บทที่ ๑
บทนำ
การอ่านมีความจำเป็นต่อการศึกษาในทุกระดับ การอ่านคือการสะสม สั่งสม และต่อยอดองค์ความรู้ อาจกล่าวได้ว่าการอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตคนเราเป็นอย่างมาก เพราะการอ่านช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้ที่กว้างขวางขึ้น เป็นผู้ที่เข้าใจในความคิดของตนเองและผู้อื่น เข้าใจและยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จนสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้เป็นอย่างดี
การอ่านวรรณกรรมทำให้เราได้มองเห็นความเป็นไปของสิ่งรอบข้าง ทั้งสิ่งที่ใกล้ตัวและไกลตัว ในลักษณะของชีวิต วัฒนธรรม และสังคมทั้งแบบเก่า-แบบใหม่ การอ่านคือสะพานเชื่อมให้ผู้อ่านได้ก้าวไปเพื่อค้นคว้า เสาะแสวงหาในสิ่งที่อยากรู้
การอ่านเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การอ่านเพื่อให้เกิดประสบการณ์แก่ชีวิต ผู้อ่านควรตระหนักถึงคุณค่าของหนังสือที่อ่าน รู้จักวิเคราะห์แยกแยะส่วนต่าง ๆ ออกให้ถี่ถ้วน เช่น วิเคราะห์เนื้อหา ตัวละคร วิธีการบรรยายเรื่องเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญความแตกต่างขององค์ประกอบต่าง ๆ รู้จักวิจารณ์ พินิจพิจารณากลวิธีในการแต่ง และรู้จักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านจึงจะถือได้ว่า การอ่านในครั้งนั้นได้สร้างคุณค่า ให้ข้อคิด และเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้อ่านมากน้อยเพียงใด
สำหรับวรรณกรรมเรื่อง“สองฝั่งคลอง” เริ่มเหตุการณ์ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๖๘ ปีสุดท้ายของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงพ.ศ. ๒๕๘๙ หนึ่งปีหลังสงครามเอเชียบูรพา ปีสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ช่วงเวลา ๒๑ ปีดังกล่าวเป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบกับความเปลี่ยนแปลงผันผวนทางสังคมยิ่งกว่าช่วงใด ๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ สงครามโลกครั้งที่สองและสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแล้วทำให้คนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้นได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง
รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ นักประพันธ์นวนิยายชาวไทยเจ้าของนามปากกาที่เป็นที่รู้จักคือ แก้วเก้า ว.วินิจฉัยกุล รักร้อย ปารมิตา วัสสิกา อักษรานีย์ และท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๗ สำหรับ.”สองฝั่งคลอง” นามปากกาที่ใช้คือ ว.วินิจฉัยกุล วรรณกรรมเรื่องนี้เคยนำไปสร้างเป็นละคร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ หรือ ๒๕ ปีที่แล้ว
ลักษณะเด่นของสอง ”สองฝั่งคลอง” มีหลายแง่หลายมุมที่จรรโลงใจ จรรโลงสังคม ให้แนวคิด สอดแทรกคุณธรรม และให้คุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมาก เห็นผลจากกรรมดีและกรรมชั่วจากทุกตัวละครทุกตัว รวมถึงแทรกความรู้ประวัติศาสตร์ไทย สะท้อนสภาพสังคม การเมือง ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีต
อีกทั้งการได้เฝ้ามองตัวละครตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นเหตุที่และผลของการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร ทับทิมถูกปลูกฝังให้รักในการเรียนมาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้อ่านประทับใจในคำสอนของเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าที่แสดงถึงความห่วงใยหลานสาวกำพร้า
อีกประการหนึ่งคือ การมุ่งมั่นฝักใฝ่ในการศึกษาของทับทิมเพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็จะตั้งใจเรียนให้จบ ในขณะที่ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ หวังที่จะแต่งงานกับคนรวย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อ่านเกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งจรรโลงใจแก่ผู้อ่านเป็นอย่างมากจึงเลือกวรรณกรรมเรื่องสองฝั่งคลองมาวิเคราะห์ ตามทัศนะความคิดของผู้อ่าน
หากสังเกตแล้วตั้งคำถามว่า “วรรณกรรมเรื่อง สองฝั่งคลอง” เป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน หรือเหมาะสำหรับเด็กและเยาวชนอ่านหรือไม่ ผู้อ่านมีความคิดว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ได้ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเอกตั้งแต่เริ่มเรื่อง คือตั้งแต่ตัวละครเอกยังเป็นเด็ก นำเสนอลักษณะนิสัย ความคิดความอ่าน การดำเนินชีวิตในวัยเด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัว โดยมีตัวละครอื่น ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันอย่างหลากหลาย และตัวละครแต่ละตัวล้วนมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้อ่านแยกแยะถึงความเหมาะสม ความถูกต้องว่าสิ่งไหนควรนำมาเป็นแบบอย่าง สิ่งไหนไม่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง อาจจะเป็นทั้งด้านดีและไม่ดี ซึ่งผลจากพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลตามที่ตัวละครแต่ละตัวได้กระทำไว้
ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้อ่านจึงมั่นใจว่า วรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง” มีเนื้อหาสาระเหมาะกับเด็กและเยาวชน การกระทำและผลการกระทำจากตัวละครที่หลากหลายย่อมทำให้เด็กและเยาวชนสามารถแยกแยะและนำตัวอย่างที่ดีที่ควร ที่ถูกต้องมาเป็นแบบอย่างได้ รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สื่อให้เห็นอย่างละเอียดถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางอ้อมที่ทำให้ได้เรียนรู้ และที่เป็นประโยชน์อีกคือ เกร็ดความรู้ ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยที่แทรกไว้ในเรื่อง รวมถึงหลักธรรมที่ทำให้ผู้อ่านจรรโลงใจซึ่งแทรกไว้ในเรื่องอย่างแยบยล
วัตถุประสงค์ของการศึกษาวรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง”
-๑. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ของวรรณกรรม เช่นโครงเรื่อง การเปิดเรื่อง การปิดเรื่อง ปมขัดแย้ง ตัวละคร ฉาก สถานที่
๒. เพื่อพิจารณากลวิธีในการแต่ง
๓. เพื่อวิเคราะห์ พิจารณาสภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรม
๔. เพื่อพิจารณาอิทธิพลของพระพุทธศาสนา และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา รวมถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกนำเสนอผ่านวรรณกรรม
๖. เพื่อนำข้อคิดที่แฝงอยู่ในเรื่องมาแยกแยะแล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
๗. เพื่อตระหนักและเห็นค่าของงานวรรณกรรมและการอ่าน
วิธีการดำเนินงาน
- กำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาวรรณกรรม
- ศึกษาแนวทางวิเคราะห์
- เลือกวรรณกรรมที่จะศึกษา
- ศึกษาวรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลองอย่างละเอียด
- วิเคราะห์ เปรียบเทียบวรรณกรรมตามวัตถุประสงค์
- เรียบเรียง ตรวจสอบความถูกต้องแล้วนำเสนอตามรูปแบบของรายงาน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- ได้ทราบองค์ประกอบต่าง ๆ ของวรรณกรรม
- ได้ข้อคิดจากวรรณกรรมและนำไปปรับใช้ในชีวิต
- เข้าใจจุดมุ่งหมายของวรรณกรรม
- เข้าใจภาพสะท้อนของสังคมที่ส่งผลทำให้เกิดวรรณกรรม
การวิเคราะห์วรรณกรรมในครั้งนี้ผู้อ่านได้กำหนดจุดประสงค์ที่จะศึกษาวรรณกรรมในด้านต่าง ๆ แล้วใช้เวลาในการเลือกวรรณกรรมเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นเวลานานพอสมควร เพราะต้องคำนึงถึงในหลายด้าย โดยเฉพาะคุณค่าและข้อคิดที่ได้จากวรรณกรรม หลังจากนั้นก็ศึกษาวรรณกรรมอย่างละเอียด แล้วนำมาวิเคราะห์ตามจุดประสงค์และองค์ประกอบ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและภาษาก่อนนำมาเรียบเรียงและนำเสนอเป็นรูปเล่มรายงาน
บทที่ ๒
วิเคราะห์องค์ประกอบของวรรณกรรม เรื่อง สองฝั่งคลอง
แนวคิด
“สองฝั่งคลอง” เป็นเรื่องราวของของทับทิม สองฝั่งคลองในที่นี้ ผู้แต่งหมายถึงฝั่งอดีตของทับทิม และอีกฝั่งหนึ่งคือปัจจุบันของทับทิม อดีตของทับทิมเต็มไปด้วยความสุข เช่นเดียวกับคนจำนวนมากมักที่จะรู้สึกว่า ความสุขในชีวิตคนเรานั้นถ้าไม่อยู่ข้างหน้าก็อยู่ข้างหลังตัวเองเสมอ ส่วนปัจจุบันชองทับทิมนั้นก็เช่นเดียวกับปัจจุบันของคนอีกมาก คือ รู้สึกว่าลำบาก ทับทิมต้องผ่านประสบการณ์ความร้อนหนาวในชีวิต ดำเนินชีวิตไปจนวัยล่วงเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ จึงประจักษ์ว่าสุขหรือทุกข์เป็นสิ่งสมมุติ เกิดจากใจตนเอง ถ้ารู้เท่าทันด้วยความมีสติและไม่ประมาทแล้ว ก็พอจะดำรงชีวิตต่อไปได้ด้วยความสงบตามอัตภาพ ไม่ว่าจะเผชิญทุกข์หรือสุขนานาประการอย่างไร
ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจา “สองฝั่งคลอง” ได้ถ่ายทอดรายละเอียดเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในเรื่องอย่างชัดเจน ทั้งความไม่แน่นอนกับชีวิต ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ทุกสิ่งมีเกิดย่อมมีดับ รวมถึงสภาพคลองสานที่เคยสวยงาม สงบร่มเย็นในอดีต จนกระทั้งเปลี่ยนแปลงจากคลองเป็นถนน คลองสานในอดีตจึงฟื้นอีกครั้ง ให้ผู้เขียนถ่ายทอดลงเป็นตัวหนังสือจนจบบริบูรณ์
โครงเรื่อง(Plot)
โครงเรื่อง คือ โครงร่างชองเรื่อง ต้องอธิบายให้ทราบว่าโครงเรื่องของนวนิยายนั้นเป็นอย่างไร (Helen E. Haines , 1974: 247-252.)
ทับทิมกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน การเกิดของทับทิมในวันนั้น คือการนำความตายมาสู่แม่ผู้ให้กำเนิด ทำให้พ่อโกรธและไม่สนใจใยดีทับทิม
ตั้งแต่เล็กจนโตทับทิมนึกอยู่เสมอว่าเจ้าคุณทหารและคุณหญิง หรือคุณปู่ คุณย่าของเขาได้ให้ความรักความอบอุ่นตลอดมา ในชีวิตของเขาจะนึกถึงพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดไม่บ่อยนัก เขาคิดเพียงแต่ว่าเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าเป็นพ่อแม่และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขา หากสิ้นเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าแล้ว ความวุ่นวายจะเข้ากรายตัวเขาอย่างแน่นอน เขาได้เพียงแต่คิดว่าชีวิตเขาต่อไปจะเป็นเช่นไร
ทุกอย่างเป็นดั่งที่เขาคิดล่วงหน้าไว้ เพราะเมื่อสิ้นเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าแล้วชีวิตของทับทิมก็ตกอับ ทั้งที่ป้ายี่สุ่นผู้เป็นป้าแท้ ๆ ของเขาเคยสัญญากับเจ้าคุณปู่ไว้ว่าจะส่งให้ทับทิมเรียนจนจบปริญญาตรี แต่ก็ผิดสัญญา ทับทิมอยากที่จะเรียนเพราะเขาคิดว่าความรู้เท่านั้นที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินต่อไปในภายภาคหน้าได้ เขานำของมีค่าที่แม่เตรียมไว้ให้ไปขายฝากกับญาติผู้ใหญ่เพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ ตอนนั้นก็เหมือนไร้ที่พึ่ง มีเพียงนางเสมคนใช้เก่าแก่เท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างเธอตลอด เธอน้อยใจอยู่เสมอว่าเมื่อสิ้นเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าแล้ว บ้านที่เธออยู่และโตมาตั้งแต่เด็กเสมือนเป็นลูกเจ้าของบ้าน แต่บัดนี้ได้กลายเป็นคนอื่น ทุกคนต่างจงเกลียดจงชังของคุณพระสามีของป้ายี่สุ่น และเฟื่องกับสาครลูกสาวของป้ายี่สุ่น
ทับทิมอดทนจนเรียนจบปริญญาตรีได้ไปเป็นครู เขาตัดสินใจย้ายออกจากบ้าน และสมรสกับคุณลาน ลูกชายเจ้าคุณยุติธรรมทับทิมและคุณลานต้องเผชิญกับความลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมไปถึงเข้าไปเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงปกครอง หรือปฏิวัติ ๒๔๗๕แต่ ทับทิมสามารถใช้สติ ความรู้วิชาและจิตใจอันดีงาม และความไม่ประมาท ตามที่ได้รับคำอบรมสั่งสอนจากเจ้าคุณปู่คุณย่า เอาตัวรอดมาได้สำเร็จ และอยู่ต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน พร้อมมีบุตรหลานพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์
การเปิดเรื่อง
การเปิดเรื่องในวรรณกรรม “สองฝั่งคลอง” เริ่มต้นที่ตอนตัวละครเอกได้ดำเนินชีวิตมาถึงช่วงวัยสุดท้าย เป็นวัยที่ผ่านทุกข์ผ่านสุข และมีความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง และต้องพึ่งลูกพึ่งหลาน โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตทับทิมและคุณลานได้กลับมากราบอัฐิเจ้าคุณปู่เละคุณย่าที่วัดทองนพคุณ และได้แวะมาคลองสานซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อนจะนึกถึงอดีต
“บุรุษและสตรีวัยไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบปี ผมขาวโพลนทั้งสองคน ก้าวลงจากรถรับจ้างตรงริมถนน หน้าโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หลังจากชำระเงินแล้วค่อย ๆ เดินเลียบกันไปตามทางเท้า ท่ามกลางเสียงก้องของยวดยานพาหนะ และฝุ่นคลุ้งตามธรรมดาของถนนในเมืองหลวง”
“บ้านเราก็อยู่หลังตึกแถวตรงโน้นละใช่ไหม ตอนนี้เป็นตกแถวขึ้นไปหมด คลองสานเหลือนิดเดียว ท่าคูน้ำเท่านั้นเอง”
การดำเนินเรื่อง
ปัญหาของทับทิมก็คือปัญหาชีวิต เพราะทับทิมเป็นลูกกำพร้าที่เจ้าคุณปู่และคุณย่าเลี้ยงมา พอสิ้นเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าชีวิตของทับทิมก็ตกอับ ทุกคนภายในบ้านที่เหลืออยู่ต่างไม่ชอบเธอ แม้กรคุณป้ายี่สุ่นที่เคยเอ็นดูเธอเหมือนลูกก็ไม่ค่อยสนใจเธอ ไม่ส่งเสียให้เธอเรียนหนังสือ กับข้าวแต่ละวันก็มีให้กินเพื่ออยู่รอดเท่านั้น แต่ทับทิมก็ไม่ถือโทษโกรธแค้น หากเพียงยอมรับชะตากรรม อดทนต่อปัญหาต่าง ๆ และคอยคิดหาวิธีแก้ไข
อาจกล่าวได้ว่าปมปัญหาของทับทิมนั้นมีมาก แต่เธอก็ใช้สติในการแก้ปัญหา ต่อสู้ชีวิต ทำให้ปัญหาของเธอไม่บานปลาย ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการชิงดีชิงเด่น และไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
บทสนทนา
บทสนทนาในวรรณกรรม “สองฝั่งคลอง” ผู้เขียนได้กำหนดให้ตัวละครมีการสนทนาประกอบกับการบรรยายด้วยการบรรยายซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้นโดยเน้นไปตามวัย และลักษณะของตัวละครนับว่าเป็นการสนทนาที่สมจริง เช่น ตอนทับทิมสนทนากับคุณทับทิม ประกอบกับการบรรยาย ซึ่งผู้อ่านคิดว่าเป็นบทสนทนาที่สมจริง เเละเป็นธรรมชาติ
W รำพึงถอนหายใจยาวคล้ายโล่งอก หล่อนเหลือบมองทับทิมแล้วออกปากว่า”
“เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก ผู้หญิงอื่นมักอยากแต่งงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะกลัวว่าจะเป็นสาวแก่ หรือไม่ก็พลาดโอกาสได้คนดี ๆ มีแต่เธอนี่แหละที่บอกว่าอยากดูไปนาน ๆ”
“ทับทิมเงยหน้ายิ้มให้อีกฝ่าย”
“ไม่ใช่ดิฉันเห็นว่าตัวเองดีวิเศษหรือว่าช่างเลือกหรอกนะคะ ดิฉันรู้ตัวว่าเป็นคนไม่สวย ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี แต่ดิฉันเคยเห็นผู้หญิงผลีผลามแต่งงานไม่ได้คิดให้รอบคอบมาแล้ว....เห็นความไม่สงบหลายอย่างของผัวเมีย ดิฉันก็เลยไม่อยากเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าคุณมาจากบ้านใหญ่ที่มีเรื่องวุ่นวายของญาติพี่น้องอยู่เรื่อย ๆ คุณก็คงคิดอย่างดิฉัน”
“ รำพึงเดินมานั่งใกล้ ๆ หล่อนอ้วนขึ้นมากในช่วงนี้แต่ก็ยังมีสง่าอยู่ในท่วงทีเช่นเดิม หล่อนตบหลังมือทับทิมเบา ๆ อย่างเห็นใจ”
การปิดเรื่อง
การปิดเรื่องเป็นฉากเดียวกันกับตอนเปิดเรื่อง คือทับทิมและคุณลานในวัยมากกว่าเจ็ดสิบปีได้อยู่ที่คลองสาน และกล่าวถึงความสุขของความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ของทับทิมและคุณลาน ซึ่งลูกชายทั้งสามคนต่างประสบผลสำเร็จ และกลับมาดูแลเยี่ยมเยือนทับทิมและคุณลานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทับทิมผ่านทุกผ่านสุขมาจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต นับว่าเขาประสบผลสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวที่สมบูรณ์
“รถแล่นพ้นแม่น้ำเจ้าพระยามาแล้ว ทับทิมเอี้ยวตัวมองข้างหลัง เห็นประกายแดดส่องต้องผิวน้ำอยู่แวบหนึ่งก็กลืนหายไปด้วยตึกรามและสะพาน เม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังดูเล็กแคบไปถนัดเมื่อถูกข่มด้วยความใหญ่โตของบ้านเมือง”
“นานมาแล้ว เด็กคนหญิงหนึ่งนั่งเรือจากคลองมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำไปเรียนหนังสือหาความรู้ใส่ตัวเองด้วยความไม่ย่อท้อ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
บัดนี้ เด็กหญิงข้ามมาถึงอีกฝั่งได้โดยปลอดภัย”
ตัวละคร
การสร้างตัวละคร (Characterization)ผู้วิจารณ์จะต้องพิจารณาว่าตัวละครมีลักษณะอย่างไร การสร้างตัวละครนั้นถูกต้องสมจริงตามธรรมชาติของมุษย์หรือไม่ (Helen E. Haines , 1974: 247-252.)
ตัวละครหลัก
ทับทิม ทับทิมคือตัวละครสำคัญของเรื่อง เพราะวรรณกรรมเรื่องสองฝั่งคลองนี้ ได้กล่าวถึงชีวิตของเธอตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ทับทิมมีความสัมพันธ์กับทุกฉากทุกเหตุการณ์ในเรื่อง
ทับทิมผู้กำพร้าแม่ และต้องอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่าในบ้านริมฝั่งคลอง แถวคลองสาน คุณปู่ของทับทิมดำรงตำแหน่ง “เจ้าคุณทหาร” เนื่องจากทับทิมเป็นคนไม่สวยและพูดจาแข็งกร้าว ทับทิมได้รับการอบรมสั่งสอนในเรื่องต่าง ๆ ทั้งให้รักในการเรียน เมื่อเจ้าคุณปู่คุณย่าเสียชีวิต คุณป้ายี่สุ่นไม่ยอมให้ค่าเล่าเรียนแก่ทับทิม เพราะถูกสามีต่อว่า และกลัวว่าหลานจะเรียนสูงกว่าลูก ทับทิมแก้ปัญหาโดยปรึกษากับนางเสมจึงนำข้าวของของแม่ไปขายฝากกับคุณหญิงปลื้ม และสุดท้ายก็สามารถเรียนสำเร็จปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรงศึกษาธิการบรรจุให้เป็นอาจารย์ในโรงเรียนของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แล้วย้ายออกจากบ้านคลองสาน ทับทิมได้สมรสกับ คุณลาน ลูกชายเจ้าคุณยุติธรรมและต้องเผชิญกับความลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงปกครอง หรือปฏิวัติ 2475 ทับทิมต้องต่อสู้กับปัญหาไปพร้อมกับคุณลานโดยใช้สติ ระลึกถึงคำสอนของผู้มีพระคุณจนสามมารถเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้
คุณลาน คุณลานเป็นลูกชายของเจ้าคุณยุติธรรม คุณลานชอบทับทิมตั้งแต่แรกพบคือตอนที่ทับทิมติดตามเจ้าคุณปู่ไปบ้านเจ้าคุณยุติธรรม คุณลานเป็นผู้ชายเรียบร้อยและไม่ค่อยพูด อาจเป็นเพราะถูกบีบบังคับจากแม่เลี้ยง คุณลานอยากเป็นผู้พิพากษาจึงทำงานหาเงินส่งตนเองเรียนนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งตอนนั้นยังเป็นมหาวิยาลัยเปิด
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลานและทับทิมมีคุณรำพึงเพื่อนเก่าคุณลานคอยเป็นแม่สื่อให้ จนทั้งสองเรียนจบ แล้วแต่งงานกัน คุณลานคอยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้ทับทิม ความรักของทั้งคู่อาจจะไม่คู่อาจจะดูไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนหนุ่มสาวทั่วไป แต่ชีวิตคู่ของคุณลานกับทับทิมเต็มไปด้วยความสุข ความเอิบอิ่ม ลักษณะของคุณลานเป็นผู้ชายที่พูดน้อย แต่ใส่ใจรายละเอียดของคนรัก อีกทั้งเป็นที่พึ่งเป็นที่ปรึกษาในคราวมีปัญหา รู้จักวางตัวได้เหมาะสม ขยันอดทนเป็นผู้นำ คุณลักษณะเช่นนี้ทำให้ผูกใจผู้ผู้อ่าน
เจ้าคุณปู่ เจ้าคุณปู่ของทับทิม ดำรงตำแหน่งเจ้าคุณทหาร เป็นประมุขของบ้านและวางตัวได้อย่างน่าเคารพ ซึ่งมีผู้พึ่งบารมีอย่างมากมาย เจ้าคุณปู่ของทับทิมชอบอ่านหนังสือ เจ้าคุณปู่ไม่ชอบการพนันไม่ชอบการพนัน คุณปู่เลี้ยงทับทิมมาตั้งแต่แรกเกิด คอยอบรมสั่งสอนทับทิมเป็นอย่างดี
ผู้อ่านประทับใจในคำสอนของเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่าที่แสดงถึงความห่วงใยหลานสาวกำพร้า เช่น ทับทิมตั้งใจอ่านหนังสือจนสามารถสอบเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ วันเปิดเทอมวันแรกเจ้าคุณปู่ตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปส่งเธอ ก่อนออกจากบ้านเจ้าคุณปู่กล่าวกับทับทิมว่า “เจ้าเป็นผู้มีอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ใส่ตน สิ่งนี้เป็นมงคลอยู่ในตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องพรใด ๆ จากปู่อีก ขอให้เจ้ารักษามงคลของเจ้าตลอดไป” สิ่งที่เจ้าคุณปู่ของทับทิมสั่งสอนนั้นให้คุณค่าทางจิตใจแก่ผู้อ่านเป็นอย่างมาก
คุณย่า คุณย่าของทับทิมพิการทางสายตาแต่สามารถช่วยตนเองได้จึงไม่เป็นภาระของผู้อื่น และเป็นผู้เลี้ยงทับทิมมาตั้งแต่ยังเด็ก คุณย่าพยายามอบรมสั่งสอนให้ทับทิมศรัทธาใน พระพุทธศาสนา เพราะท่านคิดว่าพุทธธรรมคือสมบัติอันล้ำค่าที่จะช่วยหลานสาวกพร้าเอาชนะปัญหาได้ ผู้อ่านชานขอบและซาบซึ้งในคำสอนของคุณย่าของทับทิม
คุณป้ายี่สุ่น เมื่อทับทิมยังเด็กคุณป้ายี่สุ่นรักและเอ็นดูทับทิมเหมือนลูก คุณป้ายี่สุ่นมีลูกสาวสองคนคือ สาคร และ เฟื่อง และมีลูกชายคนเล็กชื่อ โกเมน ตั้งแต่เจ้าคุณปู่คุณย่าสิ้นบุญคุณป้ายี่สุ่นทนคำห้ามปรามชองคุณพระผู้เป็นสามีไม่ไหว จึงไม่ยอมให้ค่าเล่าเรียนแก่ทับทิม เพราะอับอายว่าหลานจะเรียนสูงกว่าลูก คุณป้ายี่สุ่นตามใจลูกจนทำให้ลูกเสียคน จนบั้นปลายชีวิตคุณป้ายี่สุ่นก็ไม่มีความสุขและเสียชีวิตอย่างเวทนา
ฉากและช่วงเวลา (Setting and Period)
ผู้วิจารณ์จะต้องพิจารณาว่าเนื้อเรื่องของนวนิยายเรื่องที่ตนวิจารณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาใด เนื้อเรื่องถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่เนื้อเรื่องดำเนินไปตามลำกับเวลาหรือไม่ ส่วนฉากนั้นให้พิจารณาว่าฉากที่ปรากฏในเรื่องสมจริงหรือไม่ และฉากที่ผู้แต่งใช้มีอิทธิพลต่อตัวละครหรือไม่ อย่างไร(Helen E. Haines ,1974: 247-252.)
วรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง” เริ่มเหตุการณ์ในเรื่องตั้งแต่ปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๖ พ.ศ.๒๔๖๘ สังคมในสมัยนั้นยังไม่มีความเจริญด้านวิทยาการเทคโนโลยี การคมนาคมส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยเรือ ลักษณะอาคารบ้านเรือนมีความเหมาะสมกับยุคสมัยนั้น เช่น
“พ.ศ. ปีสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณฝั่งคลองสาน ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อยู่อาศัยที่งดงามและร่มรื่นที่สุดแห่งกนึ่งในสมัยนั้น บ้านเรือนที่ปลูกอยู่ริมคลองมีหลายแห่งที่เป็นตึกโอ่อ่า “
“ทางฝั่งซ้ายของคลองสานเป็นทางเดินปูอิฐขนาดกว้างพอรถม้าจะวิ่งได้ บางครั้งชาวบ้านก็ออกมาดูรถม้าของผู้มีบรรดาศักดิ์ วิ่งก๊อก ๆ ไปตามทาง มีสารถีเป็นคนขับ และท่านเจ้าของรถนั่งอยู่หลังในรถม้าเปิดประทุน”
“ส่วนทางฝั่งขวา มีอุทยานขนาดใหญ่ขึ้นชื่อลือชาของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในสมัยนั้น ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า ’สวนกรมท่า’ “
จากข้อความดังกล่าวทั้งลักษณะการคมนาคม และชื่อบุคคลที่มีอยู่จริง คือ “เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยนั้น ทำให้เวลาและฉาก มีความสมจริง อีกั้งชื่อคลองสานก็เป็นชิอสถานที่ที่มีอยู่จริงอีกด้วย
ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน คลองสานเปลี่ยนไปตามวันและเวลา จากที่เคยเป็นคลองขนาดใหญ่ มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น ก็ถูกเวนคืนสร้างถนน เช่นช่วงปั้นปลายชีวิตที่ทับทิมกลีบมาคลองสานได้บรรยายถึงความเปลี่ยนแปลงไว้ว่า
“คลองสานเหลือนิดเดียวเท่าคูเท่านั้นเอง”
เดี๋ยวนี้คลองแถวไหน ๆ ก็เหลือแต่คูทั้งนั้น ยังดีนะที่เหลือยู่พอให้เห็นบางแห่งอย่างคลองสาธรหายไปหมด”
“สตรีวัยชรามีนามว่าทับทิมผ่านฝุ่นและไอร้อน ไปยังส่วนหนึ่งของคลองสานเท่าที่เหลืออยู่ เป็นเพียงทางน้ำแคบ ๆ ไม่มีร่อยรอยของลำคลองร่มเย็นงดงามในอดีตแม้แต่น้อย”
บทที่ ๓
วิเคราะห์การใช้ภาษา
มีคำสี่จังหวะ
ในภาษาไทยมีคำกลุ่มหนึ่งที่ออกเสียงเป็นสี่จังหวะ คำนั้นอาจมี ๔ พยางค์หรืออาจมีมากกว่า ๔ พยางค์ก็ได้ คำสี่จังหวะปรากฏในคำพูดทั่วไป ในบทกลอน เเละวรรณคดี คำสี่จังหวะเป็นคำที่ลักษณะพิเศษซึ่งมักสร้างขึ้นจากคำหนึ่งพยางค์หรือคำสองพยางค์บางคนมักใช้คำสี่จังหวะในขณะที่บางคนอาจไม่ใช้ ที่น่าสนใจคือ คำที่ปรับเป็นคำสี่จังหวะกับคำที่เป็นพยางค์เดียวหรือสองพยางค์เดิมมักมีความหมายไม่ต่างกันหรือต่างกันเล็กน้อย คำสี่จังหวะมีลักษะคล้ายคำสร้อย คือ มีคำที่เป็นคำหลักของความหมายเเละมีคำที่เติมต่อเข้ามาโดยไม่ได้เพิ่มความหมายใด ๆ บางครั้งอาจจะเพิ่มอารมณ์เพิ่มน้ำเสียงที่เเสดงความเป็นกันเองหรือลดความเป็นทางการลง(กาญจนา นาคสกุล,๒๕๕๘,๑)
คำสี่จังหวะที่ปรากฏในวรรณกรรมสองฝั่งคลอง เช่น เรือกสวนไร่นา โอภาปราศรัย รุนหน้ารุนหลัง ชม้ายชายตา ตะพึดตะพือ
การตั้งชื่อเรื่อง
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในคำนำว่า “ทีแรกตั้งใจจะใช้ชื่อว่า ‘คลองสาน’ สั้น ๆ ง่าย ๆแต่ได้ใจความตรงกับเนื้อเรื่อง แต่แม่ผู้ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของเรื่องนี้ยิ่งกว่าผู้เขียน ได้ท้วงว่า
“ผู้คนเขาจะนึกว่าเธอเขียนถึงคนบ้า”
เพราะสมัยก่อน เมื่อพาคนวิกลจริตไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ผู้คนใช้สำนวนว่า “พาไปคลองสาน” เรื่องนี้จึงเปลี่ยนเป็นสองฝั่งคลอง ฝั่งหนึ่งคืออดีต และฝีฃั่งหนึ่งคือปัจจุบันของทับทิม
การใช้บทประพันเกริ่นในแต่ละตอน
ในวรรณกรรมสองฝั่งคลองมีการใช้บทประพันธ์ในการเกริ่นก่อนเรื่องในแต่ละตอน ซึ่งบทประพันธ์ในตอนที่เริ่มต้น มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในแต่ละตอน คือเป็นการดำเนินเรื่องแต่ละตอนได้อย่างน่าสนใจ
เช่นในบทที่ ๑๐ เป็นตอนที่ทับทิมได้ตอบตกลงแต่งงานกับคุณลาน และเป็นตอนที่กล่าวถึงพิธีมงคลสมรสระหว่าทับทิมกับคุณลาน มีบทประพันธ์เกริ่นนำว่า
“ปางก่อนเคยร่วมน้ำ ใจจิต
เคยยื่นทรัพย์ไปล่ปลิด ปลดให้
เคยเป็นมิ่งเมียสนิท หลายชาติ มานา
ในชาตินี้จึ่งได้ เสพซ้องครองกัน”
(จาก โคลงโลกนิติ)
โวหาร(จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ, ๒๕๕๓: ๔๘-๕๒)
โวหาร โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการเรียบเรียงอย่างมีวิธีการมีชั้นเชิงและมีศิลปะเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราว เกิดจินตภาพและความรู้สึกตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการ
บรรยายโวหาร
คือโวหารเล่าเรื่องซึ่งเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ สาเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น เนื้อเรื่องที่บรรยายอาจเป็นเรื่องที่สมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้ ตัวอย่างการใช้บรรยายโวหารที่ปรากฏในวรรณกรรมสองฝั่งคลอง เข่น
“คณะราษฎร์ กราบทูลให้สมเด็จพระนครสวรรค์วรพินิต ประธานอภิรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จออกนอกประเทศ และต่อมา ในวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๕ คำสั่งให้นายทหารยศชั้นนายพลทั้งหมดออกจากราชการ
พรรณนาโวหาร
พรรณนาโวหาร คือโวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์ อย่างละเอียดและอาจแทรกความรู้สึกของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ หรือเกิดอารมณ์คล้อยตาม ตัวอย่างเช่น ตอนที่พรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของทับทิมตอนเป็นเด็กว่า
เจ้าของดวงหน้านั้นเป็นเด็กผู้หญิง ผิวขาวเหลืองละเอียด แต่ละส่วนในดวงหน้าไม่เด่นพอที่จะเรียกได้ว่าสวย แต่ก็ดูน่ารักตามวัย แก้มอิ่มเปล่งปลั่งบอกถึงความสมบูรณ์ของสุขภาพ ผมดกดำหนาขลับรวบถักเป็นเปียคู่ขนาดใหญ่เกือบเท่าข้อมือ ทอดตัวยาวเลยบ่าลงมาจนถึงกลางหลังแล้วผูกไว้ด้วยโบสีขาว”
เทศนาโวหาร
เทศนาโวหารคือโวหารที่กล่าวชักจูงผู้อื่นให้มีความเห็นคล้อยตามให้เชื่อถือและให้ปฏิบัติตามให้เชื่อถือและให้ปฏิบัติตาม การเขียนโวหารนี้ต้องอาศัยเหตุผล มีหลักฐานอ้างอิง ตลอดจนหยิบยกคติธรรม และสัจธรรมเป็นอุทาหรณ์ มักใช้อธิบายหลักธรรม โวหาร คำแนะนำสั่งสอนและคำชี้แจงเหตุผลต่าง ๆ เช่น ตอนที่เจ้าคุณปู่สอนทับทิมเรื่องความไม่แน่นอนในชีวิต
“พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจังนั้นเป็นความจริง อย่าว่าแต่ปู่เลย แม่หนูเอ๋ย แม้คนใหญ่คนโตกว่าปู่ก็ยังตกต่ำลงไปแทบไม่มีอะไรกินมีตัวอย่างให้เห็นนับไม่ถ้วนปู่จึงไม่อยากยึดมั่นกับโภคทรัพย์ให้มากนัก แล้วไม่อยากให้แม่หนูหลงใหลไปกับมันด้วย สู้มีสติ มีปัญญาและวิชาไว้เลี้ยงตัวไม่ให้อับจนเสียยังดีกว่า”
“
บทที่ ๔
คุณค่าของวรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง”
ความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
วรรณกรรมเรื่อง “สององฝั่งคลองได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ทับทิมยังเด็ก จนแต่งงานมีครอบครัว โดยถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัว เช่น ตอนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าอยู่หัวสวรรคต ในเรื่องได้บรรยายไว้ว่า
“ไม่มีวี่แววอย่างใดที่จะเตือนเด็กหญิงให้รู้ว่าความสุขที่หล่อนได้รับอันเป็นส่วนกระจิริดส่วนหนึ่งของความผาสุกของราษฎรชาวสยาม ในปีสุดท้ายแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเปรียบได้กับแสงเทียนที่ลุกสว่างโพลงขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมดเชื้อไฟและดับวูบลงในที่สุด”
สัญญาณแห่งความวิปโยคหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของทับทิมเป็นเช่นเดียวกับความวิปโยคแสนสาหัสของราษฎรสยามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ จนถึง พ.ศ.๒๕๙๐ เริ่มฉายเงาร้ายขึ้นเป็นครั้งแรกตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๘ นี้เอง”
“เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ เวลา ๑.๔๕ น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต หลังจากประสูติกาลของพระราชธิดา คือสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ ๒๔ เดือนเดียวกันนี้เอง”
นอกจากทับทิมที่อาลัย โศกเศร้าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ผู้แต่งได้ถ่ายทอดความโศกเศร้าผ่านตัวละครอื่นอย่างละเอียด เช่น เจ้าคุณปู่ของทับทิมและคุณป้ายี่สุ่น
“คุณปู่ยืนนิ่งอึ้ง ดวงหน้าท่านดูแก่ชราลงไปหลายปี เต็มไปด้วยริ้วรอยกดลึกทั้งหน้าผาก มุมปากและใต้ดวงตาขุ่นมัว ทับทิมค่อย ๆ ปิดหนังสือเมียงมองอย่างกึ่งขลาดกึ่งอยากรู้ ก็เห็นความโศกสลดของท่านอย่างชัดเจน ท่านกระพริบตาถี่ ๆ และเม้มปากแน่น”
“คุณป้ายี่สุ่นนั่งร้องไห้ ยกชายผ้าแถบขึ้นซับน้ำตา เธอทำท่าจะพูดและพูดไม่ออก ส่วนยายแม่ค้าก็ยกมือท่วมหัวเหมือนจะไหว้กราบกรานใครสักคน ก่อนแกจะลนลานลงท่าน้ำกลับลงเรือไปตามเดิม คล้ายกับว่าลืมเสียสนิทเรื่องผลไม้ที่ตกลงกันค้างอยู่”
ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้อ่านได้รับอารมณ์ความรู้สึกความจงรักภักดี ความจงรักภักดีของราษฎรทุกชนชั้น ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันที่รักยิ่งของชาวไทยมาทุกยุคทุกสมัย
และอีกเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์คือ ในตอนที่กล่าวถึงความเจ็บปวดของเจ้าคุณยุติธรรม บิดาของคุณลาน อย่างชัดเจนที่ท่านไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และเชื่อมั่นในองค์พระมหากษัตริย์เรื่อยมา แนวคิดตรงกันข้ามนี้ไม่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งจนเกินไป เพราะการปกครองแต่ละแบบหากคิดโดยอ้างเหตุผลย่อมนำ8;k,g0ibPi6j’ginv’,kl^jxitgmL
พระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอน
อาจกล่าวได้ว่าตัวละครเอก และตัวละครสำคัญในเรื่องมีความศรัทธา ยึดมั่น ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา หลักธรรมคำสอนคือสิ่งที่เจ้าคุณปู่และคุณย่าได้สั่งสอนทับทิมตั้งแต่เป็นเด็ก และทับทิมก็ได้นำมาเป็นหลักแนวทางในการดำเนินชีวิตจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัว เช่น มงคล ๓๘ ประการ ที่เจ้าคุณปู่สอนทับทิมมาตลอด
“มงคลสามประการของจีนนั้นหากมนุษย์ใดมีครบได้ก็นับว่าโชคดี แต่ว่าใครเล่าจะมีได้ หรือรักษาไว้ได้จนตาย ปู่อยากให้แม่หนูยึดมงคล ๓๘ ประการในพระพุทธศาสนาไว้มากกว่า ประพฤติตนทั้ง ๓๘ ข้อนั่นแหละคือมงคลชีวิต ถึงเผชิญอุปสรรคอย่างไรก็ตามก็ประครองตัวเองเอาไว้ได้ไม่อับจน”
สิ่งที่เจ้าคุณปู่ของทับทิมสั่งสอนนั้นให้คุณค่าทางจิตใจแก่ผู้อ่านเป็นอย่างมากและสิ่งที่แฝงเอาไว้ในคำสอนนั้นทำให้ผู้อ่านเตือนตนอยู่เสมอว่าควรพึ่งสติปัญญาและความสามารถของตนเองมากกว่าจะพึ่งผู้อื่นหรือแม้แต่อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆในครั้งที่ทับทิมสอบเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ วันเปิดเทอมวันแรกเจ้าคุณปู่ตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปส่งเธอ ก่อนออกจากบ้านเจ้าคุณปู่กล่าวกับทับทิมว่า
“เจ้าเป็นผู้มีอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ใส่ตน สิ่งนี้เป็นมงคลอยู่ในตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องพรใด ๆ จากปู่อีก ขอให้เจ้ารักษามงคลของเจ้าตลอดไป”
ถือได้ว่าวรรณกรรมสองฝั่งคลองได้นำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนามานำเสนอผ่านเหตุการณ์ ตัวละครได้อย่างน่าติดตามและเช้าถึงรสถึงอารมณ์ โดยนำมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเป็นจริงของชีวิตอย่างมีเหตุมีผลอย่างปฏิเสธไม่ได้ เช่น
วัฒนธรรมประเพณี
ประเพณีหรือธรรมเนียมที่ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมมากที่สุดคือการแต่งกายไว้ทุกข์ เช่น ในตอนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ทุกคนภายในบ้านของเจ้าคุณทหารต่างวุ่นวายในการหาเสื้อผ้าใส่ไว้ทุกข์ จะเห็นได้ว่าราษฎรทุกชนชั้นให้ความสำคัญในการปฏิบัติ แต่งกายไว้ทุกข์เป็นอย่างมาก โดยกล่าวไว้ว่า
“คุณปู่กลับเข้าบ้านมากินอาหารว่าง แล้วแต่งตัวออกจากบ้านไปอีกโดยไม่ได้บอกว่าไปไหน แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระบรมศพ และพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ส่วนคนภายในบ้านหลังตกตะลึงกันพักใหญ่แล้วต่างก็โกลาหลหาเสื้อผ้าไว้ทุกข์กันเป็นแถวไม่เว้นแม้แต่พวกเด็ก ๆ อย่างทับทิม”
“ตามธรรมเนียมสมัยนั้น การแต่งกายไว้ทุกข์จะเห็นได้ชัดในวันเผาศพ ถ้าเป็นลูกหลานหรืออายุน้อยกว่าคนตายก็นุ่งขาว ถ้าผู้ไปร่วมงานเป็นผู้ใหญ่กว่าคนตายก็นุ่งดำ ส่วนเวลาอยู่ในบ้านนั้นมักไม่เคร่งครัดนัก เพียงไม่แต่งสีฉูดฉาด แต่ด้วยคำสอนของคุณปู่ คนในบ้านจึงต้องนุ่งขาวห่มขาวกันหมด เว้นแต่เด็กอย่างทับทิม หล่อนสวมเสื้อคอกระเช้าชั้นในสีขาว ร้อยด้วยโบสีดำ และนุ่งโจงกระเบนสีดำ”
วัฒนธรรมที่สะท้อนสภาพสังคมในวรรณกรรมสองฝั่งคลองมีอย่างหลากหลาย คือวัฒนธรรมที่เกิดหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ทั้งการรณรงค์ให้เลิกกินหมาก วัฒนธรรมการสวมหมวก หรือการกินก๋วยเตี๋ยวซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นใหม่โดยนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น เช่น จากเนื้อความในเรื่องตอนหนึ่งว่า
“เสียงเพลงจากวิทยุดังลั่นมาจากบ้านของนายผสาน ในบ้านเขามีเครื่องรับวิทยุขนาดใหญ่ เปิดทีได้ยินไปทั้งสองฝั่งคลอง ไมว่าชาวบ้านจะอยากได้ยินหรือไม่ก็ตาม นายผสานไม่ได้สนใจ แต่ตัวเขาเองต้องเปิดฟังข่าว แถลงการณ์ของรัฐบาล บทความปลุกใจตลอดจนเพลงปลุกใจต่าง ๆ สอดคล้องกับ ‘รัฐนิยม’ และ ‘วัฒนธรรม ซึ่งเฟื่องฟูอยู่ในยุคนั้น”
“เมื่อก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นอาหารขึ้นหน้าขึ้นตา ก็มีเพลงปลุกใจให้นิยมกินก๋วยเตี๋ยวเกิดขึ้นทับทิมได้ยินเพลงกระจายมาจากบ้านนายผสานได้ยินถนัด”
“ก๋วยเตี๋ยว...ก๋วยเตี๋ยว
ของไทย...ใช้พืชผลอยู่ในไทยทั้งสิ้น
ทรัพย์ในดินหาได้ทั่วไป
ช่วยซื้อขายให้มั่งมี
ก๋วยเตี๋ยว...ก๋วยเตี๋ยว...
(สร้อย) ไหนเอามาซี...อยากลองแห้งสักชาม
ไหนเอามาซี...อยากลองแห้งสักชาม
ไทยปรุงรสอร่อยสะอาดงาม
ชายตามระเบียบดี
ก๋วยเตี๋ยว...ก๋วยเตี๋ยว....”
ความไม่แน่นอนของชีวิต อำนาจและทรัพย์สมบัติ
“พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจังนั้นเป็นความจริง อย่าว่าแต่ปู่เลย แม่หนูเอ๋ย แม้คนใหญ่คนโตกว่าปู่ก็ยังตกต่ำลงไปแทบไม่มีอะไรกินมีตัวอย่างให้เห็นนับไม่ถ้วนปู่จึงไม่อยากยึดมั่นกับโภคทรัพย์ให้มากนัก แล้วไม่อยากให้แม่หนูหลงใหลไปกับมันด้วย สู้มีสติ มีปัญญาและวิชาไว้เลี้ยงตัวไม่ให้อับจนเสียยังดีกว่า”
ชีวิตหรือทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง ซึ่งทุกคนรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี วรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง” ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงหรือความไม่แน่นอนดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ทั้งชีวิต และทรัพย์สมบัติ เมื่อตายไปแล้วทุกคนก็ไม่สามารถนำไปได้ ดังนั้นการแก่งแย่งชิงดี ทั้งความโลภที่ทำให้มนุษย์ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าว ผลสุดท้ายนั้นสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ เช่นตอนที่คุณพระสามีของคุณป้ายี่สุ่นเสียชีวิต โดยก่อนหน้านี้คุณพระได้แบ่งมรดกให้ลูกทุกคน แล้วก็ไปอาศัยอยู่กับลูกแต่ลูกก็ปฏิเสธที่จะเลี้ยงดูพ่อ ทำให้คุณพระฟ้องร้องเรียกคืนมรดกกับลูกสาวก่อนที่จะเสียชีวิต
ตั้งแต่ทับทิมโตมาและจำความได้ ทับทิมได้เห็นชีวิตของคุณพระมาตลอดทำให้เข้าใจความจริงของชีวิตดังกล่าว เมื่อจุดธูปเทียนกราบพระ และกราบศพคุณพระ ทับทิมขอโหสิและอโหสิให้คุณพระด้วยความจริงใจ เหตุการณ์เกิดขึ้นตามลำดับเวลาทำให้เธอประจักษ์ในความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ไม่ว่าเกียรติยศ เงินทอง แม้แต่ร่างกายที่มนุษย์หวงแหน ในที่สุดก็ต้องละทิ้งเอาไว้เพียงแค่นี้
ขณะนั้นทับทิมนึกถึงบทประพันธ์ของสุนทรภู่ ที่ว่า
“กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น”
ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ทับทิมเข้าใจถึงสัจธรรมแห่งชีวิตเป็นอย่างดี สังเกตได้จากในตอนที่ผู้แต่งได้บรรยายถึงความรู้สึกของทับทิมในตอนนั้นไว้ว่า
“หญิงสาวกราบศพคุณพระด้วยความปลงตกต่อทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ท่านไม่รักใคร่เอ็นดูหล่อน แต่คุณพระก็ได้ชื่อว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ ชีวิตท่านจบลงเช่นเดียวกับมนุษย์อื่น ๆ คือไม่สามารถพาสิ่งใดติดตัวไปได้ นอกจากบุญและกรรมที่ทำไว้ ทับทิมไม่ประสงค์จะผูกพันมีหนี้กรรมกับคุณพระอีกต่อไป”
จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เจ้าคุณปู่ขอทับทิมคอยเตือนทับทิม และสั่งสอนทับทิมมาตลอด คือ
“เงินทองก็เหมือนกัน ถึงเวลาคนอื่นเขาก็เอากลับคืนไป เปลี่ยนมือไป ตามธรรมดาโลก อย่างที่เรียกกันว่าสมบัติเป็นนของกลางของโลก ใครมีบุญคนนั้นก็ได้ไป เพราะฉะนั้นปู่จะสอนไว้อย่าไปยึดกับอะไรให้มากนัก ชีวิตคนเหมือนดวงดาว อยู่บนฟ้าก็ตกลงมาได้”
การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี
วรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง” นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และสภาพสังคมโดยทั่วไปในสมัยนั้นแล้ว สิ่งที่แสดงถึงวิถี ประเพณี ของความเป็นไทยคือ ความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระพุทธศาสนานั่นคือการเป็นศาสนิกชนที่ดี การธำรงพระพุทธศาสนา ทั้งใจคิดดี และกายทำดี
จะเห็นได้จากคุณย่าของทับทิมที่พิการทางสายตา แต่ท่านก็ตื่นมาใส่บาตรทุกเช้า โดยให้ทับทิมมาด้วย คุณย่าพยายามปลูกฝังความเป็นชาวพุทธที่ดีให้แก่ทับทิม เช่น ตอนที่ทับทิมอาสาอ่านหนังสือให้คุณย่าฟัง คุณย่าเลือกให้ทับทิมอ่านปฐมสมโพธิกถาให้ฟัง
ทับทิมสงสัยว่าเมื่อก่อนนั้นคุณย่าจะชอบให้เธออ่านวรรณคดีสนุก ๆ ให้ฟัง แต่ปีนี้ทั้งปีตั้งแต่คุณย่าสุขภาพอ่อนแอ คุณย่ามักให้อ่านหนังสือธรรมหรือพุทธประวัติ เพียงเพราะคุณย่าของทับทิมรู้ตัวดีว่าท่านจะอยู่กับทับทิมได้อีกไม่นาน ท่านไม่แน่ใจว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นี้จะช่วยหลานสาวกำพร้าให้รอดตัวได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ท่านจึงอยากจะทิ้งทรัพย์อันประเสริฐคือพุทธธรรมเอาไว้ให้ทับทิมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจต่อไปในอนาคต
เมื่ออ่านได้ครู่หนึ่งคุณย่าถามทับทิมว่า
“เข้าใจไหมที่พระพุทธเจ้าตรัส”
ซึ่งในตอนนั้นทับทิมย้อนถามคุณย่าต่อไปว่า
“เรื่องอามิสบูชากับปฏิบัติบูชาน่ะหรือเจ้าคะ ?”
คุณย่าของทับทิมจึงกล่าวกับทับทิมต่อว่า
“นั่นแหละหลาน อามิสบูชาคือการบูชาด้วยข้าวของเงินทอง ส่วนปฏิบัติบุชาคือการบูชาด้วยการประพฤติธรรม พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญปฏิบัติบูชามากกว่าอามิสบูชา เข้าใจไหม แม่ทับทิม”
“เข้าใจค่ะ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้เรื่องกรรม คือการกระทำของเราแต่ละคน แล้วมุ่งให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดถ้าคนเรายังทำถึงขั้นหลุดพ้นไม่ได ก็แค่ปฏิบัติให้กิเลสเบาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ใช่ไมเจ้าคะ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง”
“อย่างที่ว่ามาใช่แล้ว อย่างการเอาข้าวของบูชาไปบูชาท่าน จะไม่ได้อานิสงส์เท่าการปฏิบัติตัวเป็นชาวพุทธที่แท้จริงอย่างหลานว่า เรื่องบุญเรื่องกรรมนี้ซื้อกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าทำบาปแล้วรีบทำบุญชดเชย ขืนเป็นอย่างนั้น อีกหน่อยสวรรค์คงมีแต่พวกเศรษฐี คนจน ๆ ไม่ได้ขึ้น”
“แล้วทำไมคุณย่าใส่บาตรพระท่านทีละตั้งหลาย ๆ องค์ล่ะเจ้าคะ”ทับทิมถามต่อไป ว่าจะไม่แย้งก็อดไม่ได้
แต่คุณย่าก็ไม่เคือง กลับตอบอย่างใจเย็นว่า
“เพื่อให้พระสงฆ์ท่าได้สืบต่อศาสนาต่อไปน่ะซีหลานเอ๋ย แม่ทับทิมก็รู้ดีว่าท่านตัดทางโลกไปสู่ทางธรรม ทำมาหากินอย่างชาวบ้านไม่ได้ ถ้าชาวบ้านไม่เลี้ยงท่าน ท่านจะเอาที่ไหนกิน ถึงเรียกว่าภิกษู แปลว่า ผู้ขอ นั่นอย่างไร ย่าทำบุญก็เพียงใส่บาตรเสียโดยมาก คือช่วยยังชีวิตพระท่านให้มีเรียวแรงปฏิบัติธรรมต่อไป หรือบูรณะวัดก็เพราะมรรคนายกมาเล่าว่าเก่าแก่เต็มที กุฏิหรือวิหารบางส่วนผุพัง พระท่านลำบากย่าก็ซ่อมให้ แต่ถ้าขนข้าวของไปถวายมาก ๆ เพื่อไปสะสมกิเลสให้ท่านละก็ ย่าไม่ทำ ทำไปก็กลัวจะได้บาปมากกว่าได้บุญ”
ในตอนที่ยกมาทั้งหมดนี้เป็นตอนที่คุณย่าได้ปลูกฝังความเป็นชาวพุทธให้ทับทิม ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักอยู่เสมอว่า การปฏิบัติตามแบบชาวพุทธที่แท้จริงต้องปฏิบัติอย่างไร ผู้อ่านได้นำคำสอนที่คุณย่าสอนทับทิมมาปรับใช้กับผู้อ่านด้วย อีกทั้งทำให้ทราบว่านอกจากทรัพย์สมบัติที่ถือว่าหามาได้แต่ไม่มีความแน่นอนแล้ว พุทธธรรมคือสิ่งที่เราควรประพฤติปฏิบัติ และสั่งสม เพื่อเกิดความสุขความมั่นคงในชีวิตอย่างไม่มีวันหายไปไหน ถือได้ว่าเกิดคุณค่าทางจิตใจ และจรรโลงใจผู้อ่านเพื่อปฏิบัติ
เป็นศาสนิกชนที่ดีได้ต่อไป
ความพยายามที่จะใฝ่ศึกษา มีวิชาเหมือนมีทรัพย์
ทับทิมเปิดกระเปาหมากใบเก่าคร่ำคร่าของคุณย่าซึ่งเธอถือมาด้วยแทนกระเป๋าถือ เพราะไม่มีอะไรจะบรรจุของมีค่าของมารดา
“หลานก็มีแต่ของแต่งตัวของคุณแม่ คุณปู่คุณย่าท่านเก็บไว้ให้ ว่าจะขายเอาเงินมาเรียนหนังสือ ค่าเล่าเรียนปีหน้านั้น คุณป้าท่านจะให้หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ”
ทับทิมอดทนและทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ ได้มีความรู้เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ ในตอนที่คุณป้ายี่สุ่นไม่จ่ายเงินค่าเทอมให้ตามที่สัญญากับเจ้าคุณปู่ไว้ ทับจึงปรึกษากับนางเสมแล้วตัดสินใจนำของมีค่าที่เป็นสมบัติของแม่ และคุณย่าไปขายฝากกับคุณนายปลื้มซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเทอม
“นานมาแล้ว เด็กคนหญิงหนึ่งนั่งเรือจากคลองมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำไปเรียนหนังสือหาความรู้ใส่ตัวเองด้วยความไม่ย่อท้อ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
บัดนี้ เด็กหญิงข้ามมาถึงอีกฝั่งได้โดยปลอดภัย”
การที่เด็กหญิงต้องอดทนประคับประครองตัวเองให้ก้าวพ้นทุกปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านน้ำตาร่วงได้ด้วยเช่นกัน ความอดทนต่อความใฝ่ดีที่จะศึกษาหาความรู้ และนำความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินเพื่อเอาตัวรอดตามที่ผู้มีพระคุณได้สั่งสอนมา เป็นสิ่งที่เธอมุ่งมั่นอดทนและถือได้ว่าความอดทนในตัวเธอนั้นเป็นทั้งหมดในชีวิตของเธอ การมุ่งมั่นฝักใฝ่ในการศึกษาของทับทิมเพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็จะตั้งใจเรียนให้จบ ในขณะที่ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ หวังที่จะแต่งงานกับคนรวย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อ่านเกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น
ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความกตัญญูมากที่สุด คือความกตัญญูของทับทิมทิมที่มีต่อผู้มีพระคุณทุกคน จะเห็นได้จากผู้ที่เลี้ยงดูทับทิมมาตั้งแต่เกิดคือเจ้าคุณปู่และคุณย่า ตอนท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ทับทิมก็ดูแลปรนนิบัติ เชื่อฟังคำสั่งสอนทุกอย่าง ในตอนที่ท่านทั้งสองสิ้นแล้ว ทับทิมก็ยังระลึกถึงพระคุณ และยังคงปฏิบัติตามคำสอนของท่านตลอดเวลา
ญาติพี่น้องของทับทิมก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ทุกคนจะจงเกลียดจงชังทับทิม แต่ทับทิมก็ไม่ถือโทษโกรธเคือง กลับมาเยี่ยมยามถามข่าว คอยช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส
เมื่อทับทิมแต่งงานกับคุณลาน ทับทิมก็ดูแลปรนนิบัติท่านเจ้าคุณยุติธรรมพ่อของคุณลานเป็นอย่างดี คอยดูแลรับใช้เมื่อท่านไม่สบาย จนท่านเจ้าคุณยุติธรรมรักและเอ็นดูทับทิมเหมือนลูก
ความกตัญญูของทับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกชื่นชม และซาบซึ้งขณะที่อ่าน ในตอนที่นางเสมคนใช้เก่าแก่ของทับทิมเสียชีวิต เป็นตอนที่ทำให้ผู้อ่านร้องไห้ตามไปด้วย เพราะทำให้ผู้อ่านเห็นว่าถึงแม้นางเสมจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับทับทิม แต่ทับทิมก็รักและเคารพนางเสมเป็นอย่างมาก ในตอนที่นางเสมเสียชีวิตอาจกล่าวได้ว่าเป็นตอนที่ทับทิมร้องไห้เสียใจหนักที่สุดเรื่อง
“ฉันไม่มียายเสม ก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลห
คุณปู่ คุณย่า ยายเสม ทิ้งฉันไปหมด คุณป้าพึ่งสิ้นบุญ ฉันใจหายฉันสลดใจ แต่ฉันไม้ทุกข์แสนสาหัสเหมือนยายเสมจากไป “
ในตอนที่ทับทิมยื่นมือไปรับกระดูกนางเสมจากตาผล ทับทิมยังคงระลึกถึงพระคุณนางเสม ผู้ที่เลี้ยงดู คอยป้อนข้าวป้อนน้ำเหมือนดั่งกับแม่ คอยรับใช้ คอยอยู่เป็นเพื่อนไม่ว่าจะยามทับทิมสุขหรือทุก หรือแม้ในตอนที่ทับทิมตกอับไร้ที่อยู่นางเสมก็ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งทับทิม
“ทับทิมเอื้อมมือไปรับด้วยความเหม่อลอย หล่อนร้องไห้จนไม่มีน้ำต่จะร้องไห้อีกต่อไปแล้ว แม้จนบัดนี้ เมื่อก้มลงมองห่อผ้าสีมอ ๆ ในมือ หล่อนก็ไม่อาจทำใจได้ว่านี่คือนางเสม นางเสมผู้ซึ่งป้อนข้าวป้อนน้ำหล่อนมาตั้งแต่เกิด ยอมเหนื่อยยากอดทนความลำบากและความขาดแคลนสารพัดอย่าง มอบชีวิตจิตใจของแกให้เด็กหญิงคนหนึ่งโดยไม่หวังผลตอบแทนสิ่งใดเลย ไม่เคยแม้แต่เรียกร้องให้ทับทิมเลี้ยงดูแล ตอบแทนนางในยามแก่ชรา ความรักอันยิ่งใหญ่ไพศาลของนางเสม ทิ้งร่องรอยเอาไว้เพียงแค่เถ้าถ่าน และกระดูกในห่อผ้านี้เองหรือ ?”
ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ความกตัญญูของทับทิมทำให้ชีวิตของทับทิมประสบผลสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ล้วนให้คุณค่าทางจิตใจแก่ผู้อ่าน เป็นแบบอย่างที่ดีในการเลือกมาเป็นแนวปฏิบัติเพื่อความถูกต้อง และเป็นสิริมงคลมีความรุ่งเรืองในชีวิต
คุณค่าด้านประวัติศาสตร์
วรรณกรรม “สองฝั่งคลอง” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยไว้อย่างเด่นชัดคือเหตุการณ์ทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงการปกคลอง และสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ผู้เขียนได้บรรยายถึงความลำบากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในช่วงยุคสงคาม ซึงเป็นข้าวยากหมากแพงคุณลานต้องไปทำงานเสริมเพื่อจะได้เงินมาเพียงพอกับค่าใช้จ่าย
เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกนำเสนอผ่านวรรณกรรม เช่น
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ บุคคลกลุ่มหนึ่งไดใช้ชื่อว่าคณะราษฎร์ ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย”
“คณะราษฎร์ กราบทูลให้สมเด็จพระนครสวรรค์วรพินิต ประธานอภิรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จออกนอกประเทศ และต่อมา ในวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๕ คำสั่งให้นายทหารยศชั้นนายพลทั้งหมดออกจากราชการ”
“วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามนูปกณ์นิติธาดา”
คุณค่าด้านสภาพสังคมของผู้หญิง
สภาพของผู้หญิงในเรื่องซึ่งอยู่ในช่วง พ.ศ.๒๔๖๘-๑๔๘๙ ในช่วงที่ทับทิมกำลังศึกษาเล่าเรียน ทับทิมมักจะโดนนางเสมบังคับให้สนใจงานเหย้างานเรือนซึ่งเป็นของผู้หญิงมากกว่าจะไปเรียนหนังสือ เพราะกรเรียนหนังสือเป็นหน้าที่ของผู้ชาย แม้แต่นายเจิมยังต่อว่าทับทิมว่า
“โตเป็นสาวแล้วจะไปเรียนทำไมกัน เสียเงินเสียทองไม่เข้าเรื่อง ลูกผู้หญิงจะได้ดีต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน คนเขาถึงจะยกย่องสรรเสริญว่าพ่อแม่เลี้ยงดี ใคร ๆ ก็อยากได้ไปเป็นแม่ศรีเรือน”
จะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงเริ่มมีมากขึ้นในช่วงนั้น เพราะผู้หญิงสามารถทำงานนอกบ้านได้ ผู้หญิงทำได้มากว่าการเป็นแม่บ้านแม่เรือน นั่นคือการไปเรียนหนังสือเพื่อนำความรู้มาประกอบอาชีพ
เลี้ยงตน
มิใช่การชิงรักหักสวาท หรือด่าทอตบตีกันแล้ว การที่เด็กหญิงต้องอดทนประคับประครองตัวเองให้ก้าวพ้นทุกปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านน้ำหูน้ำตาร่วงได้ด้วยเช่นกัน ความอดทนต่อความใฝ่ดีที่จะศึกษาหาความรู้ และนำความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินเพื่อเอาตัวรอดตามที่ผู้มีพระคุณได้สั่งสอนมา เป็นสิ่งที่เธอมุ่งมั่นอดทนและถือได้ว่าความอดทนในตัวเธอนั้นเป็นทั้งหมดในชีวิตของเธอ การมุ่งมั่นฝักใฝ่ในการศึกษาของทับทิมเพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็จะตั้งใจเรียนให้จบ ในขณะที่ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ หวังที่จะแต่งงานกับคนรวย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อ่านเกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น
”สองฝั่งคลอง” มีหลายแง่หลายมุมที่จรรโลงใจ จรรโลงสังคม ให้แนวคิด และคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมากจากทุกตัวละครทุกตัว
การได้เฝ้ามองตัวละครตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นเหตุที่และผลของการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร ทับทิมถูกปลูกฝังให้รักในการเรียนมาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้อ่านประทับใจในคำสอนของเจ้าคุณปู่เจ้าคุณย่า นับได้ว่าวรรณกรรมเรื่อง “สองฝั่งคลอง” เป็นวรรณกรรมที่ให้ข้อคิด เตือนสติ ยกระดับจิตใจของผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านซาบซึ้ง มีความสุขเอิบอิ่มตลอดทั้งเรื่อง
บทที่ ๕
สรุป
องค์ประกอบของวรรณกรรม “สองฝั่งคลอง” มีองค์ประกอบที่ครบถ้วน สมบูรณ์ ทั้งแนวคิด โครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉากและเวลามีเนื้อหาที่น่าสนใจ “สองฝั่งคลอง” ผู้เขียนได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความเป็นจริงในชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงสังคมและชีวิตมนุษย์ในวงกว้างนอกจากภาพของสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏในเรื่องแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดคือได้ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านชีวิตของตัวละคร ให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ประหยัด และรู้จักทำในสิ่งที่ถูกที่ควรและการใฝ่ดีในการเรียน การมีวิชาความรู้ มีหลักธรรมคำสอนเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็สามารถเอาชนะทุกปัญหาได้
สำหรับกลวิธีการใช้ภาษามีคำสี่จังหวะที่ไพเราะเหมาะความ มีโวหารตลอดทั้งเรื่อง ทั้งบรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร
เหนือสิ่งอื่นใดความราบรื่นกินใจของภาษาที่มีความละเมียดละไม มีท่วงทำนองไพเราะ มีความหมายชัดเจนและสื่อถึงใจผู้อ่านได้อย่างลึกซึ้ง มีคุณค่ามีหลักธรรมคำสอนที่เหมาะสมกับเยาวชน และคนทั่วไป เป็นวรรณกรรมที่จรรโลงใจ จรรโลงสังคม เป็นเครื่องเตือนสติให้คิดดีทำดี ใช้สติและไม่ประมาท
วรรณกรรม“สองฝั่งคลอง” ที่เต็มไปด้วยความเอิบอิ่มแห่งสุขนี้ซึ่งไม่มีการด่าทอตบตี ไม่มีการชิงรักหักสวาท มีแต่ความซาบซึ้งตลอดทั้งเรื่อง จึงเหมาะสมกับเด็ก เยาวชนและทุกวัย เมื่ออ่านแล้วจะมีกำลังใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ถือได้ว่าเมื่ออ่านวรรณกรรม “สองฝั่งคลอง” แล้วผู้อ่านจะมีความสุข จนยกย่องให้เป็นวรรณกรรมในดวงใจ
มองหน้าแลหลังสองฝั่งคลองตามครรลองวิถีชีวิตสู้
ฝั่งอดีตสอนเราให้เรียนรู้อีกฝั่งสอนให้อยู่กับปัจจุบัน
คติธรรมคำสอนเจ้าคุณปู่ทำความดีเพื่ออยู่อย่างสุขสันต์
ใช้สติดำเนินชีวิตนิจนิรันดร์อันสมบัติอำนาจนั้นของนอกกาย
พุทธธรรมนำชีวิตให้สงบ จะได้พบกับแสงแห่งจุดหมาย
สิ่งเหล่านี้ประเสริฐสุดเกินบรรยาย จะสบายสงบพบมงคล