิชา ให้มี “เคล็ดลับเพื่อความสำเร็จในการเรียนรายวิชา”   และอ้างถึงบ่อยๆ ตลอดเทอม

 

สรุป

              กระบวนทัศน์เปลี่ยนได้     กระบวนทัศน์ที่นำสู่ความสำเร็จในการเรียนและความสำเร็จในชีวิตคือ กระบวนทัศน์พัฒนา     อาจารย์ต้องจัดการเรียนการสอนที่บ่มเพาะ กระบวนทัศน์พัฒนา   

วิจารณ์ พานิช

๑ มี.ค. ๖๑