การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบพอง ยุบ ได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยแรงผลักดันของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฌาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ซึ่งขณะนั้นดำรงสมศักดิ์เป็นพระพิมลธรรมสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง  สำหรับท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ นั้นท่านมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนานด้านการปฏิบัติธรรม คือวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้งตามคัมภีร์พระภีร์พระภตรปิฎกแก่พุทธศาสนิกชนชรวไทยทั่วไป ซึ่งได้คัดเลือก พระมหาโชดก ฌานสิทธิ (พระธรรมธีรราชมหามุนี ผุ้อำนวนการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖) ให้เข้าฝึกรรมฐาน

            พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ภายหลังได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฌาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) อดีตเจาอาวาสวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ท่านมีวิสัยทัศน์ และคุณูปกาอยางยิงสำหรับวงการวิปัสสนากัมมัฎฐาน(วิปัสสนายานิกะ) ตามรูปแบบของการใช้องค์บริการรม พองหนอ ยุบหนอ โดยได้ริเริ่มนำการสอน ปฏิบัติวิปัสสนากัมัฎฐานตามคัมภร์วินสทุธิมรรค และการเรียนพระอภิธรรมปิฎก(อภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท) มาร่วมเผยแผ่แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

          สมัยรัชกาลที่ ๕ การปฏิบัติด้ารวิปัสสนาธุระได้ขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย พ.ศ. ๒๔๙๑ พระพิมล(อาจ อาสโภ) เข้าร่วมงานที่ท้องสนาหลวง และได้สนทนากับท่านอูละหม่อง เออัครราชทูต แ่หงสหภาพพม่า จึงทำให้ท่านสนใจในพระไตรปิฎร อรรถกถาและฎีกา ภาษาลาลีฉับบอังกณพม่า เพราะทีความสมบูรณ์ทางด้าสคัมภีร์ พ.ศ. ๒๔๙๒ สภาการพุทธศาสนาแห่งสหภาพพม่าได้ส่งผู้ชำนาญการสอน พระอภิธรรมปิฎก ๒ ท่านมาประเทศไทย คือท่าน สัทธััมมโชติพะ ธัมมาจริยะ สอนอยู่ที่วัดระฆ้งฯ (มรณภาย ปี พ.ศ. ๒๕๐๙) และ ท่านเตชินทะ ธัมมจริยะ สอนอยู่ที่วัดปรกพม่า ซึ่งท่านเดินทางกลับพม่า (พ.ศ. ๒๕๐๔) พ.ศ.๒๔๙๓ ประเไทนได้รับพระไตรปิฎก อรรถกถาและฎีกา จากประเทศพม่าจำนวน ๓ ชุด โดยมอบให้หหาจุฆาลงกรณราชวิทยาลัยวัดมหาธาตุฯ ๑ ชุด, มหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ ชุด และแก่สำนักสอนพระอภิธรรม วัดระฆังโฆสสิตาราม ๑ ชุด พ.ศ. ๒๔๙๕ พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) ได้อ่านหนังสือ พระวิสุทธิมัคคเผอ็จ และเห็นว่าเมือ่งไทยังไม่มี รูปแบวิปัสสนา ที่สอนตรงตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเรียบเรียงมาจากพระไตรปิฎก ท่านจึงมีคำรำให้ส่งพระมหาโชดก ญาณสิทธิ ไปฝึกวิปัสสนากัมมัฎฐาน ตามสำนักต่างๆ ในประเทศไทย และสงไปที่พม่าเพื่อประโยชน์ด้านวิปัสสนาธุระ ท่านจงเป็นผุ้ริเริ่ม บุกเบิก สนับสนุน และเผนแพรวิปัสสนาธุระที่สำคัญที่สุุด ของฝ่ายมหานิกาย พ.ศ.๒๔๙๖ พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ได้สง พระหมาบำเพ็ญ กับสามเณรไสว ไปศึกษาันถะธุระ และยังได้ส่ง พระมหาโชดก ญาณสิทธิ ไปฝึกวิปัสสนาธุระ ด้านวิปัสสนากัมมัฎฐาน กับพระโสภณมหาเถระ (พระมหาสี สะยาดอว์) ที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาสาสนยิสสา จ.ย่างกุ้ง ประเทศพม่า จนได้สำเร็จเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ต่อมาได้เกลับมาสอนที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ กรุงเทพฯ พร้อมกับ พระธรรรมทูตชาวพม่า(วิปัสสนาจารย์) ที่ร่วมเดินทางมาเผยแผ่วิปัสสนาธุระ ตามคำเชิญของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) อีก ๒ ท่านคือ พระอินทวังสะ (ไม่นานก็กลับพม่า)  และพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ สอนวิปัสสนากัมมัฎฐาน ที่โบสถ์และในคณะ ๕ วัดมหาธาตุฯ

         พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้นำวิปัสสนาธุระเสนอต่อคณะสงฆมนตรี และได้มีมติรับหลัการพร้อมกับยกวิปัสสนาธุระ เป็นอกงการวิปัสสนาธุระของมหาเถรสมาคมในยุคนั้น พ.ศ. ๒๕๐๕ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมจริยะ ได้ย้ายจากวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพ ไปสอนวิปัสสนากัมมัฎฐานที่สำนักวิปันสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี พ.ศ.๒๕๐๗ พระพิมลธรรมถุกกลั่นแกล้งด้วยข้อกล่าวหาว่เป็นคอมมิวนิสต์ ถูกบังคับให้สละผ้าเหลือง และถูกจำคุกทีสันติบาล ด้วยเหตุผลทางการเมืองใในขณะนั้น ต่อมาท่านได้หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหา และได้รับคืนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ แต่ไม่ไดกลบเข้าทำงานฝ่ายบริหาร  พ.ศ. ๒๕๒๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฆาลงกรณราชวิทยาลับได้แต่างต้งกองวิปัสสนาธุระ และไดเล็งเห็นความสำคัญ โดยบรรจุการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน เป็นหลักสูตรภาคบังคับแก่พระนิสิตและนิสิตทุกรูปคนในระดับปรญญาตรี โท และเอก พ.ศ. ๒๕๔๑ พระอจารย์ ดร. ภัททันตะ อาสภามหาเถระ อัคมหากัมมัฎฐานาจริยะ ได้รับนิมนต์ไปจำพรราที่ วัดภัททันตะอาสภารา ต.หนองปรือ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรีhttps://www.vipassanathai.org/...

           พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.๙) 

            นามเดิม "หนูคล้าย" (ภายหลังสมเด็จ" เขมจารีมหาเถร" วัดมหาธาตุ ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า"โชดก" นามสกุล "นามโสม" เกิดวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๖๑ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย ท่านเกิดที่บ้านหนองหลุบ ตำนบ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น บิดาชขื่อ "เหง้า" มารดาช่อ "น้อย" มีพี่น้องร่วมอุทรรวม ๑๐ คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ ๖

          งานด้านวิปัสสนาธุระ

          พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ณ มณฑปพระธาตุ วัดมหาธาตุ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ถึง ๑๙ ตุลาคม ๒๔๙๔ รวมเวลา  เดือน ๑๙ วัน โดยพระภาวนาภิรามเถระ (สุข) วัดระฆังเป็นอาจารย์สอน

         พ.ศ. ๒๔๙๕ ไปดูการพระศาสนาที่ประเทศพม่ และได้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ สำนักศาสนยิสสา เมืองอย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อสำเร็จการศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว ได้เดินทางกลับไปรเทศไทยพร้อมกลับพระอาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน ๒ รูป ที่รัฐบาลไทยขอจากรัฐบาลพม่าเพื่อมาสอนวิปัสนากรรมฐาน ประจำอยูในประเทศไทย พระวิปัสนาจารย์ ๒ รูปนั้น คือ ท่านอาสภเถระปธานกัมมัฎฐานนาจริยะและท่านอินทวังสะ ธัมมจริยะกัมมัำฐานาจริยะ 

         เมื่อท่านกลับมาประเทศไทยแล้ว ท่านได้ปฏิบัติวปัสสนากรรมฐานอยู่อี ๔ เดือน ในสมัยนั้น่านเจ้าประคุณสมเด็นพระพุฒาจารย์ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที พระพิมลธรรม ได้ประกาศตั้งสำนักวิปัสสนาธกรรมฐานแห่งประเทศไทย ขึ้นที่วัดมหาธาตุ และได้แต่างตั้งท่านครั้งเป็นพระมหาโชดก ป.ธ. ๙ ให้เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายธุระเป็นรูปแรก ท่านได้รับภาระหนักมาก เพราะเป็นกำลังสำคัญของท่านเจ้าประคุณสมเด็น ในการวางแผนขยยสำนักสาขาไปตั้งในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จัดหาหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานคัดเลือกพระวิปัสสนาจารย์ไปสอนประจำอยู่ตามสำนักสาขชาที่ตั้งขึ้นและจัดไว้สอนประจำที่วัดมหาธาต พระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศ ส่วนมากเป็นศิษย์ของท่าน

        อนึ่ง สนครั้งนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ได้จัดตั้งกองกรวิปัสสนาธุระขึ้นเป็นศุนย์วิปัสสนากรรมฐาน ที่คตณะ ๕ วัดมหาธาตุ และได้แต่งตั้งให้เป็นผุ้อำนวยการกองการวิปัสสราธุระ ในความอำนวยการของท่าน มีกิจการเจริญก้าวหน้ามาก ทีผลงานปรากฎ ดังนี้

       - จัดพิมพ์วิปัสสนาสารซึ่งเป็นวานสาร ๒ เดือน (ออกปีละ ๖) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๙๘ และได้ออกติดต่อ ตลอดมาถึงบัดนี้มีสมาชิกให้การอุดหนุนวารสารทนี้มีมากพอสมควร

       - จัดการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่คณะ ๕ โดยจัดสร้างห้องปฎิบัติขึ้นรับผุ้ประสงค์จะเ้าปฏิบัติ หรือผุ้มีปัญหาชีวิต เข้าปฏิบัติได้ทุกเวลา ทั้งประเภทอยู่ประจำและไม่ประจำ (คือมารับพระกรรมฐานจากอาจารย์ไปปฏิบัติที่บ้านแล้วมารับสอนอารมร์หรือมาปฏิบัติในเวลาว่างแล้วแลบไปพักที่บ้าน) 

       - อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาจารย์ และคณะศิษย์ของท่านได้ไปสอนวิปัสสนากรรมฐาน ในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ ตึกมหาธาตุวทยาลัย ตึกธรรมวิจัย มหานุฬลงกรณราชวิทยาลัย ทุกวันพระ และวันอาทิตย์

         - ให้ความอุปถัมภ์สำนักวิปัสสนากรรมฐานอื่นที่เป็นสาขาอีหลายสำนัก เช่น สำนักวิเวกอาศรม อ.เมือง จ. ฉะเชิงเทรา สำนักวิปัสสนาภูระงา อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น และสำนักบางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นต้น พระธรรมธราราชมหามุนีนั้น ได้อุทิศชีวิตอบรมและเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐานติต่อมาเป็นเวลายาวนานประมาณ ๔๐ ปี จึงมีศิษยานุศิษย์และมีผุ้เคารพศรัทธาเลื่อมใสมาก ทั้งชาวไทย และชาต่างประเทศและบุคคลผุ้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีทุกระดับชั้น ทุกฐานะอาชีพ เช่น ในช่วง ๒๔๙๘ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอุดมวิชาญาณเถร ได้เป็ฯพระอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐานแต่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี) ซึ่งได้เสด็จมาสมาทานพระกรรมเมือวันอังคารที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ณ พระมณฑปพระบรมธาต วัดมหาธาตุ

           ในโอกาสนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็นพระพุฒาารย์ ครั้งดำรงตำแหน่งสมณศักด์ที่พระพิมลธรรม ได้"วายศีล" แล้วพระอุดมวชาญาเถร เป็นผู้ถวายพระกรรมฐานและถวายสอบอารมณ์ พระกรรมฐานด้วย เป็นประจำทุกวัน รวมเวลาที่ทรงปฏิบัติพระกรรมฐานเป็นเวลา ๑ เดือน และทรงได้รับผลจาการปฏิบัติวปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี

        และได้เป็นอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐานแต่พระมลคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ) ซึ่งเ็เป็นพระอาจารย์มีเกี่ยรติคุณในด้านสมถกรรมฐาน( วิชาธรรมกาย) มีชื่อเสี่ยงมากในประเทศไทย โดยท่านไปถวายวิปัสสนากรรมฐานแด่หลวงพ่อที่วัดปากน้ำตลอดเวลา ๑ เดือนครบหลักสูตรและหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มาฟังเทศน์ลำดับญาณ ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุ โดยพระอุดมวิชาญาณเถรได้ถวายเทศน์ ปรากฎว่าหลวงพอได้ประสบความสำเร็จในการวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี เพระทานได้นำสมถกรรมมาต่อวิปสสนากรรมฐาน พิจารณาไตรลักษณ์ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ หลวงพ่อได้มอบภาพของทานไว้เป้ฯที่ระชึกแก่สำนักวิปัสสนาวัดมหาธาตุ และได้เขียนบันทึกใต้ภาพยกย่องว่า "สำนักวิปัสสนากรรมฐาน เป้นสำนักที่สอนวิปัสสนาถูกต้องร่องรอยในมาหสติปัฎฐานทุกประการ...sites.google.com/site/thrrmpha...