การศึกษาระดับประถม..ถ้าเด็กอ่อนแอด้านภาษา..การศึกษามักจะย่ำแย่ไปตลอด จนกระทั่งประกอบอาชีพ..ก็ไม่สามารถสื่อสารได้ถูกต้อง

             ผมคิดอยู่เรื่อยเลยว่า..หลักสูตรจะสวยหรูปานใด..คุณภาพของโรงเรียน ก็อยู่ที่การบริหารจัดการของครู ซึ่งหมายรวมถึงผู้บริหารด้วย

            บริหารจัดการกับการเรียนการสอน ที่มีเนื้อหาอัดแน่นที่สุดในโลก ทำอย่างไร?จะแบ่งสันปันส่วนของเวลา ที่มีอยู่น้อยนิด เพื่อให้ความรู้เด็กที่มีความหลากหลายทางสมองและครอบครัว..ให้ได้โอกาสทางการเรียนอย่างทั่วถึง

            โดยเฉพาะประถมศึกษาตอนต้น..ทำอย่างไรครูจะแบ่งเวลาให้กับวิชาหลักได้มากที่สุด กำจัดเนื้อหาที่เป็น “ขยะ”  อออกไป แล้วใส่ใจกับวิชาภาษาไทย..ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญมากมายในเวลานี้...

            ความสำคัญ..มิใช่แค่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ แต่เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ศาสตร์ทั้งหมดทั้งมวล..ก่อนเรียนรู้ต่อยอดในระดับที่สูงขึ้น

            วันนี้..จึงบอกครูป.๑ กับ ป.๕ ช่วยนำร่องให้ด้วย โดยให้เด็กทำความรู้จักสระในภาษาไทย..๒๑ รูป ๓๒ เสียง..ให้จดจำและท่องให้ขึ้นใจ เมื่อเด็กรู้จักคุ้นเคย ก็จะบอกได้ว่าสระอะไร? จากนั้น..ครูค่อยสอนการนำไปใช้ เพื่อสะกดตัวผสมคำ..

            การศึกษาระดับประถม..ถ้าเด็กอ่อนแอด้านภาษา..การศึกษามักจะย่ำแย่ไปตลอด จนกระทั่งประกอบอาชีพ..ก็ไม่สามารถสื่อสารได้ถูกต้อง

            ไม่ใช่เพียงสระเท่านั้น..ที่ต้องเน้นย้ำ หลายเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ รวมๆก็คือการอ่าน การเขียน..ที่ควรต้องหมั่นซ่อมเสริมเด็กอยู่เสมอ

            ผมเข้าไปช่วยสอน ป.๓..ที่ครูบ่นว่า..เด็กมีปัญหาทางด้านการคิดคำนวณและการใช้เหตุผล..ผมก็บอกว่า..ปัญหานี้ ต้องแก้ไขให้ต่อเนื่อง ให้เวลาและใช้แบบฝึกอย่างสม่ำเสมอ..ให้นักเรียนได้คิดแก้ปัญหา ครูต้องให้กรณีตัวอย่างเยอะๆ

            ส่วนผมก็จะช่วยครูสอนด้านการใช้ภาษา..โดยให้เด็กฝึกเขียนทุกวัน เคยให้เขียนเรื่องจากคำที่ครูกำหนดให้หลายๆคำ เป็นเรื่องเชิงเชิงจินตนาการ..เด็กก็เขียนได้

            ช่วงนี้..ผมให้บัตรคำเพียงคำเดียว..ให้นักเรียนป.๓ คิดและเขียนต่อยอด ปรากฏว่านักเรียนเขียนได้ดีมาก ลายมือเรียบร้อยสวยงาม อ่านรู้เรื่อง..ว่านักเรียนต้องการบอกอะไรครู

            ผมจึงบอกครูให้เข้าใจแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนว่า..เมื่อเด็กเข้าอ่านออกเขียนได้เช่นนี้ อย่ากังวลว่า ผลสัมฤทธิ์จะต่ำเพราะเด็กทำข้อสอบไม่ได้ แต่จงใช้โอกาสจากภาษา..พัฒนาผู้เรียนแต่ละคน..ตามศักยภาพของเขา จะทำให้ครูและนักเรียนมีความสุขในการเรียนการสอน..

            เมื่อเราเลือกเด็กไม่ได้..การสอนก็ต้องหลากหลาย..เพื่อดึงความถนัดและความสนใจของเขาออกมา ขณะเดียวกันเราก็เลือกครูไม่ได้เหมือนกัน..ผู้บริหารก็ต้องยอมรับและรู้เท่าทันสถานการณ์...

            วันนี้..ครู ป.๔ ไม่อยู่..ไปราชการที่เขตพื้นที่ฯ ผู้ปกครองมาหาไม่เจอก็เลยกลับไป ผมก็ต้องไปสอบถามครูที่สอนแทนว่า..ผู้ปกครองมาธุระอะไร...?

            ผู้ปกครองจะมาถามครูว่า..ทำไมตีลูกสาวเขาถึงขนาดแขนเขียวช้ำ..เช่นนี้

            ผมเรียกเด็กที่ถูกตีมาสอบถาม เธอชื่อบีม..ตัวเล็กที่สุดของห้อง..หน้าตาน่ารัก อยู่กับตายาย ที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อแม่บีม..นานๆจะกลับมาหาบีมสักครั้ง

            บีม..ถูกตีหลายที..ด้วยสาเหตุเขียนไม่ถูกหลัก..ในการทำเลขแบบหารยาว แต่สอบถามจากเด็กในห้อง..เลขข้อนั้น..บีมก็เข้าใจและทำได้ถูกต้อง..พูดไปพูดมา..เด็กๆบอกว่าเดี๋ยวนี้ครูหนูเขาเครียดมากเลยค่ะ...

            ผอ.ก็เคยเครียดกับบีม..ตอนที่บีมอยู่อนุบาล ๑ บีมไม่ยอมเรียน ร้องไห้จะวิ่งกลับบ้าน ผอ.กลัวรถชน กลัวบีมตกน้ำ..ต้องปลอบโยนอยู่เป็นเดือน อยากตี..แต่ก็สงสาร เพราะบีมเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่..

            ผมเคยเขียนถึงบีมมาแล้ว ในเรื่อง “หนูไม่ร้องไห้แล้ว” เมื่อ ๕ ปีก่อน..แต่ครั้งนี้บีมบอกเจ็บมาก..ระบมไปสองวัน..วันนี้ไม่ได้ร้องไห้ แต่วันที่โดนไม้เรียว บีมร้องไห้อย่างหนัก....

            ครูที่ตีบีม เป็นครูผู้หญิง อายุ ๖๕ ปี พ่อของบีมเคยเป็นลูกศิษย์ของครู ผมตั้งคำถาม? ครูมีปัญหาอะไร? และต้องเป็นปัญหาทางจิตใจแน่นอน หรือครู “หมดไฟ” จึงไม่ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการสอน แต่อะไรก็ช่างเถอะ..อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่า ครูอายุมาก และไม่ถนัดในการสอน...แต่ที่ต้องมาสอนเพราะต้องการมีรายได้..

            คาดว่า..อีกไม่นาน คสช.คงเลิกจ้าง..ครูผู้ทรงคุณค่า..หรือครูดีศรีแผ่นดินเป็นแน่แท้ เพราะกาลเวลา..จะเป็นเครื่องพิสูจน์จิตใจและผลงานของครู...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๙  มกราคม  ๒๕๖๑

อ้างถึง...www.gotoknow.org/posts/514426"หนูไม่ร้องไห้แล้ว"