บันทึกเพื่อเหล่าฝูงปลาเกาะพีพี

ใครที่เคยอยู่ภายใต้ความกดดันสูง ๆ ต้องอ่านเรื่องนี้

สมัยก่อน ผมนี่จัดว่าเป็นกูรูกูรู้เรื่องการท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ ใครจะไปเที่ยวที่ไหน ก็มักจะมาสอบถามผมอยู่บ่อยๆ บ้างก็ขอให้ช่วยจัดเส้นทางและหาแหล่งท่องเที่ยวให้

เริ่มตั้งแต่ ม.๑ ผมจัดพาเพื่อนๆเที่ยวเกาะสมุยทุกปี เริ่มจากไปกัน ๓ คน จนกระทั่งไปกันหลักสิบ นอนบ้านญาติบ้าง นอนบังกะโลบ้าง กระทั่งได้เพื่อนๆที่เป็นเจ้าถิ่นสมุยมาร่วมก๊วน ตอนนั้นผมก็เลยได้เป็นผู้ร่วมทางมากกว่าเป็นผู้จัดเส้นทาง

เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ยังคงพาเพื่อนๆไปเที่ยวสมุย 

ตอนนั้น โลกผมก็มีเพียงเท่านั้น “สมุย”

 

จนกระทั่งในวันหนึ่งที่แผงหนังสือ ในห้างดังของจังหวัดนครศรีธรรมราช extern  ธนพันธ์ เหลือบไปเห็นรูปปะการังอ่อนสีสวยงามบนปกหนังสือ “อนุสาร อสท.” ฉบับที่นำเที่ยวใต้น้ำโดยคุณนัท สุมนเตมีย์ ผมหยิบมันมา และความฝันใต้ทะเลของผมจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น 

ผมเริ่มเป็นแฟนหนังสือ อสท. อ่านเรื่องเที่ยว อ่านเกร็ดและเรื่องราวของที่ต่างๆ ตามแต่ที่นักเขียนเขาพาไป ผมมีความฝันเพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขับรถท่องเที่ยว การปั่นจักรยาน ไปนอนเต๊นท์ เดินขึ้นเขา และมันมาจบที่ไปพายเรือแคนูในอ่าวกระบี่

เมื่อเราจบการฝึกงาน extern รอบแรกที่โรงพยาบาลมหาราช ก็จะมีวันว่างประมาณ ๒- ๓ วัน ก่อนที่จะต้องกลับโรงพยาบาลที่มหาวิทยาลัย สมัยนั้นมันก็จะมีธรรมเนียมที่พวกเราจะได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยว โดยมีเหล่าบรรดาอาจารย์ของโรงพยาบาลที่เราฝึกงานอยู่นั้นเป็นสปอนเซ่อร์

แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ก่อนเราจะกลับนั้น ทีมอาจารย์จากม.อ.ไปเยี่ยมพวกเรา และบอกว่า 

“ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยว เพราะมันอันตราย ใครจะรับผิดชอบชีวิตพวกคุณได้” เสียงเย็นยะเยือกมาพร้อมกับสายตาอำมหิต ประหนึ่งอาจารย์จะรู้ ว่าท่านคงห้ามเรามิได้

ดังนั้น ท่านจึงใช้แผนสองที่เตรียมมาไว้ด้วยการไปบอกบรรดาอาจารย์ที่เตรียมควักกระเป๋าให้พวกเราว่าอย่าเปย์

อันว่าวัยรุ่น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งจุดพลุส่ง พวกเราทั้ง ๑๕ ชีวิต ก็ใช้แผนที่แยบยลกว่านั้น นั่นคือการอ้อน

อ้อนสิครับ ทำไงได้ พวกเราไม่มีเบี้ย จะรวมตัวกันเที่ยวก็คงไปไกลได้แค่ท่าวัง หรือไม่ก็กินโรตีท่าม้า “แต่นี่ไอ้แป๊ะจะนำเที่ยวกระบี่นู่น” 

แต่ความเป็นจริงที่ว่า “อันว่ากรรมใดใครก่อ ผลกรรมนั้นย่อมเกิดแก่ผู้นั้น” เป็นจริงครับ

พวกเราเป็นนักเรียนแพทย์ปี ๖ สุดขยัน ทำงานกันเป็นทีม กระหายความรู้อย่างมาก เวลามีเคสงามๆเช่น มีเคสเด็กน้อยเป็นโรคลำไส้กลืนกัน (intussusception) พวกเราก็จะยกโขยงกันไปดูอาจารย์ฉีดสีเข้าตูดเพื่อดันไส้ออก

“พวกเอ็งสาระแนมากันทำไม” เสียงของอาจารย์หมอศัลย์อันเป็นที่รักดังออกมาจากห้องเอ็กซเรย์ ดูเหมือนด่า แต่พวกเราทุกคนรู้ดีว่าอาจารย์เอ็นดูรุ่นเรามาก (คิดเองรึเปล่าวะ) เวลามีคนไข้มากเกินกำลัง ก็จะมีกำลังเสริมจากเพื่อนๆที่ว่างอยู่ช่วยตลอด โดยเฉพาะที่ห้องฉุกเฉิน เป็นต้น 

ว่ามาดังนี้ เราจึงเป็นที่รัก ที่เอ็นดูของอาจารย์มากมาย

แต่คำขอร้องจากอาจารย์ต้นสังกัดบอกว่า “กรุณาอย่าให้เงิน” มันมาก่อนการอ้อน การให้เงินซึ่งหน้า จึงทำไม่ได้

อาจารย์จึงใช้วิธีส่งซองให้บ้าง เรียกไปพบบ้าง พาเดินออกไปนอกห้องพักแล้วยื่นเงินให้บ้าง

ขอไปขอมา ให้ไปให้มา เรานับเงินแล้วมือสั่น เพราะมียอดอยู่ที่สี่หมื่นเศษ 

แล้วเราก็ได้ไปกระบี่เพื่อพายเรือแคนูกัน

สมัยนั้นการออกพายเรือแคนูจัดว่าเป็นการเที่ยวที่ทันสมัยมาก เพราะการพายเรือในอ่าวชายฝั่งอันดามันนั้นเพิ่งถูกพูดถึง เพิ่งเริ่มมีคนรู้จัก และพวกเราก็เป็นลูกทัวร์กลุ่มแรกๆเลยทีเดียว

ผมยังจำบรรยากาศของการเที่ยวครั้งนั้นได้ เราเหมารถตู้ไป ๒ คัน นั่งเรือหางยาวไปนอนกันในรีสอร์ทที่ไร่เลย์ และไปพายเรือในอ่าวของกระบี่ที่ต้องพายเข้าซอกเขา พายตามคลองป่าโกงกาง ไปดูภาพเขียนริมหน้าผา และจอดเรือกินข้าวใต้หน้าผาที่มีซอกโค้งให้เราหลบแดด เสมือนหนึ่งกินกันในถ้ำเปิด

โอว... มันยอดมากเลยนะพระเจ้า

อีกคืนก็นอนกันที่โรงแรมกระบี่รีสอร์ทที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น

เรากินอาหารมื้อหรู (เงินยังเหลือ)

เรากลับมานครศรีฯไปเที่ยวเทคกัน (เงินยังเหลือ)

เราอัดรูปแจกกัน (เงินเกือบพอ ต้องออกเงินเองบางส่วน)

และนี่คือเหตุผล ว่าทำไมผมยังคงคิดถึงชีวิตของการเป็น extern โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราชอยู่ตลอดเวลา

ยังครับ

กลับมาจากเที่ยวคราวนั้น ก็ยังคงมาเป็น extern ต่อที่สงขลานครินทร์อีกครึ่งปี ความฝันของผมยังคงมีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการดำน้ำลึก ผมอยากเห็นปะการังอ่อนสีต่างๆอย่างที่คุณนัทได้นำมาโชว์บนปก อสท.

ก็ไปหาที่เรียนสิครับ 

สมัยนั้นหาไม่ง่ายนัก เพียงแต่ผมรู้จักพี่ที่ทำงานคนหนึ่งเป็นครูผู้ช่วยสอนอยู่ เลยไปติดต่อเขา

แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้อมเจ้า regulator ไว้ในปากแล้วหายใจด้วยมัน และไปลงทะเลพีพีเพื่อสอบเอาบัตรนักดำน้ำจากค่าย NAUI

ผมได้ไปพีพีครั้งแรกในชีวิตก็เพราะการสอบดำน้ำนี่แหละครับ

ในวันแรกของการลงใต้น้ำ ผมได้พบกับบททดสอบของความกดดันจริงๆ นั่นเพราะทุกๆฟุตที่ดำลึกลงไป ผมก็จะถูกน้ำทะเลกดตัวผมจากทุกๆด้าน  อาการที่เกิดขึ้นง่ายที่สุดก็คือหูอื้อ ครูสอนให้เราเคลียร์หูเป็นระยะๆ มันก็ออกจะตื่นเต้นมากเลยนะครับ เพราะที่นั่นมันคือเกาะพีพีไงครับ

แต่โลกใต้น้ำตรงบริเวณที่ผมสอบนั้น พื้นทะเลไม่มีอะไร ไม่มีกองหิน ไม่มีปะการัง มันราบเรียบมากพอที่ครูจะดูแลนักเรียนได้ทุกคน 

มันดูเหมือนจะราบรื่นหากแรงกดดันน้ำไม่ทำร้ายผมเสียก่อน

ผมปวดฉี่

ครูบอกว่าให้ฉี่ในน้ำทะเลเลย

พูดง่าย แต่.....

ผมฉี่ไม่ออก

นอนนิ่งๆบนพื้นทรายใต้ท้องน้ำเหมือนฉลามกบก็ยังฉี่ไม่ออก

นั่งคุกเข่าทำสมาธิก็ฉี่ไม่ออก

ลอยขึ้นเกาะกราบเรือก็ฉี่ไม่ออก

จะบ้าหรือไร ทำไมมันไม่เยี่ยวสักที กระเพาะฉี่เริ่มป่อง กะประมาณได้น่าจะเกิน ๕๐๐ ซีซี ผมคิดถึงชายชราที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตจนกดเบียดท่อฉี่จนตีบแล้วฉี่ไม่ออก

เชี่ย...แรงดันน้ำมันคงกดกระเจี๊ยวผมจนบี้ไปแล้วกระมัง ตกใจจนไข่หด เอามือไปคลำดู มันก็ยังอยู่ แม้จะเล็กก็ตาม

น้ำตาผมหยด หยดอยู่ข้างกราบเรือนั่นแหละ 

“ครูครับ ไม่ไหว ปวดฉี่แทบขาดใจ” ผมยอมแพ้

ทุกคนต้องขึ้นเรือไปริมหาด 

ผมวิ่งไม่รอด แรงเดินก็แทบจะไม่มี ถ่อสังขารไปจนถึงริมป่า บรรจงหาไข่ตัวเองจนเจอ ประคองมัน แล้วฉี่.....

ผมคิดถึงหลวงพ่อ

ในช่วงที่เป็น extern อยู่ที่ รพ.มหาราช นครศรีฯ ค่ำวันหนึ่งขณะที่ทำงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน มีหลวงพ่อท่านกนึ่งนอนโอดครวญบนรถเข็ญที่ถูกเข็ญเข้ามา ท่านฉี่ไม่ออกมานานหลายชั่วโมง กระเพาะฉี่ท่านโป่งจนแทบจะระเบิดได้ ผมเรียกอาจารย์พี่เบ็น ซึ่งเป็นหมอศัลย์ที่อยู่เวรวันนั้นมาช่วยดู ในช่วงแรก ผมพยายามสอดสายสวนปัสสาวะเขาไปทางจู๋ท่าน แต่ต่อมลูกหมากท่านโตมากจนบีบเข้ามาทำให้ท่อปัสสาวะตีบสนิท

พี่เบ็นจัดการทายาฆ่าเชื้อที่บริเวณหัวหน่าว จุดที่กระเพาะฉี่ของท่านโป่งตึง แล้วนำชุดสายเจาะเข้ากระเพาะฉี่มาแทงตรงบริเวณที่เป็นกระเพาะปัสสาวะของท่าน

“ปุ๊ก” (เอิ่ม..ไม่ได้ดังแบบนี้หรอกนะครับ เพื่ออรรถรสน่ะ) แล้วฉี่ก็ไหลออกมาตามสายที่เจาะผ่านหน้าท้องนั้น เกือบลิตร

“โอย..คุณหมอ พวกคุณนี่เปรียบเสมือนเทวดาเลย” หลวงพ่อท่านครางออกมาอย่างมีความสุข

“โอว....” ผมก็ครางครับ แม่ง..แรงกดดันชัดๆ

ผ่านไปกับวันแรกอันแสนทุกข์ตรม

เช้าวันต่อมา

“อาหารเช้ามีความสำคัญนะครับ เราต้องกินให้อิ่ม เพราะใต้ทะเล เราจะเสียพลังงานมากกว่าปกติครับ” ครูบอกในเช้าวันนั้น

แล้วผมกินอะไรเหรอครับ ตอบได้เลยว่า “จัดเต็ม” ตบท้ายด้วยกล้วยหอม ๒ ลูก นมและโยเกิร์ต มันแน่นท้องมาก พลังงานเหลือเฟือ

ใต้น้ำในวันนั้นใสและสวยงามกว่าวันแรก ผมเริ่มเห็นปะการังอ่อนหลากสี แต่สีมันไม่ได้สวยเหมือนที่คุณนัทถ่ายมาแฮะ

ครูบอกว่า ยิ่งลึกเท่าไหร่ แสงจะถูกดูดกลืนมากขึ้น ทำให้ยิ่งลึก เราจะเห็นสีน้ำเงินมากกว่าสีแดง แต่ผมเห็นเพียงสีทึมๆ 

ที่ช่างภาพถ่ายออกมาสวย เพราะเขาใช้แสง ใช้แฟลชกระมัง

เราเจอกระแสน้ำอ่อนๆ ผมจับมือแฟนสาวคนนั้นไว้เบาๆ เราทั้งคู่ปล่อยลำตัวนอนราบ กางแขนออก แล้วปล่อยตัวให้ลอยตามกระแสน้ำ มันโรแมนติกมาก เสียดาย ตอนนั้นยังไม่มีหนังเรื่อง “ไททานิก” ไม่งั้น ผมคงลอยตัวอยู่ด้านบนของเธอ แล้วโอบกอดเอาไว้ เหมือนแจ๊ก ดอสั้น กอดโรส อยู่บนหัวเรือลำนั้น

“แก๊งๆๆ” เสียงคนเคาะถังอากาศ มันดึงผมออกจากภวังค์ เราหันไปดู ครูทำท่าบอกว่าเจอฉลาม เราก็รีบว่ายไปดูกัน คนอื่นเห็น ผมกับเธอไม่เห็น เสียดายนัก

ผมเริ่มท้องอืด กล้วยกับโยเกิร์ตเป็นของคู่กันสำหรับการสร้างแก๊ซในกระเพาะและลำไส้

ใต้ทะเลราวร้อยฟุต แรงกดดันจากน้ำทะเลรอบตัว มันทำให้แก๊ซในท้องผมพองตัวได้เล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ผะอืดผะอมได้ ผมพอทนได้ นึกในใจ ถ้าได้ตดก็คงสบายขึ้น แต่ไม่มีตด

ครั้นเมื่อครูส่งสัญญาณให้ลอยตัวขึ้น เราก็ค่อยๆไต่ระดับขึ้นมาอยู่ราว ๓๐ ฟุต คราวนี้แรงกดดันจากน้ำทะเลก็จะน้อยกว่าที่ลึก ไอ้แก๊ซในท้องของผมก็ขยายตัวได้เต็มที่

ผมรู้สึกตาลาย อยากจะเป็นลม เหงื่อคงออกจนท่วมถ้าอยู่บนบก แต่นี่ไม่รู้จะแสดงอาการได้อย่างไร รู้แต่ว่า “พุงจะแตก” 

ชีวิตใต้น้ำ แม่ง ไม่มีความสุขเสียเลย และทันใดนั้น ผมก็อ๊วกแตกจริงๆ

ผมปล่อยทั้งแก๊ซ ทั้งกล้วย ทั้งนมและโยเกิร์ต (เอิ่ม..อันที่จริงก็น่าจะมีขนมปัง ไส้กรอก เบค่อน ไข่ดาว ปนอยู่ด้วยนะ) ออกมาทางปาก ผ่านมายัง regulator ที่คาบอยู่ มันพ่นทุกอย่างออกทางรูทั้ง ๒ ด้าน “พรวดดดดดด”

ไงล่ะ

โล่งสิครับ มันออกมาจนหมดพุง

แล้วโลกที่แสนทรมานใต้น้ำก็กลายเป็นสวรรค์ของทีมเรา เพราะในเวลานั้น ปลาทะเลนับหมื่นนับพัน ต่างก็กรูกันเข้ามาหาธนพันธ์ เพื่อเข้ามากินอาหารอันโอชะที่ผมพ่นออกมา

อ๊ายอาย

และนี่ก็คือ ผลจากแรงกดดันสูง...จากน้ำทะเล

ธนพันธ์ ชูบุญรักปลาทะเลเหลือเกิน

๙ มค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#กระบี่#เที่ยว#extern#ดำน้ำ#โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช#แคนู

หมายเลขบันทึก: 643891, เขียน: 10 Jan 2018 @ 13:39 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)