วิจารณ์เรื่องสั้น แม่ฮ้างกล่อมลูก

                  แม่ฮ้างกล่อมลูก เป็นวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นของคุณธนณัฏฐ์ อารยสมโพธิ์ ๑ ใน ๑๓ เรื่องสั้นที่ผ่านเข้ารอบในโครงการ “ ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ” เรื่องนี้ผู้แต่งได้มีการนำเอาวัฒนธรรมฟ้อนรำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินเรื่อง  และภายในเรื่องยังจะได้เห็นถึงความรักของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก ความเข้มแข็งของผู้หญิงคนหนึ่งที่สามีทิ้งแล้วไปมีครอบครัวใหม่แต่เธอก็สามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้เป็นอย่างดี ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ซึ่งเรื่องนี้เมื่ออ่านแล้วอาจทำให้คนที่เป็นลูกถึงกับน้ำตาซึม เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างสะเทือนใจเกิดขึ้นกับตัวละคร ทำให้ผู้อ่านได้หวนคิดว่าควรรักหรือให้ความสำคัญกับบุพการีให้มากๆ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย หรือถึงจะทำแต่พวกท่านก็คงไม่สามารถที่จะเห็นได้ เนื่องจากท่านไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว

         โครงเรื่องแม่ฮ่างกล่อมลูก

              เป็นเรื่องราวของไหม เด็กหญิงที่อยู่กับแม่เพียงแค่สองคน เนื่องจากคนเป็นพ่อได้แยกทางไปมีครอบครัวใหม่ โดยทิ้งภาระทั้งหมดให้กับคนที่เป็นภรรยาได้แบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ไหมเป็นคนที่ไม่ชอบการฟ้อนรำแต่เธอก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากแม่จะชอบเคี่ยวเข็ญให้ไหมฝึกซ้อมรำอยู่เสมอตั้งแต่เธอยังเด็กจนโตถึงแม้จะรู้ว่าเธอไม่ชอบก็ตาม โดยแม่มักจะให้เหตุผลว่า การฟ้อนรำ คือการช่วยกันอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองให้คนอื่นได้รู้จักและมีวงกว้างขยายออกไป ตอนแรกๆไหมไม่ค่อยชอบฟ้อนรำเท่าไรนัก แต่พอนานวันเข้าเมื่อเธอเริ่มเข้าเรียนมัธยม จึงทำให้เธอมีความสนใจหรือชอบในด้านฟ้อนรำมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่มีใครคอยบังคับหรือเคี่ยวเข็ญ จากนั้นไม่นานก็ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นกับชีวิตเธอซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่แย่ลง และที่เลวร้ายไปมากกว่านั้น ก็คือ แม่ของเธอได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง หวนคิดได้ว่า แม่คือคนที่รักเธอมากที่สุดในชีวิต ทุกอย่างที่แม่บอกแม่สอนล้วนแต่ต้องการให้ลูกนั้นเป็นคนดี แต่การที่เธอมาคิดได้ในตอนนี้นั้นมันก็สายเสียแล้ว เพราะแม่ของเธอมิอาจที่จะฟื้นคืนมาได้ดังเดิม สิ่งเดียวที่เธอจะทำได้ในตอนนี้นั้นก็คือ การรำด้วยใจ ในวันเผาแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่คอยพร่ำสอนนักหนาและเธอเองก็คิดว่าวันนี้เธอได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ว่าการรำด้วยใจนั้นเป็นอย่างไร

          กลวิธีในการดำเนินเรื่อง

                     การเปิดเรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูก     เป็นการเปิดเรื่องโดยการพรรณนาให้เห็นถึงลักษณะของสภาพธรรมชาติ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน เช่น ต้นข้าวเหลือแต่ตอซัง พระอาทิตย์เพิ่งลอยสูงได้เพียงเส้นขอบฟ้า หมอกขาวยามเช้าโรยตัวละเลียดอยู่เหนือยอดต้นมันสำปะหลัง เสียงหมาเห่าฟังได้ยินมาจากไกล ๆ กลิ่นควันที่ชาวบ้านก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารฟุ้งอยู่ในอากาศ หรือแม้กระทั่งกีบเท้าวัวควายนับสิบเดินเชื่องช้าผ่านหน้าบ้านไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจริงจึงทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมเสมือนว่าตนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย

                     การดำเนินเรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูก     มีการดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา โดยผู้แต่งเป็นคนเล่าเรื่อง กล่าวคือ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์มีการเรียงลำดับอย่างเป็นขั้นตอนและสัมพันธ์กัน โดยเริ่มจากการที่ไหมอยู่กับแม่เนื่องจากพ่อและแม่ได้แยกทางกัน แม่มักจะให้เธอหัดซ้อมรำอยู่เสมอตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งไหมโตเป็นสาวแม่ก็ยังคงมุ่งมั่นสอนเธอให้รำต่อไป เมื่อเธอเริ่มโตเป็นสาว เข้าเรียนมัธยม จึงทำให้เธอสนใจที่จะไปสมัครเข้าร่วมกับวงโปงลางของโรงเรียน เมื่อมีการประกวดที่ไหนเธอก็จะไปทุกที่และก็มักจะได้รับรางวัลเกือบทุกรายการ สิ่งๆนี้จึงเป็นเสมือนแรงจูงใจที่ทำให้เธอรู้สึกชอบการฟ้อนรำขึ้นมาอย่างจริงๆจังๆโดยที่ไม่ได้มีใครบังคับ หรือเคี่ยวเข็ญให้ทำเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งผู้แต่งมีการสร้างปมขัดแย้งของเรื่องนี้ คือ การที่เธอไม่ผ่านเข้ารอบเพื่อไปแสดงในงานประจำปีระดับประเทศที่กรุงเทพฯ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุทำให้เธอรู้สึกเสียใจ ท้อแท้ ไม่อยากที่จะรำ และที่สำคัญจากเหตุการณ์นี้พลอยทำให้เธอรู้สึกโกรธคนเป็นแม่อย่างมาก เนื่องจากเธอเชื่อแม่ที่แนะให้เธอนำเพลงแม่ฮ้างกล่อมลูกไปประยุกต์เข้ากับท่ารำเพื่อนำไปประกวดจนต้องแพ้ ถ้าเชื่อตัวเองไม่เชื่อแม่เธอคิดว่าคงจะไม่แพ้แน่นอน เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงทำให้ เธอไม่อยากที่จะพบหรือคุยกับแม่ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างเธอกับแม่มากขึ้นกว่าเดิม เรื่องคลี่คลาย เมื่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สิ่งๆนี้จึงทำให้เธอคิดได้ว่าแม่สำคัญกับเธอแค่ไหน สิ่งที่แม่พร่ำบอกพร่ำสอนล้วนแล้วแต่ต้องการให้เธอได้ดีทั้งนั้น แต่เมื่อคิดได้ตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะอย่างไรแม่ของเธอก็ไม่อาจสามารถที่จะฟื้นคืนมาได้ เมื่องานวันเผาแม่ เธอจึงตั้งใจที่จะทำตามสิ่งที่แม่ของเธอต้องการ นั่นคือ การรำที่ใช้ใจรำ ซึ่งเธอได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การรำโดยใช้ใจรำนั้นมันเป็นอย่างไร

                      การปิดเรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูก    ปิดเรื่องแบบโศกเศร้า เนื่องจากตัวละครเอกได้เสียบุคคลอันเป็นที่รักไป นั่นก็คือ แม่ ดังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของไหมที่พูดในตอนสุดท้าย ถึงแม้ว่าเธอพยายามที่จะเข้มแข็งไม่ร้องไห้พูดราวกับว่าไม่รู้สึกเสียใจ แต่ในน้ำเสียงของเธอนั้นมันแฝงไปด้วยหยาดน้ำตาปนสะอื้นและความเสียอย่างหาที่สุดมิได้

            ยกตัวอย่าง     เมื่อเสียงเพลงจบลง ลมหนาววูบหนึ่งก็พัดผ่านมา อีกไม่นานฤดูหนาว ก็คงผ่านไป มันสำปะหลังก็คงเติบโตพอที่จะขายได้ราคา เมื่อกาลเวลาเดินทางไป ถึงฤดูฝนของปีหน้าต้นข้าวที่เหลือแต่ตอซังก็คงจะถูกไถกลบเป็นปุ๋ยให้เมล็ดข้าวรุ่น ใหม่ได้งอกงาม เช่นเดียวกันกับเมล็ดพันธุ์วัฒนธรรมที่แม่ได้ปลูกไว้ในใจของไหม อีกไม่นาน ก็คงเจริญงอกงามออกดอกออกผลให้ได้ชื่นใจ

          ตัวละคร

        ตัวละครหลักที่ดำเนินเรื่องตลอดตั้งแต่ต้นจนจบคือไหม ซึ่งเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ กล่าวคือ เป็นตัวละครที่มีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม มีอารมณ์ที่มนุษย์ทั่วไปมักมี ได้แก่ อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ อยู่ภายในตัวและมีการแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

 เช่น           -     เมื่อครั้งที่ไหมแพ้การประกวด เธอก็จะร้องไห้เสียใจ พาลโกรธให้ทุกคน ทั้งพ่อ แม่ กรรมการ และผู้ร่วมแข่งขันคนอื่นๆ

-       เมื่อครั้งที่แม่เสียชีวิต ไหมรู้สึกเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟาย

                พ่อกับแม่ เป็นตัวละครรองที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้เนื้อเรื่องมีการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกัน

          ฉาก

                 ฉากในเรื่องสั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านแห่งหนึ่งในชนบท ถึงแม้ฉากจะน้อย แต่บางตอนผู้เขียนบรรยายอย่างละเอียดให้ผู้อ่านมองเห็นภาพ เช่น ฉากนอกบ้าน ผู้เขียนได้บรรยายไว้ดังนี้  

                       ฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว ต้นข้าวเหลือแต่ตอซัง พระอาทิตย์เพิ่งลอยสูงได้เพียงเส้นขอบฟ้า หมอกขาวยามเช้าโรยตัวละเลียดอยู่เหนือยอดต้นมันสำปะหลัง เสียงหมาเห่าฟังได้ยินมาจากไกล ๆ กลิ่นควันที่ชาวบ้านก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารฟุ้งอยู่ในอากาศ กีบเท้าวัวควายนับสิบเดินเชื่องช้าผ่านหน้าบ้านไป

                   จากข้อความข้างต้น  ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามและสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจริง

          สารัตถะ

         ผู้แต่ง ได้ใช้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้เพื่อให้เห็นภาพช่องว่างระหว่างวัยของแม่กับลูก สะท้อนมุมมองที่เด็กมองผู้ใหญ่ เด็กอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนนั้นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ น่ารำคาญ ไม่อยากที่จะทำ แต่ตรงข้ามกับผู้ใหญ่ที่สอนนั้น ก็เพื่อต้องการให้มีความรู้ ความสามรถ สามารถที่จะนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ ซึ่งเด็กๆส่วนมากมักจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและมักจะคิดได้เมื่อสายเกินแก้

          การประเมินค่า

                    คุณค่าทางด้านเนื้อหา   แนวความคิดและกลวิธีการนำเสนอของผู้แต่งมีคุณค่าที่น่าสนใจ นอกจากจะมีวิธีใช้ถ้อยคำภาษาและแสดงชั้นเชิงการแต่งแล้ว ยังมีการวิเคราะห์ถึงเนื้อหาสาระและแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งเนื้อหาสาระนั้นได้ชี้ช่องให้มองเห็นความเป็นจริงในชีวิตและยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนในด้านการฟ้อนรำเพื่อให้เป็นที่รู้จักและแพร่วงกว้างออกไป รวมทั้งยังมีทัศนคติและมุมมองของเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังคงมีความแตกต่างกัน

    ยกตัวอย่าง               

                “ไหม มาคุยกันดี ๆ ลูก ลูกไม่ต้องไปเสียใจ รางวัลเป็นแค่ผลพลอยได้ นะลูก สิ่งที่ลูกทำคือการสืบสานวัฒนธรรมของเรา ถ้าลูกตั้งใจทำดีที่สุดแล้วลูกจะไป เสียใจทำไม โอกาสในชีวิตมีอีกตั้งมากมาย ไหม ออกมาคุยกับแม่สิลูก ”

                  จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในความคิดของคนเป็นแม่รางวัลเป็นแค่ผลพลอยได้ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆคือการสืบสานวัฒนธรรม ต่างกับคนเป็นลูก ที่คิดว่าสิ่งที่ต้องการคือรางวัล ส่วนการสืบสานวัฒนธรรมคือผลพลอยได้

                     คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์   ในเรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูกผู้แต่งใช้โวหาร การบรรยายและพรรณนา ในเรื่อง ยกตัวอย่าง

        การบรรยาย

             ลมหนาวพัดมาบาดผิว ไหมกระชับผ้าห่มหนาที่ใช้คลุมตัวไว้ทั้งตัว ยืนแอบอยู่หลังประตูหน้าบ้าน ลอบมองผ่านช่องระหว่างวงกบกับบานประตู สายตาจับจ้องอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน รถของพ่อกำลังเลี้ยวพ้นรั้วไปสู่ถนนสายนั้น ไหมไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้ว คอแห้งผากและตัวร้อนจัดตั้งแต่หลังจากกลับมาจากงานที่จังหวัดสุรินทร์ ใคร ๆ ก็คิดว่าไหมป่วยเพราะอากาศหนาวแต่ไหมรู้ดีว่าไม่ใช่ ไหมเป็นไข้เพราะไหมเสียใจ

        การพรรณนา

               หน้าหนาวปีนี้ ฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว ต้นข้าวเหลือแต่ตอซัง พระอาทิตย์เพิ่งลอยสูงได้เพียงเส้นขอบฟ้า หมอกขาวยามเช้าโรยตัวละเลียดอยู่เหนือยอดต้นมันสำปะหลัง เสียงหมาเห่าฟังได้ยินมาจากไกล ๆ กลิ่นควันที่ชาวบ้านก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารฟุ้งอยู่ในอากาศ กีบเท้าวัวควายนับสิบเดินเชื่องช้าผ่านหน้าบ้านไป

        ผู้แต่งมีการใช้ถ้อยคำที่ดีแสดงภาพออกมาอย่างชัดเจนและน่าสนใจ สามารถทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์หรือบรรยากาศในตอนนั้นด้วย ซึ่งเนื้อหาของผู้แต่งเป็นการเขียนส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นในด้านการฟ้อนรำได้เป็นอย่างดี มีการสอดแทรกแนวคิดดีๆระหว่างการดำเนินเรื่อง และยังเป็นการทำให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักและช่วยกันสืบสาน อนุรักษ์วัฒนธรรมเหล่านี้ให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน

             คุณค่าด้านสังคม    เรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูก เป็นเรื่องสั้นที่นอกเหนือจากจะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมในด้านการฟ้อนรำแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความเป็นจริงในชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหย่าร้าง  ภรรยาต้องเลี้ยงลูกตามลำพังเพียงคนเดียว ปัญหาระหว่างแม่และลูกซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกครอบครัว  และอีกหนึ่งสิ่งที่จะไม่กล่าวถึงก็คงจะไม่ได้ นั่นก็คือ การให้ความรัก ความสำคัญกับคนในครอบครัว เมื่อมีชีวิตอยู่ควรที่จะทำดีต่อกัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วต่อให้เรามาทำดีสักเพียงใด เขาก็ไม่มีวันได้รับรู้ เนื่องจากเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วดังนั้นเรื่องสั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้อ่านเพื่อความสนุกสนานหรือเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการชี้ให้เห็นสัจธรรมและความเป็นจริงในชีวิตของคนเราด้วย