ครูแพทย์

ผมตัดสินใจเขียนใบลาออกอย่างเป็นทางการ 

จบกันเสียทีกับชีวิตหมอ ผมอยากออกไปทำสวน อยากตื่นเช้าและนอนหลับสนิทโดยที่ไม่ต้องถูกปลุกให้ไปดูคนไข้ตอนดึกๆแล้วกลับมานอนไม่หลับไปทั้งคืน หลังจากลงนามในหนังสือลาออกเรียบร้อย ก็เตรียมไปยื่นหนังสือที่ธุรการเพื่อให้เขาจัดการเรื่องต่อ

“ปี๊บๆ ปี๊บๆ” นั่นน่าจะเป็นเสียงจากโทรศัพท์ของเมีย

“ฟืดดดดดด” นั่นไง เธอตื่นแล้วและเอี้ยวตัวมาจูบที่แก้มผมฟอดใหญ่ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเตรียมตัวไปเล่นเทนนิส

เมื่อกี๊ผมฝันไปเหรอ

ยังรู้สึกว่างง จึงลืมตาตื่นและนึกย้อนคิด เมื่อกี๊ผมฝันไป ผมไม่ได้เขียนใบลาออก ผมยังเป็นหมอและเป็นครูอยู่ที่เดิมสินะ นี่ก็แค่เป็นเช้าวันอาทิตย์ตามปกตินี่แหละ

.........................……

ผมมาเป็นครูด้วยความบังเอิญ 

เพราะหลังจากเรียนจบแล้ว ผมต้องการกลับไปเป็นหมอสูติที่สุราษฎร์ฯบ้านเกิด แต่เมื่อได้ทราบว่าแป้งมาอยู่ในท้องแม่ตั้งแต่ทราบผลการสอบบอร์ด คำถามเรื่องการเรียนของลูกจึงกลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ประกอบกับอาจารย์บางท่านยังคงรอคำตอบจากผมอยู่ “มาเป็นอาจารย์ด้วยกันที่นี่ไหม” 

“ครับ” ผมจึงตอบตกลงกับอาจารย์ไปในที่สุด

ผมจึงได้เป็นครูตั้งแต่วันนั้น 

ขีวิตของการเป็นครูในช่วงแรก มันก็คงเหมือนคุณครูที่ด้อยประสบการณ์ ผมมีความรู้ทางวิชาการมากเท่าไหร่ ก็สอนไปตามสิ่งที่หนังสือบอกมาเท่านั้น สอนตามหนังสือ สอนให้ลูกศิษย์รู้จักวิธีการสืบค้นหาโรค รักษาโรค และการผ่าตัดทางนรีเวช โดยมุ่งเน้นเรื่องโรคเป็นหลัก

แต่เมื่ออายุมากขึ้น มองโลกมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจชีวิตของปัจเจกดีขึ้น วิธีการสอนของผมจึงค่อยๆเปลี่ยนไป จนมาในช่วงหลังๆนี้ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเข้ากลุ่ม PBL มากกว่าสอนแบบบรรยาย การสอนจริยศาสตร์แบบต่างๆก็สนุก 

ช่วงแรกๆจะรู้สึกตื่นเต้นและตื่นกลัวมากเมื่อได้รับมอบหมาย (อันที่จริงมันคือ ถึงคิว)ให้เข้ากลุ่มเวชจริยศาสตร์ สอนเรื่อง สิทธิผู้ป่วย การไม่ทำชั่ว การยังประโยชน์ การรักษาความลับ ความยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ฯลฯ 

“อะไรวะ จะเริ่มต้นยังไงดีวะ” มักจะมาในหัวบ่อยๆเมื่อใกล้เวลาเข้ากลุ่ม แต่เมื่อได้เข้ากลุ่มกับนักเรียนไปสักระยะหนึ่ง ผมเองกลับรู้สึกสนุก และสอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ผมยังจำวันนั้นได้ เราน่าจะเรียนเรื่อง “autonomy” และเราก็นอกเรื่องมาถึงเรื่องของการตาย ระหว่างที่พูดคุยกัน นักเรียนคนหนึ่งก็สะอึกสะอื้นและร้องไห้ นั่นเพราะเธอเพิ่งผ่านการสูญเสียตาของเธอไปเมื่อไม่นานมานี้ และบทเรียนของเราก็ไปกระทบจิตของเธอพอดี 

มันน่าแปลก ที่เจ้าหนูคนนั้นต้องมาเจอผมอีกหลายครั้ง ทั้งการไปออกหน่วยด้วยกัน การเรียนปี ๕ ในสายเดียวกันของผม และผมได้เข้ามารับทราบข่าวการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ของเธออีกรอบ

ในบางบทเรียน เราต้องมานั่งดูหนังและวิเคราะห์ร่วมกัน

“Departures” คือเรื่องนั้น หนังที่ทำให้ผมมากลายเป็นแฟนคลับของนักประพันธ์เพลงที่ชื่อ Joe Hisaishi และการ์ตูนของ Ghibli studio มาจนถึงตอนนี้

เวลาเราเรียนวิชาที่ว่าด้วย “โรค” มันก็รู้สึกสนุกไปอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนมาเรียนในวิชาที่ว่าด้วย “คน” เราจะพบมุมมองที่น่าอัศจรรย์ไปอีกแบบ

มาจนถึงตอนนี้ ผมจึงสนุกกับการสอนให้นักเรียนเรียนเพื่อรักษาคน มิใช่มุ่งเน้นการรักษาโรค

เรื่อง “แท้ง”ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สมัยก่อน นักเรียนแพทย์ของผมจะถูกสอนในวิชาทำแท้งโดยมองเฉพาะข้อบ่งชี้ทางการแพทย์แบบแห้งๆ

“สตรีตั้งครรภ์เป็นโรคหัวใจ อายุครรภ์ ๑๔ สัปดาห์ จะเลือกการทำแท้งแบบไหน”

“เด็กในครรภ์เป็นโรคดาวน์ จะให้บริการทำแท้งได้ไหม”

“จะใช้ยาทำแท้ง หรือจะขูดหรือดูด จะเลือกอย่างไร”

เป็นต้น

ผมอยากสอนมาก แต่ก็ไม่ได้สอน จนกระทั่งปีการศึกษานี้ ภาควิชาได้ยกวิชาทำแท้งมาให้ผมเป็นผู้สอนอย่างเป็นทางการ

หึหึ คราวนี้ก็เสร็จโจรล่ะสิครับ

“เนื้อหาทางวิชาการหาอ่านได้ แต่จะเรียนรู้ไปทำไม หากรู้แล้วทำแท้งได้เพียงการตอบข้อสอบ แต่คนท้องยังบาดเจ็บและตายจาการทำแท้งเถื่อนอยู่” นั่นคือคำพูดแรกๆ ที่ผมบอกกับนักเรียนที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนเรื่องทำแท้ง

“เราจะมาพูดคุยกันถึงคนท้องที่ไม่พร้อมจะมีลูก มาฟังถึงเรื่องราวในชีวิตของเขา (และครอบครัว) มาฟังและวิเคราะห์ดูว่า ความไม่พร้อมที่เขาว่ามานั้นมันคืออะไร และเราจะให้การข่วยเหลือเขาได้อย่างไร” ผมสรุปให้ลูกศิษย์เข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเรียนรู้

มันน่าสนุกมากเลยนะครับที่จะได้รู้ว่าลูกศิษย์แพทย์เราคิดและรู้สึกอย่างไรกับเรื่องทำแท้ง และหลังจากที่เราได้มานั่งพูดคุยกันในห้องเรียนแล้วเขารู้สึกเปลี่ยนไปอย่างไร เขาสามารถนั่งคุยกับคนที่มีปัญหาจากการตั้งท้องได้ไหม และจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้น เขาจะได้ฝึกรักษาคนมากกว่าการมุ่งรักษาเพียงแต่โรคจนลืมความเป็นคนของคนไข้ไป 

ย้ำนะครับ วิชาแบบนี้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับโรคทำแท้ง แต่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคนที่ป่วยมาให้เรารักษา

..................................

ผมยังเลือกที่จะไม่ลุกขึ้นจากเตียงนอน การหมกตัวอยู่ใต้ฟูกผ้าห่มหนาๆในเช้ามืดวันอาทิตย์นี่มันดีต่อใจเป็นที่สุด

“ผมยังรักการเป็นครูอยู่จริงๆใช่ไหม” ผมนอนตั้งกระทู้เล่นกับความคิดของตัวเอง

“เอ่อสิวะ ถามอะไรโง่ๆ” ผมตอบตัวเอง

และเมื่อคำตอบยังไม่เปลี่ยน จึงรู้สึกโล่งใจ และพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินไปเข้าส้วม

รู้สึกปวดอึ

“เฮ้ย...เมื่อหมอเห็นปากมดลูก ก็สอดเครื่องมือเข้าไป แล้วดันมดลูกขึ้นมา โยกซ้ายขวา ผมจะได้เห็นมดลูกชัดเจนทุกส่วน” ผมพูดให้ผู้ช่วยด้านล่างได้ยินเพื่อจะได้ปฏิบัติถูก

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ผมกำลังผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้อง ผมต้องยืนอยู่บริเวณข้างหน้าอกผู้ป่วย ซึ่งผู้ช่วยด้านล่างจะต้องนั่งอยู่บริเวณหว่างขาคนไข้ และสอดเครื่องมือผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูก ทั้งนี้เพื่อจะได้กระดกมดลูกของคนไข้ ช่วยให้การผ่าตัดผ่านกล้องทำได้โดยง่าย

“อาจารย์ครับ ผมมองไม่เห็นปากมดลูกครับ” ผู้ช่วยผ่าตัดซึ่งวันนั้นเป็นเอ็กซ์เทิร์นเงยหน้าขึ้นมาบอกผมด้วยท่าทางตระหนก

“ต้องมีสิ จะไม่มีได้อย่างไร คนไข้มีลูกได้ มีระดูได้ และนี่ผมก็เห็นมดลูกอยู่ในจอแล้ว จะไม่มีปากมดลูกได้อย่างไร” ผมบอกลูกศิษย์ไปอย่างนั้น

ผ่านไปอีกอึดใจ

“อาจารย์ครับ ผมหาไม่เจอจริงๆครับ เค้าไม่มีปากมดลูก” เจ้าผู้ช่วยเริ่มมีเหงื่อซึม

“บ๊ะ จะไม่มีได้อย่างไรเล่า” แล้วผมก็ต้องค่อยๆวางกล้องส่องช่องท้องลงแล้วเดินลงไปเพื่อจัดการด้วยตัวเอง

แล้วผมก็เหงื่อซึม

“เอิ่ม.....มันจะมีปากมดลูกในรูตูดได้อย่างไรวะ”

ธนพันธ์ ชูบุญสรุปว่าเช้านี้ยังขี้ไม่ออก 

๒๕ กพ ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#แพทย์#ครู#ครูแพทย์#เวชจริยศาสตร์

หมายเลขบันทึก: 645081, เขียน: 25 Feb 2018 @ 11:08 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)