เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างมีการเตรียมความพร้อมแล้ว สมาชิกผู้ร่วมเดินทาง 36 คน พร้อมกัน ณ สถานที่นัดหมาย นั่นคือ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ วิทยาเขตสะพานใหม่ 

ก่อนหน้านี้มีคำถามว่าเหตุใดจึงไม่นัดเวลากัน 3.30 น.ซึ่งโดยประสบการณ์แล้วการนัดกันในเวลาดังกล่าว ไม่ควรด้วยเหตุผล 2 ประการหลัก ๆ คือ

ประการแรก  การรับปากอย่างแข็งขันว่าจะมาทัน อาจมาทัน แต่ออกไม่ได้ในช่วงเวลานั้น

ประการที่สอง ยิ่งออกไวเท่าไร เท่ากับว่าคนขับรถ  รวมทั้งรถใหญ่ อาจไม่ได้พักผ่อน และทีมงานก็ไม่ได้พักผ่อน

ด้วยเหตุนี้จึงนัดออกรถ 4.30 น. ซึ่งในท้ายที่สุดก็ออก ตีห้าอยู่ดี

หลังจากที่ทีมงานรากแก้ว มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถาบันแล้ว  การเดินทางด้วยพาหนะ 4 คัน ประกอบด้วย รถมินิบัสของมหาวิทยาลัย รถกะบะของกัส รถเก๋งของกอล์ฟ และ แยม ก็เริ่มออกเดินทาง

ระหว่างการเดินทางให้ความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีใครรู้ว่าผมต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อสร้างอาสาในค่ายนี้ ต้องวางแผน ดำเนินเรื่อง สร้างเรื่อง และจบเรื่องอย่างสวยงามที่สุด 

ระหว่างการเดินทาง พวกเราทำเสมือนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทน้ำมัน ด้วยการแวะปั๊มมากกว่า 5 ครั้ง ซึ่งในบางครั้งก็ไม่รู้แวะทำใม รวมทั้งหาที่เติมน้ำมันให้รถมินิบัสด้วย พร้อมด้วยการแวะซื้อของที่จำเป็นเพื่อการดำเนินกิจกรรม  แอบคิดในใขว่า หากร้านค้าเหล่านี้ความรู้สึกร่วมกับเรา ร่วมให้ร่วมแบ่งปัน ประเทศไทยเราก็น่าจะมีความหวังมากขึ้น

ในที่สุดเราก็มาถึงอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ อ.หล่มเก่า  เมื่อถึงสถานที่แห่งนี้ผมได้รับรู้สถานการณ์อย่างหนึ่งที่สามารถไขข้อข้องใจอะไรบางอย่างได้ และคำตอบที่ได้ จะอยู่กับคนที่จุดธูปสักการะท่านพร้อมผมนั่นเอง

เดินทางต่อสู่องค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล หน่วยงานที่คอยให้บริการช่วยเหลือทีมงานของพวกเราขึ้นสู่บ้านนาสะอุ้งในทุก ๆ ปี ไม่แน่ใจว่าเอือมระอาพวกเราไหม แต่พวกเราก็ขอขอบพระคุณอย่างจริงใจที่เมตตาช่วยเหลือ พร้อม ๆ กับรถสนับสนุนจากชุมชนอีก 2 คัน รวมรถขึ้นหมู่บ้านทั้งสิ้น 6 คัน

รถคันนี้มาสนับสนุนพวกเราทุกปี

และปีนี้ก็เช่นเคยที่ได้ชิมบรรยากาศรอบข้างจากการเดินทาง ซึ่งต้องขอบใจต๋อง ช่างภาพประจำคันรถ

จริง ๆ การจัดกิจกรรมในปีนี้เราจำเป็นต้องใช้การบันทุึก   การถ่ายภาพ และ กล้องวีดีโอ จำนวนมาก เพื่อใช้ทำ Story telling ให้กับหมู่บ้าน ทุก ๆ กิจกรรมที่เราทำจึงต้องมีภาพประกอบการบรรยายอย่างเต็มที่

บรรยากาศในการเดินทางขึ้นภูทับเบิกเป็นภาพที่ผมเห็นชินตามานานหลายปีแล้ว แต่ก็รู้สึกไม่เคยชินกับสิ่งปลูกสร้างบริเวณโดยรอบที่ขัดกับทัศนียภาพของธรรมชาติที่สวยงาม

ผมได้แวะถ่ายภาพที่จุดชมวิว พร้อมกับอุดหนุนมันม่วงจากชาวม้ง เพื่อนำไปใช้เผารอบกองไฟ และ บัวหิมะจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะซื้อติดมือไปด้วยทุกครั้ง

กินบรรยากาศสักหน่อย

จากนั้นเราก็เดินทางเข้าพื้นที่ด้วยทางที่ทรหดมากขึ้น โดยประมาณเกือบ 10 กิโลเมตร และเราสามารถเห็นจุดสูงสุดของหุบเขาด้านหน้าได้ นั่นคือ วัดป่าภูทับเบิก ซึ่งเป็นครั้งแรกจาก 4 ปีที่มาที่นี่ คราวนี้จะได้แวะกัน


สถานที่แห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยการสร้างถาวรวัตถุตามความเชื่อด้านต่าง ๆ มีสถา่นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ปฏิบัติ และในอุโบสถ ที่ตกแต่งแบบล้านนา ก็วิจิตรสวยงามตามสมควร  บริเวณโดยรอบมีการให้ร่วมทำบุญด้านต่าง ๆ อยู่ตามสมควร  และผมก็ได้ทราบคำตอบในสิ่งที่ผมอยากจะรู้อีกเช่นเดียวกัน คำตอบก็อยู่ที่คนที่เข้่ามาไหว้พระในโบสถ์แห่งนี้พร้อมกับผมนั่นเอง

เป็นเวลานานแล้วกว่าเราจะเดินทางเข้าถึงพื้นที่ ใช้เวลานานจนเกือบ 4 โมงเย็น และในที่สุดการเดินทางที่แสนจะเต็มไปด้วยความหวัง และความชราภาพที่ปกคลุมสีผมดำขลับของผม ก็สิ้นสุดลง

เมื่อผ่านจุดนี้ไป เราจะถึงสถานที่ที่เรากำลังเดินทางมา  นั่นคือ "บ้านนาสะอุ้ง"