ประเมินผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่ออะไร


วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณา “รายงานการศึกษาระบบการประเมินผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ” ที่สถาบันคลังสมองฯ    โดยเขาศึกษาระบบการประเมินสภามหาวิทยาลัย  อธิการบดี  และคณบดี

ข้อค้นพบที่ผมแปลกใจคือ วิธีประเมินอธิการบดีและคณบดี ที่มัก “ประเมินเชิงอัตวิสัย ไม่ได้ประเมินจากผลงาน”   ซึ่งจากประสบการณ์ของผมในการประเมินอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  และประเมินคณบดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   เราเริ่มต้นที่เป้าหมายของมหาวิทยาลัยหรือคณะ ตามที่อธิการบดีหรือคณบดีได้สัญญาไว้กับสภามหาวิทยาลัย    และสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบเป้าหมายนั้น   เราประเมินการบรรลุเป้าหมายนั้น  คือปนระเมินงานมากกว่าประเมินคน    

อ่านรายงานฉบับสมบูรณ์แล้ว ผมเกิดคำถามว่า ประเมินเพื่ออะไร    ตำตอบของผมคือ เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำคุณประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น    มีผลงานที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น   คือประเมินเพื่อยกระดับ performance      ซึ่งการประเมินที่ทำกันอยู่ยังไม่ซับซ้อนเชื่อมโยงพอ ที่จะทำให้เกิดผลกระทบดังกล่าว   

ในความเห็นของผม การประเมินจะไม่ส่งผลสู่การพัฒนาหรือปรับปรุง หากไม่มีการนำข้อมูลสำคัญจากการประเมินไป feedback ต่อผู้ได้รับการประเมิน และผู้เกี่ยวข้อง    หรือแม้มี feedback แล้ว แต่ไม่มีระบบขับเคลื่อนการพัฒนาส่วนนั้นๆ    ซึ่งเป็นสภาพของมหาวิทยาลัยไทยในปัจจุบัน    คือสามารถอยู่ใน safety zone ของระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยได้สบายๆ   

ที่จริงคำกล่าวข้างบนอาจจะผิด เพราะจริงๆ แล้ว  มหาวิทยาลัยไทยกำลังอยู่ในวิกฤติ   ที่เห็นๆ อยู่คือจำนวนนักศึกษาลดลงมาก    และมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งไม่ได้รับความเชื่อถือในคุณภาพ    เพราะบัณฑิตทำงานไม่เป็น ขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทน   

ผู้ที่อยู่ใน safety zone คืออาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่    ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ทำหน้าที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ    และต้องการความสุขสบายมั่นคงตามระบบเก่าๆ    จึงเป็นกลไกของการฉุดรั้งมหาวิทยาลัยให้อยู่ในรับบและวิธีการเดิมๆ     คนที่เป็นนักจัดการการเปลี่ยนแปลงยากที่จะได้รับการสรรหามาเป็นอธิการบดี หรือคณบดี   รวมทั้งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย  

กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามีความเลวร้ายเช่นนี้ไปเสียทั้งหมด    แต่ก็มีส่วนเป็นจริงในภาพรวม  

การ “ประเมินระบบประเมิน” เช่นนี้ จึงควรสังเคราะห์ สู่ข้อเสนอแนะต่อการสร้างระบบอุดมศึกษาที่เข้มแข็ง  ก่อคุณูปการต่อการเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐ ได้จริง   

ผมฟันธง ว่าหากไม่มีระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ในภาพรวม และในแต่ละด้าน ของแต่ละมหาวิทยาลัย   ที่นำผลการประเมินไปใช้ในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุน    ระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยจะไม่มีวันเข้มแข็ง  

ที่จริงการประเมินผู้บริหารตามที่ผมมีประสบการณ์ เป็นการประเมินแบบ proxy   เราพูดว่าประเมินผู้บริหาร แต่จริงๆ แล้วเราประเมินหน่วยงานและทีมงานเป็นหลักใหญ่    เพราะผู้บริหารไม่ได้ทำงานคนเดียว    และงานของหน่วยงานมีความซับซ้อนมาก    มองได้หลายมุม   การประเมินจึงต้องใช้หลายวิธีการ เพื่อให้เห็นภาพที่หลากหลายซับซ้อนนั้น  

นอกจากนั้น การประเมินไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง   เป้าหมายที่แท้จริงคือการปรับปรุงการทำงาน และการบริหารงาน เพื่อให้องค์กรมีผลสัมฤทธิ์ที่ดียิ่งขึ้น    จะให้ได้ผลนี้ ต้องนำผลการวิจัยไป feedback แก่ผู้เกี่ยวข้อง    ต้องมีการใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลป้อนกลับ  

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.พ. ๖๑


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)