มลาย

                      “เทวดา”  เรื่องสั้นจากผลงานของนนทพันธ์  หิรัญเรืองที่ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น  เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รวบรวมความเชื่อ  คุณค่าของวัฒนธรรม  ความเปลี่ยนแปลงของสังคม  ทั้งยังสะท้อนความคิดที่เกิดแต่ความแตกต่างระหว่างวัยและสิ่งที่มีอิทธิพลในดำเนินชีวิตได้อย่างชัดเจนและสวยงาม                    สามารถพิจารณาได้ดังนี้

1. โครงเรื่องและเนื้อเรื่อง

          โครงเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่สองขวบโดยมียายคอยเลี้ยงดูจนโต  วันหนึ่งญาติฝ่ายยายที่สนิทสนมกับหญิงสาวคนนั้นล้มป่วย  ยายจึงโทรศัพท์หาหลานสาวให้กลับบ้านมารำผีฟ้าเพื่อรักษาโรคแต่หญิงสาวไม่ยอม    ซึ่งโครงเรื่องนั้นมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในเรื่องและเนื้อเรื่องย่อดังจะอธิบายพอสังเขปดังนี้  มาลัยอาศัยอยู่กับยายเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่สองขวบ  ซึ่งยายของมาลัยมีอาชีพรำผีฟ้าเพื่อช่วยเหลือคนและรักษาโรคที่เกิดตามธรรมชาติและโดนผีทำ  ซึ่งมาลัยก็ซึมซับเรื่องราวเช่นนี้จนอายุ 18 ปี  ในตอนนั้นหมู่บ้านแล้งหนัก  เธอจึงต้องหนียายย้ายไปเมืองกรุงเพราะต้องการเงินและมีชีวิต  ที่ดีกว่า  เธอกระเสือกกระสนจนได้เป็นผู้จัดการสาขาและมีคนรักคือเทียนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างมาตลอด    แล้ววันหนึ่งยายก็โทรศัพท์มาบอกว่าให้กลับบ้านมารำผีฟ้าเพื่อรักษาพี่แช่ม  เพราะยายแก่แล้วเรี่ยวแรง     ไม่ค่อยมี  แต่เธอทำได้แค่ตอบไปว่าขอคิดดูก่อนถึงสองสามครั้ง  และครั้งสุดท้ายยายจึงขึ้นรถมากับเชน พี่ชายของแช่มเพื่อมาตามมาลัยกลับบ้าน  แต่เธอก็ได้อธิบายเหตุผลต่าง ๆ ว่าเทวดาผีฟ้าองค์ไหนตนใดก็ไม่สามารถช่วยพี่แช่มได้นอกจากเทวดาที่สามารถจับต้องได้และมีอิทธิฤทธิ์บันดาลได้ ณ บัดดลคือเงิน เมื่อได้ยินดังนั้นยายและแช่มจึงกลับบ้านด้วยความเข้าใจ  เหลือก็แต่มาลัยที่ยังรู้สึกผิดอยู่                                        จากโครงเรื่องและเรื่องย่อนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของความเชื่อที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองยุคสองวัย  คือวัยชราที่สะท้อนความเชื่อแบบดั้งเดิมของยุคเก่าคือเชื่อเรื่องอำนาจลึกลับที่มองไม่เห็น  แต่มีคุณค่าด้านจิตใจ  และวัยรุ่นที่สะท้อนความเชื่อแบบใหม่ของยุคใหม่คือเชื่อเรื่องอำนาจของเงิน    ซึ่งปมขัดแย้งในข้อนี้นำมาซึ่งการสะท้อนแนวคิดและสารัตถะของเรื่องได้อย่างกลมกลืนเรียบเนียนแต่แฝงไปด้วยอานุภาพของความเชื่อได้อย่างน่าอัศจรรย์  ในส่วนของบทนำเรื่องนั้นเป็นการบรรยายลักษณะของตัวละครเอกคือมาลัย  ซึ่งผู้แต่งต้องการสะท้อนให้เห็นลักษณะนิสัยของตัวละครเอกที่กำลังต่อสู้กับกระแสสำนึกภายในจิตใจของตนเองว่าจะเลือกสิ่งใด  ระหว่างยาย  เทียน  หรือแถน   ซึ่งเป็นปมขัดแย้งของเรื่องอีกข้อหนึ่งที่ตัวละครเอกต้องต่อสู้ภายในจิตใจของตนเองว่าจะเลือกวิธีใด  และสุดท้ายเธอก็ไม่เลือก  นั่นก็ถือเป็นการเลือกอย่างหนึ่งซึ่งเธอเลือกที่จะไม่เลือกอะไรเลย  เมื่อพิจารณาโครงเรื่องและเนื้อเรื่องแล้วมีความสมจริงและมีความเป็นไปได้ในชีวิตจริงมากเพราะเราเป็นมนุษย์จึงต้องมีการตัดสินใจและเลือกที่จะเชื่อหรือเปลี่ยนความคิดหรืออนุรักษ์ความคิดนั้นหรือความเชื่อนั้นก็ย่อมได้  ทั้งเนื้อเรื่องยังมีความน่าสนใจและดึงดูดจิตใจผู้อ่านให้ติดตามต่อไป     ได้อย่างน่าสนใจ

 

2. กลวิธีในการดำเนินเรื่อง

          กลวิธีในการดำเนินเรื่องเทวดานั้นเป็นการเล่าเรื่องแบบย้อน  กล่าวคือเล่าย้อนอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งในตอนต้นนั้นเป็นการดำเนินเรื่องที่ทำให้เห็นภาพของตัวละครเอกคือมาลัยกำลังคุยโทรศัพท์กับยายเรื่องการกลับบ้านมารำผีฟ้า  และหลังจากนั้นจึงเป็นการอธิบายว่ามาลัยเป็นใครและมีที่มาอย่างไรและเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้มาลัยต้องหนีมาใช้ชีวิตในเมืองกรุง  อาชีพการรำผีฟ้าของยายที่แก้ไขได้ทุกโรค  และจบลงด้วยการดำเนินเรื่องแบบปกติที่เหตุการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย  แต่การคลี่คลายของเรื่องสั้นเทวดานี้เป็นการปิดเรื่องแบบสมจริง  คือทิ้งปัญหาไว้ให้ผู้อ่านคิดหาคำตอบเอาเองว่าเรื่องควรจะเป็นไปในทางใด  เพราะในชีวิตจริงนั้นมีปัญหาหลายอย่างที่ไม่สามารถหาคำตอบได้หรือไม่สามารถเลือกและตัดสินใจได้  จึงต้องจบแบบให้ผู้อ่านคิดคำตอบเอาเอง  ซึ่งมุมมองที่ผู้เขียนใช้เล่าเรื่องนั้นเป็นแบบผู้เขียนเล่าเรื่องเอง  เพราะปรากฏการใช้คำเรียกชื่อการใช้แทนสรรพนาม  เช่น  ยาย  มาลัย  พี่แช่ม  เหล่านี้  ซึ่งผู้เขียนสามารถถ่ายทอดมุมมอง                                                           การเล่าเรื่องได้อย่างสมจริง ประกอบกับผู้เขียนมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเอง  จึงทำให้ได้ข้อมูลอย่างใกล้ชิดซึ่งทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าเชื่อถือและสมจริง  ทั้งยังมีการสอดแทรกภาษาถิ่นไว้ในบทสนทนาเพื่อเพิ่มความสมจริงและช่วยให้เนื้อเรื่องมีสีสันดังนี้  “แล้วงานทางนี้เด้ยาย  ข้อยสิเอาเงินมาแต่ทางใด๋  ปีนี้ข้อยก็ใช้สิทธิ์ลาไปจนครบแล้ว”  “ข้อยขอคิดเบิ่งก่อนเด้อยาย”  ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อและช่วยเพิ่มสีสันในการอ่านได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาที่มีที่มาจากภาคอีสานได้อย่างลงตัวและงดงาม                    

3. ตัวละคร

          เนื่องจากวรรณกรรมเป็นประเภทเรื่องสั้นจึงมีตัวละครเพียงไม่กี่ตัว  ซึ่งจากเรื่องนี้มีตัวละครเอกคือ  มาลัย  และตัวละครรองคือ  ยาย          ขออธิบายตัวละครดังนี้              

           มาลัย  หญิงสาวผู้กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่สองขวบอาศัยอยู่กับยายมาตั้งแต่นั้นจึงซึมซับวัฒนธรรมประเพณี  และความเชื่อเรื่องการรำผีฟ้าจากอาชีพของยายมาจนถึงอายุ 18  ที่เธอเห็นว่าผีฟ้าไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย  ยามลำบากก็ไม่เห็นมีผีฟ้าหรือเทวดาที่ไหนมาช่วยให้รอดพ้นจากความอดอยากนี้  ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของมาลัยที่ไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่เป็นรูปธรรม  ดังข้อความนี้  “ข้อยเคยศรัทธาผีฟ้ามากกว่านี้  เคยเชื่อว่าท่านต้องช่วยเหลือเฮาเพราะเฮารำบูชาท่านอยู่ตลอด  แล้วเป็นจั่งได๋ล่ะ  ยามที่เฮาตกระกำลำบาก  ข้าวสารบ่มีติดหม้อ  ผีฟ้าเทวดาไปอยู่หม่องได๋  ฮึ! …ยายน่ะมีเทวดาของยายที่ยายนับถือ  ข้อยก็มีเทวดาของข้อย  เทวดาของข้อยน่ะมันคือเงิน !  เงินเฮ็ดให้ข้อยมีกิน  เฮ็ดให้ข่อยนอนหลับสบาย  เฮ็ดให้ข้อยอยู่เย็นเป็นสุขกว่าเทวดาของยายซะอีก”  ทั้งยังสะท้อนความแตกต่างของความเชื่อที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองยุคสองวัยว่า  ในตอนแรกที่ยังไม่ลำบากยังมียายเลี้ยงดูอยู่ก็ยังเชื่อในผีฟ้าอยู่ที่ทำให้อยู่ดีกินดีและช่วยให้คนหายเจ็บป่วยได้  แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปความแห้งแล้งอดอยากเริ่มคืบคลาน  จึงต้องซุกซนหางานในกรุงเทพทำเพื่อเลี้ยงปากท้องและเพื่อชีวิตที่ดีกว่า  และทั้งหมดนั้นต้องใช้ “เงิน”  ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยที่ว่ามาลัยเห็นความสำคัญของเงินอยู่มากจึงยังตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กรุงเทพต่อเพื่อไม่ให้โดนหักเงินหรือเลือกหวนคืนสู่รากเหง้าที่หล่อหลอมและสร้างเธอขึ้นมา  ดังข้อความนี้  “ข้อยขอคิดเบิ่งก่อนเด้อยาย”  ตัวละครเอกพูดประโยคนี้สามถึงสี่ครั้งในเรื่องนี้  เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกอะไร  ซึ่งเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละครเอกได้อย่างสมจริงที่เป็นตัวละครแบบกลมซึ่งมีจิตใจ  ความคิด  อารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่พบเจอ

          ยาย  หญิงชราที่มีความคิด  ความเชื่อแบบดั้งเดิมของยุคเก่า  คือเชื่อเรื่องอำนาจลึกลับที่มองไม่เห็น  ไม่สามารถพิสูจน์ได้  แต่มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต  ซึ่งยายเชื่อในผีฟ้าและเชื่อในอาชีพอันศักดิ์สิทธิ์ของยายที่ทำสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่น  ซึ่งเชื่อในอำนาจคนละอย่างกับมาลัยที่ถืออำนาจเงินเป็นใหญ่แต่ยายเชื่อในสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่สามารถจับต้องได้  และในบทสนทนานี้ยังสะท้อนให้เห็นความเชื่อของยายได้อย่างชัดเจนคือ  “มันก็บ่แน่นักดอกมาลัยเอ๋ย  ยายรำผีฟ้ามาเจ็ดสิบกว่าปี  เห็นคนไข้คนเจ็บมาเป็นหมื่นเป็นแสน  บางรายมองดูบ่น่ารอด  พอแถนท่านช่วยก็กลับมามีกำลังวังชาเหลือเชื่อ  ของแบบนี้หล่าเองก็เคยเห็นมาแล้วบ่แม่นรึ”  ซึ่งทำให้เห็นว่ายายเชื่อในผีฟ้าหมดทั้งใจจนไม่มีอะไรมาลบล้างความเชื่อนี้ได้ ซึ่งจากลักษณะนิสัยของตัวละครนี้ทำให้ปมของเรื่องเด่นชัด  เข้มข้นและน่าติดตามมาก  ทั้งยังทำให้เห็นถึงลักษณะสังคม  แนวคิด  ความเชื่อที่มีผ่านลักษณะนิสัยของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

4. ฉาก

          ฉากในเรื่องมีสองฉากใหญ่ ๆ ที่ผู้เขียนอธิบายไว้รวม ๆ  หาได้กล่าวบรรยายชัดเจน  คือ                                                                                 1. ฉากตามชนบทที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่  วิถีชีวิตที่เมื่อมีใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะเรียกผีฟ้ามาทำพิธี  สะท้อนให้เห็นความเชื่อว่าเมื่อป่วยรักษาด้วยหมอไม่หายแสดงว่าโดนผีทำ  จึงต้องแก้ด้วยวิธีรำผีฟ้า  และสะท้อนถึงสภาพสังคมในสมัยนั้นที่ยังบูชา  เชื่อและยึดติดกับอำนาจที่มองไม่เห็น  สิ่งลึกลับที่มีอยู่แต่ไม่สามารถสัมผัสได้

                2. ฉากเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงความศิวิไลซ์  ดังนี้  “ฝ่าเท้าทั้งสองข้างวางนิ่งไม่ไหวติงแนบติดกับกระเบื้องบนระเบียง  ตอนนี้เวลาค่อนข้างสายแล้ว  แสงแดดอันระอุสาดทอเล็ดผ่านฉากตึกและกระจุกสายไฟทาบทาลงบนแผ่นกระเบื้อง”  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าตามชนบทยังไม่มีตึกและสายไฟที่เป็นกระจุก  จึงสามารถอนุมานได้ว่าฉากที่อ่านอยู่นี้เป็นฉากในเมือง  ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงทุนนิยมที่เข้ามา  ศรัทธาใหม่ที่สร้างความเชื่อในเรื่องอำนาจของเงิน  และการเชื่อในสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์สามารถจับต้องได้และเป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้ผ่านฉาก                                                                                                                               

              จึงสามารถสรุปได้ว่าฉากนั้นมีส่วนช่วยเสริมบรรยากาศของเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจนและสมจริง  ทั้งยังช่วยเสริมให้แนวคิดหลักของเรื่องชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย 

5. สารัตถะ

          สารัตถะที่ได้จากเรื่องคือความภาคภูมิใจในรากเหง้าของวัฒนธรรมท้องถิ่น  จะเห็นได้ว่าตัวละครยายมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สืบทอดการรำผีฟ้าจากรุ่นสู่รุ่นมาก  เพราะเป็นอาชีพที่ถูกเลือกให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อแลกกับความอยู่เย็นเป็นสุขฝนฟ้าตกถูกต้องตามฤดูกาล  เห็นได้ดังนี้  “ยายมักบอกมาลัยเสมอว่าสิ่งที่ทำนี้เป็นบุญ  ที่ยายรำผีฟ้าทุกวันนี้นอกจากจะได้ช่วยคนให้พ้นทุกข์แล้วยังเป็นการบวงสรวงบูชาผีฟ้าเทวดาที่นับถืออีกด้วย  ยายบอกว่าเมื่อเราตั้งใจทำงานให้ท่าน  ท่านชอบใจท่านก็จะย่อมดลบันดาลให้อยู่เย็นเป็นสุข”  แสดงให้เห็นว่ายายมีความภาคภูมิใจในอาชีพนี้เป็นอย่างมากซึ่งต่างจากหลานสาวผู้ที่จะมาสืบทอดการรำผีฟ้านี้                                                                          ซึ่งการรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นต้องอาศัยใจที่รักจะสืบทอดและความเต็มใจที่จะทำ  เพราะหากขาดความรักแล้วจะทำสิ่งใดก็ไร้ผล  และช่วยตระหนักให้ผู้อ่านกลับมารักษาและหวงแหนวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่ไม่ให้เสื่อมหายไปตามกาลเวลา                                        ประเด็นที่สองคือความแตกต่างด้านความเชื่อของคนสองยุคสองวัยกับสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อความคิด  ความเชื่อ  และศรัทธา  จะเห็นได้ว่าหลานถูกเลี้ยงดูจากยายก็จริงแต่ไม่ใช่ทั้งชีวิต  เพราะเมื่อตอนเป็นเด็ก  ยายได้พามาลัยไปทุกที่ที่ออกรำผีฟ้า  จึงทำให้มาลัยได้เห็นคนป่วยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งจากการร่ายรำผีฟ้าของยาย  จึงทำให้เชื่อสนิทใจ  แต่เมื่อโตขึ้นได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นทุนนิยม  ทุกอย่างขับเคลื่อนได้ด้วยเงิน  และเงินเท่านั้น  ความเชื่อเรื่องผีฟ้าเทวดาจึงเลือนหายไปตามกาลเวลาและมีลัทธิใหม่เข้ามาให้นับถือ  ซึ่งสิ่ง ๆ นี้เป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้และมีฤทธิ์บันดาลได้เช่นกันกับผีฟ้า  หากแต่อาจจะแน่นอนและเห็นผลได้ชัดเจนกว่ามาก  จึงทำให้ความคิด  ความเชื่อและศรัทธาเรื่องผีฟ้าถูกกลืนกินไปพร้อมกับทายาทผีฟ้าที่ไม่มีคนสานต่อ  ซึ่งจากสารัตถะนี้ยังสะท้อนและช่วยตีแผ่สังคมในยุคปัจจุบันที่ยังมีคนเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่  และอีกกลุ่มหนึ่งที่นับถือและศรัทธาเทวดาที่ชื่อเงินอยู่อย่างชัดเจน

6. การประเมินค่า

          1. ด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์  มีความน่าสนใจและผูกปมของเรื่องได้อย่างน่าติดตาม  ทั้งยังใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย  เรียบง่าย  กระชับและลุ่มลึกและสละสลวย  เช่น  “กระเบื้องยามนี้ไร้ซึ่งความเย็นอันเป็นวิสัยของกระเบื้องหลงเหลืออยู่เลย  ช่างร้อนเหลือเกิน  หากจะเย็นอยู่บ้างก็คงเย็นน้ำตาของมาลัยที่ไหลหยดนองพื้นอยู่ขณะนี้” ซึ่งคำที่ใช้มีความบาดลึกและกินใจกินความอย่างมาก  และยังทำให้เห็นนาฏการของหยดน้ำตาที่ไหลออกจากชลนาได้อย่างชัดเจน  และยังมีการนำภาษาถิ่นมาสอดแทรกในบทสนทนาให้เหมือนตัวละครกำลังพูดคุยกันได้อย่างสมจริงและมีกลิ่นอายของอีสานแท้ ๆ แฝงอยู่ในเรื่องได้อย่างสวยงาม

          2. ด้านสังคม  ทำให้เห็น  รู้  และเข้าใจในความเป็นไปของสังคมว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  และทำให้เรายอมรับที่จะเลือกเป็นและเลือกปฏิบัติว่าหนทางใดดีและเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด  และที่สำคัญคือต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

          3. ด้านวัฒนธรรมและความเชื่อ  “เทวดา”  ในเรื่องที่ยายและหลานเชื่อนั้นเป็นคนละองค์กัน  ยายเชื่อว่าผีฟ้าเป็นสิ่งที่ช่วยบันดาลให้เกิดมีและให้ผลที่ดีร้าย  แต่หลานกลับเชื่อในอำนาจของเงินที่บันดาลทุกข์สุขได้ดีกว่าและเป็นรูปธรรมมากกว่า  จากความขัดแย้งข้างต้นนั้นทำให้เห็นถึงความเชื่อที่แตกต่างจึงนำมาซึ่งวิธีคิดและปฏิบัติที่ต่างกัน  แต่ทว่าแล้วความเชื่อนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นปัจเจกบุคคลหากมิได้ทำให้ใครเดือดร้อนหรือทุกข์ร้อนก็ไม่ถือว่าผิดอะไร  แต่ควรเชื่อให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความพอดี

            จะเห็นได้ว่าเรื่อง “เทวดา” นั้นแฝงไปด้วยความเชื่อ  ความคิด  และศรัทธากันคนละอย่างผ่านมุมมองการแสดงออกทางความคิดของหลานกับยาย  และยังทำให้เกิดความขัดแย้งซึ่งนำไปสู่จุดจบที่เว้นไว้ให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ ผ่านภาษากลางและท้องถิ่นที่มีความงดงามจากผู้เขียน  ซึ่งเรื่องเทวดานี้ทำให้เห็นถึงอำนาจทุนนิยมที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมให้หันไปฝักใฝ่และศรัทธาในอำนาจของเงินมากกว่าความเชื่อดั้งเดิม  แต่การตัดสินนั้นหาได้ว่าใครถูกผิดไม่  เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดหรือเลือกที่ปฏิบัติ  เพียงแต่ขอทิ้งท้ายไว้ว่า                                    บางทีการไม่ลืมรากเหง้าเบ้าที่เคยหลอมเราจนเป็นตัวตนก็เป็นสิ่งที่ดีและควรรักษาไว้  เพราะทุกวัฒนธรรมมีคุณค่าและล้ำค่าเสมอ