ว่าด้วยเรื่อง “สัญญา” ทางพุทธศาสนา

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับวิญญาณมาไม่มากก็น้อย

ผมก็ฟังมามาก 

วันนี้ผมตั้งใจจะเล่าเรื่อง “สัญญา” ไม่ใช่เรื่องผี 

ย้ำ ไม่ใช่เรื่อง “ผี”

“เธอเสียชีวิตไปเมื่อวานด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่วันนี้เธอยังคงมาทำงานอยู่เลย เพื่อนร่วมงานตกใจจนแทบช๊อค ไม่มีใครกล้าขึ้นไปบนชั้นนั้นเลย ลำบากหัวหน้างานต้องรีบไปนิมนต์พระมาทำบุญแบบเร่งด่วน” ผมได้ยินเรื่องนี้มาราวปีหนึ่งแล้ว 

“จิตของเขายังคงผูกพัน ยังคงมีความยึดติด ก่อนเขาตายเขากำลังมาทำงาน ดังนั้นเมื่อตายไป จิตเขาเลยยังคงมาทำงาน” นั่นคือคำอธิบายที่สุดจะคลาสสิคที่สุดที่เรามักจะได้รับฟังมา

แต่ใครสักคนบอกผมว่า นั่นคือ “สัญญา”

ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจมันมากไปกว่า “ผีหลอก” สักเท่าไหร่ 

“อาจารย์ พี่ได้กลิ่นแปลกๆสาบๆ พี่ว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆเลย” รุ่นพี่ท่านหนึ่งบอกออกมาขณะที่กำลังนั่งเคลียร์งานในห้องแอร์เย็นเฉียบ (มันต้องเย็นหน่อย เพราะแกวัยทอง มันร้อน เหงื่อออกง่ายนัก) ว่าแล้วแกก็โผล่หน้าออกไปดูนอกห้อง เผื่อจะได้เจอต้นตอของกลิ่นดังกล่าว แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า 

โถงทางเดินในโรงพยาบาลยามบ่ายแก่ๆของวันเสาร์ก็คงว่างโล่งเฉกเช่นนี้ ใครจะมาย่างปลาเค็มกินกันในโรงพยาบาล

ความสงสัยก็ถูกลบเลือนไปเพียงเวลาไม่นาน นั่นเพราะความยุ่งเหยิงของเอกสารตรงหน้ามันมีความสำคัญมากกว่ากลิ่นแปลกๆที่ลอยมา

“พี่คะ ลุงคนที่มานั่งอยู่หน้าห้องของพี่ แกอยู่วอร์ด ENT ค่ะ แกน่าจะหลงทางมาและกลับไม่ถูกนะคะ แกกำลังจะสิ้นลมค่ะ” 

ผมขนลุกซู่เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวหลุดออกมาจากลูกน้องคนหนึ่งซึ่งจู่ๆเธอก็เดินดุ่ยๆเข้ามาโดยที่ “พี่” ไม่ได้เรียก 

เรื่องแบบนี้ บางคนอาจจะงง ผมก็งงครับ แต่เอาเถอะ เรื่องของสัมผัสที่ ๖ หากไม่เชื่อก็อ่านพอผ่านๆไปก็แล้วกัน

“นั่นไง พี่ว่าแล้วเชียวว่าต้องไม่ปกติ” พี่คนดังกล่าวพูดขึ้นมาเหมือนมันเป็นเรื่องปกติของชีวิตแก แกไม่เห็น แต่ลูกน้องแกเห็น

แต่มันไม่ปกติสำหรับผมนะครับ มาถึงตอนนี้ก็แทบจะวิ่งกลับบ้านในทันที ติดอยู่ตรงที่ว่า ผมไม่รู้ว่าลุงคนดังกล่าวแกยังคงนั่งอยู่ไหม บ้าจริง....

แล้วเธอทั้งคู่ก็เดินไปที่วอร์ด ENT เพื่อมองหาลุงคนดังกล่าว และก็พบว่าแกเพิ่งสิ้นใจไปเพียงไม่นาน พยาบาลกำลังทำความสะอาดร่างของลุง

“เค้าทั้งคู่เดินนำลุงให้กลับมายังที่ที่ควรอยู่”

หรือว่านี่ก็คือ “สัญญา”

“สัญญา” คือการยึดติด ยังไม่ลืม

ค้างไว้ตรงไหน ยังอยู่ตรงนั้น เหมือนดั่งที่พระพุทธเจ้าเคยแสดงไว้

ผมก็ยังคงไม่ค่อยจะเข้าใจนัก มันยากจริงๆ

นานมาแล้ว หอผู้ป่วยของผมมีคนไข้อยู่คนหนึ่ง 

“ชื่นจิตร นามสมมติ”

ชื่นจิตรเป็นสาวทอม เธอเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย เธอมานอนรักษาตัวอยู่ที่หอผู้ป่วยเพื่อรักษาอาการที่เกิดจากการกระจายของมะเร็ง ชื่นจิตรอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตรมาคอยดูแล และชื่นจิตรก็จากเราไปเพียงตัวผู้เดียว

พยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วยได้ประสานงานในการนำร่างของชื่นจิตรไปบำเพ็ญทางศาสนา ณ วัดโคกนาวที่ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาล

ร่างของชื่นจิตรได้รับการฌาปนกิจตามอัตภาพ ดูเหมือนเธอไปแล้ว แต่เธอยังไม่ไป

หลายๆคืนหลังจากนั้น ชื่นจิตรยังคงคิดว่าเธอเป็นผู้ป่วยอยู่ในหอผู้ป่วย เธอยังคงรอการมาให้การพยาบาล วัดความดัน วัดไข้ จ่ายยา จากพยาบาลเวรอยู่บนเตียง 

เรื่องราวเริ่มถูกกล่าวขาน แต่เราก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนมาให้เชื่อเรื่องแบบนี้

“โยม โยมชื่นจิตรเธอออกจากหอผู้ป่วยไม่ได้” เอาอีกแล้ว ขนผมลุกตั้งชันเมื่อผู้ป่วยซึ่งเป็นแม่ชีบอกมาในขณะที่เรามาเยี่ยมไข้

“โยมเขาออกไปไม่ได้ เขาไม่รู้จะไปทางไหน คุณพยาบาลกรุณานิมนต์พระมารับสังฆทานและแผ่เมตตาให้โยมชื่นจิตรหน่อยเถิด เขายังติดอยู่ที่นี่” และเรื่องชื่นจิตร นามสมมติก็เลือนหายจากพวกเราไป

หรือว่า นี่ก็คือ “สัญญา”

สัญญา คือการยึดติด ยังไม่ลืม

ค้างไว้ตรงไหน ยังอยู่ตรงนั้น

.............................

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์ที่เคารพมากท่านหนึ่ง (ตอนแรกผมบอกท่านว่า จะใช้สรรพนามเรียกท่านว่า “ผู้ชราภาพที่กำลังเจ็บป่วย” แต่ถูกตอกกลับจากเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาตำหนิ เลยต้องใช้สรรพนามแบบกลางๆแทน) ท่านประสบอุบัติเหตุกระดูกแขนช่วงปลายหัก (นั่นไง ต้องอายุมากไง จึงจะหักแบบนี้ได้) และต้องผ่าตัดเอาเหล็กไปยึดดามกระดูก

“ชัชชัยเค้าเป็นคนบล๊อคเส้นประสาทให้อาจารย์ เค้าใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์มาเป็นตัวนำให้เข็มจิ้มเข้าไปอย่างแม่นยำเลย เห็นชัดมาก ชัชบอกว่าเครื่องนี้ราคาเป็นล้านเชียวนะ ดีมากเลย ไม่เจ็บตลอดเวลาของการผ่าตัด และดูไม่น่ากลัว” อาจารย์ของผมกำลังเล่าถึงประสบการณ์ของการถูกฉีดยาชารูปแบบหนึ่งให้ฟัง ส่วนชื่อหมอผู้ฉีดยาชานั้น อาจจะเป็นนามสมมติก็ได้

“เธอรู้ไหม ตอนเริ่มบล๊อค อาจารย์อยู่ในท่างอข้อศอก แบบนี้” อาจารย์แสดงท่าให้ดู ผมนึกไปถึงสตรีสูงวัยหิ้วกระเป๋าถือราคาแพง

“แล้วเมื่อเค้าบล๊อคเสร็จก็ทำการทดสอบระดับการชา อาจารย์ก็บอกเค้าไปว่าไม่รู้สึกเวลาถูกจิ้มเนื้อ แต่ความรับรู้อุณหภูมิยังเหลืออยู่ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นแหละ เพราะไอ้การรับรู้อุณหภูมิมันจะชาหลังสุดอยู่แล้ว” แน่ะ อาจารย์ก็ยังคงเป็นครูเหมือนเดิม เคยสอนผมยังไง ก็ยังคงสอนผมอยู่อย่างนั้นเสมอๆ

“แล้วเมื่อไหร่จะทำการผ่าตัดกันล่ะ แขนอาจารย์ยังคงงอข้อศอกอยู่อย่างนี้ จะผ่าท่าไหนเหรอ” อาจารย์เล่าถึงตอนนี้ก็ทำท่าหิ้วกระเป๋าราคาแพงให้ดูอีกรอบ

“อาจารย์ครับ ตอนนี้แขนของอาจารย์อยู่ในท่าเหยียดครับ อาจารย์ลองหันมองดูสิครับ” หมอชัชเพื่อนผมบอกกับอาจารย์ของเขา ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นคนไข้ของตน

อาจารย์ผมถูกฉีดยาชาเข้าที่เส้นประสาทต้นแขน เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถผ่าตัดกระดูกได้โดยที่อาจารย์ไม่รู้สึกเจ็บ แต่เมื่อยาชาเริ่มทำหน้าที่ของมันในขณะที่แขนของอาจารย์งอศอกอยู่ในท่านั้น อาจารย์จึงไม่รู้สึกอีกเลยว่าแขนของท่านแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ถูกกรีด ถูกตอก ถูกขันสกรู ท่านยังคงรู้สึกเพียงว่า ท่านกำลังงอข้อศอกและวางแขนไว้บนหน้าท้อง ท่าทางเดียวกับเมื่อท่านถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดเมื่อครู่นี้

และตลอดเวลาที่ผ่าตัด ท่านก็รู้สึกว่าแขนงอศอกอยู่

ผ่าตัดเสร็จแล้ว แต่ยาชายังคงออกฤทธิ์ ศอกก็งออยู่อย่างนั้น 

และเมื่อยาชาเริ่มลดระดับลง จนท่านสามารถกระดิกนิ้วได้ ความรู้สึกของแขนที่แท้จริงจึงกลับมา

“มันน่าฉงนมากเลย” อาจารย์เล่าไปก็ยิ้มไป 

ผมนี่โคตรรัก “ยิ้ม” แบบเฉพาะแบบนี้ของอาจารย์มากๆเลย

อาจารย์ท่านหนึ่งมาเยี่ยม และบอกว่า นี่คือ “สัญญา”

สัญญา คือการยึดติด ยังไม่ลืม

ค้างไว้ตรงไหน ยังอยู่ตรงนั้น

ผมชักจะเริ่มเข้าใจแล้วสิ ว่านี่คือ “สัญญา” 

สัญญาเป็นความรู้สึกว่ามันยังคงอยู่ ค้างอยู่ 

อ้าวเฮ้ย แล้วมันต่างอะไรกับ “แฟนท่อม ฟีโนมีน่อน” ไหมวะ

งงกันอีกรอบ

ธนพันธ์ ชูบุญก็เคยสัญญา

๑๕ กพ ๖๑

ขอบพระคุณอาจารย์มากนะครับที่กรุณาสอนผมเรื่อง “สัญญา” ขอให้อาจารย์หายวันหายคืน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

sr
IP: xxx.132.111.60
เขียนเมื่อ 

Thank you for this 'clearer definition' of สัญญา. I must say people usually get it mixed up วิญญาณ. It will take some more time to understand ขันธ์ ๕ ;-)

เขียนเมื่อ 

เมื่อตอนต้นๆมกราแถวๆห้องแล็บก็มีกรณีของ "สัญญา" แบบนี้ด้วยค่ะ เล่นเอาคนอยู่เวรผวาไปตามๆกัน แต่เขาก็ไปตามวาระในเวลาไม่นาน