เนื้อหาสาระของวิปัสสนาญาณ ๑๖ ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก คัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่ว่าด้วยญาณ ๗๓ ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้รวบรวมสาระสำัญของโสฬญาณในหมวดญาณ (ปัญญา) ๗๓ ประเภื เพียงแต่ไม่ได้เรีหรือระบุชื่อญาณ เหมือนกับที่ปรากฎในคัมภีร์อถิธัมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๙ และในคัมภีร์วิสทุธิมรรค
วิปัสสนาจารย์จะไม่บรรยายหรืออธิบายเร่องวปิัสนาญาณ ๑๖ แก่ผุ้)ฏิบัติล่วงหน้า เพียงให้ฝึกปฏิบัติอย่างเดียวไปก่อน การรู้ล่วงหน้าจะำทำให้เกิดผลเสีย เกิดความคิดปรุงแต่ง หรือเปรียบเทียบกับในทฤษฎี ซึ่งทำให้ไ่ต้องอยู่กับการกำหนดเพื่อเจริญสติปัฎฐาน หากปฏิบัติได้ถูกต้องอยางต่อเนื่อง โยคีจะเริ่มเข้าใจวิปัสสนาญาณ ๑๖ เอง เมื่อถึงเวลาที่ไ้ทำการอธิษฐานทวนวิปัสสนาญาณที่ ๔ ถึง ๑๒ หลังจากปฏิบัติจนครบวิปัสนาาณ ๑๖
ความหมายและที่มาของวิปัสนาญาณ ๑๖ ปรากฎใหนพระไตรปิฎก อรรคกถา และคัมภีร์ วิสุทธมรรค อย่างครบถ้วน เพรียงแต่บางญาณถูกจัดรวมเข้าเป็น หมวดหมุ่เดียวกัน โดยท่บางญาณใช้ชื่อแตกต่างกันบ้าง ดังต่อไปนี้
ญาณที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ
ปัญญาที่กำหนดจนเห็นรูปแลนามว่าเป็นคนละสิ่ง คนละสวน รูปนามแยกออกจากันและไม่ใช่ส่ิงเดียวกัน ่เมื่อได้ถึงญาณนี้ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยตเองว่า อัตตาตัวนเป็นเพียงสภาวะธรรม ไม่ยึดมันว่ามีอัตตาตัวตน ในขณะนั่งสมาธิ การกำหนดพองหนอ ยุบหนอ นิ่งหนอ หรือเบ่หนอ ได้ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับกำหนดรู้รูปรู้นามได้ จัดว่าได้ปฏิบัติถึงญาณที่ ๑ แล้ว
ในการเดินจงกรม ขณะกำหนดยกหนอหรือย่างหนอที่เท้า ความรุ้สึกในอาการเคลื่อนไหวของเท้าเป็นรูป(อารมณ์) จิตที่ระลึกรู้พร้อมกำหนดอาการเป็นนาม ต่อมาเมื่อกำหนดยืนหนอ คลื่อนเสียงที่มากระทบเป็นรูป จิตที่ระลึกรุ้คลื่อนเสียง โดยกำหนดว่ ยืนหนอ(สักแต่ว่าเสียง) เป็นนามและในขณะนั่งสมาธิ กำหนอาการคันได้ว่าคันหนอนั้น อาการคันจัดเป็นรูป (อารมณ์) ส่วนจิตที่ระลึกรู้พร้ิมกำหนดอาการเป็นนาม ดังนั้นการกำหนดได้ถูกต้องในขณะเดินและนั่งสมาธินับว่าได้ญาณท่ ๑ แล้ว
ญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณ
ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดรูปเกิดนาม คือรูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจากอารมณ์วัตถุ
ในขณะที่นั่งสมาธิ โยคีกำหนดไปที่อาการเคลื่อนไหวของท้องว่า พองหนอ บางครั้งการกำหนดพองหนอก่อนอาการพอง เหรือไปรออาการพองล่วงหน้า นี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล แต่บางครั้งการกำหนดพองหนอได้ช้ากว่าอาการพอง นี้คือรูปเป็นเหตุ นามเป็นผล เมื่อปฏิบัติไปได้ระยะหนึ่ง ผุ้ปฏิบัติจะสามารถแยกรูปแยกนามได้อยางชัดเจน และอาจเข้าถึงสภาวธรรมของรูปนาม ในขณะเดินจงกรมเช่น เมื่อคิดว่าอยากให้เท้าเคลื่อนย่างไปเร็ว เ้าจะเคลือนไปเร็วเอง หรือคิดว่าอยากให้เท้าเคลื่อนอย่างไปช้า เท้าจะคลื่อนไปช้าเอง ตามที่จิตสั่ง (นามเป็นปัจจัยให้รูปฉ ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับเกิดความเข้าใจว่ารูปและนามเป็นคนละอันกัน เนื่อจากตั้งแ่เกิดจนถึงปัจจุบัน เหตุปัจจัยของรูปนามได้ปรากฎสืบต่อกันอย่างไม่าดสายทุกขณะจิต ในวิปัสนาญาณที่ ๑ และ ๒ จัดเป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน แต่ยังไม่ับว่าเป็นขั้นของภาวนามยปัญญา
่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ
ปัญยาของจิตกำหนดจนเร่ิมรู้เห็นไตรลักษณ์ คือความเกิดดับของรูปนาม แตที่รุว่ารูปนามดบไปเพราะเห็นรูปนามใหม่ เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี่เรียกว่า สัตติยังไมขาแและยังอาศัยจิามยปัญญาอยู่ อักนยหนึ่งอธิบายว่า สัมมสนฐาณ เป็นญาณเที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักาณ์ โยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ติลัก๘ณปฏิเวธสัมมสนญาณ
โยคีเิร่ทกำหนดอารมณ์ได้มาข้น เพร่ิมจะเท่าทันอรมร์ต่างๆ แต่ความเท่าทันั้นยัไม่ปรากฎชัดเจน มกำลังอ่อน และมีความล่า้าอยุ่ เพราะการกำหนด ยังไม่ได้ปัจุบัน โยอารมณ์จะตั้องอยู่ักระยะจึงจะกำหนดตัออารมณ์ได้เช่น ขณะกำหนดความคิด จิตยังไหลปรุงแต่งไปกับความคิดสักครุ่ ก่อนที่จะกำหนด คิดหนอได้ทัน ญาณที่ ๓ นี้จัดเป็นเพียงเขตสมถ ยังไม่ได้ยกขึ้นสุ่วิปัสนา
ญาณท่ ๔ ทุทยัพพยญาณ
ปัญญาของจิตที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน อีกทั้งเห็นรูปนามดับไปในทันที่ที่ดับ และเห็นูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด (เห็นทันทั้ง ในขณะที่เกิดขึ้นและขณที่ดับไป) อุทยัพพญาณ มี ๒ ระดับ คือ ตรุณอุทยัพพญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่และพลวทุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว
ในระดับ ตรุณ โยคีกำหนดรู้สภาวะต่างๆ ของรูปนามแล้วเห็นชัดว่าสภาวะดับหายไปเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้เวทนาที่เกิดขึ้น เมื่อกำหนดก็หายไปเร็ซขึ้น ผุ้ปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลกๆ มีภาพปรากฎให้เห็น มีแสงสว่างเข้ามาปรากฎอยู่บ่อยๆ (โอภาส) เนื่องจากโยคีไม่เคยเห็นแสงสว่างเช่นนี้มาก่อน กาอาจจะสนใจดูหรืออาจเข้าใจผิดว่าได้บรรลุมรรค ผล หรือที่เรียกว่า อาการของ วิปัสสนูปกิเลส หากผุ้ปิบัตเข้าใจผิดเพราะขาวิปัสสนาจารย์แนะนำและคิดว่าตนเองได้บรรลุมรรค ผล จะทำให้พลาดโอกสที่จะได้เข้าถึงวิปัสสนากัมมัฎฐาน ขัั้นสูงต่อไป ในขั้นนี้เป็นเครื่องทดสอบว่า ผุ้ปฏิบัตเลือกเส้นทางเดินทชของวิปัสสนาได้ถูกต้องหรือไม่ ในระับตรุณะ โยคียังไ่สามารถกำหนดให้เห็น ไตรลักษณ์ได้แจ่มแจ้ง เพราะจิตมักจะถูกวิปัสสูกิเลสเข้าครอบงำ และอาจเกิดภัยแห่งวิปัสสนาในนิมต ๕ อประการทีทำให้วิปัสนไม่ก้าวหน้าหยุดชงักลงได้คือ นิมติภาพล้อ ที่เรียกว่า กายทิพย์ ปรากฎเหมือนตัวของเรา มาบ้อเลียนเราในกริริยาต่างๆ นิมิตภาพหลอนน ปรากฎด้ยความประณีตขอจิตที่สวยงาม ที่ชวนใหลงคิดดูด้วยความชอบใจ เช่น โบสถ์สวงาม พระพุทธรูปทองคำ สวนดอกไม่งดงาม หรือวิมานของเทวดา นิมิตภาพหลอก ทำให้ผุ้ปฏิบัติตกใจกลัวสะดุ้ง นิมิตภาพลวง หรือปฏิภาคนิมติ นิมติภาพล้าง เป็นนมิตที่มาำายล้างผลาญการปฏิบัติ เช่น เปรตมาขอส่วนบุญ หรือเทวดามิจฉาทิฎฐิมาหลอกหลอน
นิมิตเหล่านี้จะทำให้หายไปได้ด้วย เหตุ ๒ ประการคือการแผ่เมตาอุทิศส่วนกุศล และการเจิรญวิปันามีสติปัญญากำหนดรูปนามได้ัน ปัจจุบันอรมณ์ โดยปล่อยวางไม่ยึดติดนนิมิต
เมื่อโยคได้กัลยาณมิตรก็จะสามารถฟันฝ่าเอาชนะวิปัสสนูปกิเลสและข้ามพ้นนิมิตต่างๆ ทำให้การปกิบัติดำเนินต่อไป ครั้งปฏิบัติมาถึง ญณระดับ อุทยพัพพยญาณอย่างแก่ (พลวะ) โยคีจึงจะสามารถกำหนดรูปนามและเห็นไตรลักาณืได้ชัดขึ้นตามวามเป็นตริง
ครั้งถึงพลวอุทยพััยญาณ สติปัฎฐานเร่ิมมีพละกำลังและเป็นปัจจัทำให้ โพชฌงค์ ๗ เร่ิมเกิดขึ้น ซึ่งการเกิดึ้นขององค์ธรรมในโพชฌงค์ทั้ง ๗ ยังไม่เท่าหรือเสมแดันในาณนี้ หากปฏิบติได้ผลต่อไปโพชฌงค์ ๗ จะค่อยๆ บริบูรณ์เสมอกันเอง
การกำหนดในญาณนี้จะเริ่มคล่องขึ้นและทันอารมณ์ขึ้นกว่าก่อน โดยจะเห็นอารมณืที่มีการเกิดและดับไป แต่ยังช้าอยุ่ซึ่งอารมร์ที่กำหนดได้จะไม่ต้งอยุ่นาน เหมือนแต่ก่อน จิตที่รับอรมณ์เร่ิมทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งอารมณ์ปรมัตถ์และความเป็นอนัตาเร่ิมปรากฎหรือแสดงให้เห็น
