ส่วนอุปสรรคในชั้นต่อไปและมีได้ทั่วไปๆ ไปนั้น อาจมีได้แทบทุกระยะแห่งการปฏิบัติและการเลื่อนลำดับของการปฏิบติ หากแต่ว่าเป็นปัญหาที่อาจจะเกิดเฉพาะคน เพราะอุปนิสัยแตกต่างกัน ดังที่ได้เคยกล่าวแล้วข้างต้น ถ้าจะประมวลมาให้หมก หรือเผื่อไว้สำหรับทุกคน ก็จะได้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ควรสำเนียกศึกษาไว้อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำที่สุด

         ก. เมื่อสติกำหนดลมหายใจออก จิตฟุ้งอยุ่ในภายใน คือเมื่อบุคคลส่งจิตไปตามลมที่กลังออกไปในขณะแห่งลมหายใจออก โดยจะกำหนดเป็นเบื้องต้นท่ามกลาง ที่สุด หรือไม่ก็ตาม เกิดความห่วงว่ามันจะหายใจกลับเข้าไปเมื่อไร หรือเกิดความกังวลว่า มัจจะขาดตอน หรือมันจะหายไป...ย่อมเป็นอุปสรรคหรืออัตรายต่อความเป็นสมาธิ แม้ในชั้นหยาบ เขาจะต้องมีหลักในการที่จะไม่ให้เกิดความระแวงหรือกลังหรือห่วงเช่นนั้น ความรู้สึกฟุ้งซ่านที่กล่าวนี้จะปรากฎเป็นธรรมดา ถ้าไม่ได้รับการแนะนำล่วงหน้า ย่อมเกิดการเสยประโยชน์ โดยไม่จำเป็น

        ข. ในกรณีแห่งการหายใจเข้า ก็มีอุปสรรคในทำนองเดียวกัน คือ เมื่อสติกำหนดลมหายใจเข้าถึงที่สุดแล้ว จิตแล่นออกไปภายนอก คอห่วงอยู่ว่าเมื่อไรลมจะกลับออกไป เมื่อไรมัจจะกระทบฐานที่กระทบ..เรียกว่ "จิตฟุ้งออกไปภายนอก" มีอาการกลับกันกับข้อ ก. 

        เมื่อนำมาเข้าคู่่กัน ก็อาจสรุปได้ว่า เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตฟุ้งไปข้างใน คือกังวลอยู่ข้างใน : เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า จิตฟุ้งออกไปข้างนอก คือไปกังวลอยู่ข้างนอก ทั้งนี้ เป็นกฎธรรมดาที่ว่า เมื่อสำเร็จเรื่องข้างนอกแล้ว ก็ไปห่วงข้างใน เมื่อสำเร็จเรื่องข้างในแล้วก็ไปห่วงข้างนอก 

       อาการเช่นนี้ จะเกิดขึ้นเองโดยอำนาจสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง และผู้ปฏิบัติมีความร้อนรน หรือมีความตั้งใจรุนแรงเกินไปในการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง การศึกษามาแล้วอย่างเพียงพอ กับการสำรวจจิตอย่างประณีตสุขุม หรือพอเหมาะพอสม และการไม่คิดอะไรล่วงหน้าไว้มากๆ .. ย่อมแก้อุปสรรคคู่นี้ได้ 

        ค. ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยู่ในลมหายใจออก

        ง. ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยุ่ในลมหายใจเข้า

        อุปสรรคคู่นี้ ล้วนแต่เป็นอัตรายต่อความเป็นสมาธิ ความหวังในลมหายใจออกหรือเข้าก็ตาม เกิดมาแต่ความกลัวว่าลมจะหายไป ซึ่งจะทำให้การปฏิบัตของตัวต้องชะงัก หรือไม่เป็นผลดีทันตามต้องการ ผู้ที่ปฏิบัติด้วยตัณหาอุปทานยึดมั่นถือมั่น ในตัวการปฏิบัติเต็มที่ ยิ่งต้องรับเคราะห์กรรมข้อนี้มาก ส่วนผุ้ที่ปฏิบัติด้วยปัญญา หรือสัมมาทิฎฐิ พร้อมก้วยคำแนะนำที่ดี ก็แทบจะไม่พบอุสรรคอันนี้ ความพอใจในลมหายใจออกหรือเข้า ที่เกิดมาจากความรู้สึกสบายในขฯะที่หายใจออกหรือเข้า หรือทีเ่กิดมาจากความรุ้สึกที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ่ย่อมเป็นสิ่งที่มีอำนาจมากเพียงพอ ที่จะให้เกิดความฟุ้งซ่านแห่งจิต หรือเกิดความหยาบแห่งลมหายใจจนไม่มีทางที่จะระงับลงได้ มันจูงไปในทางแห่งความตื่นเต้น จึงเป็นอุปสรรคหรืออันตรายในปริยายหนึ่ง ส่วนความอย่ากหรือความหวังนั้นเนื่องมาจากความพอใจจึงมีความกระหายต่อการหายใจเข้าออกก็ตาม แม้ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้มีจิตหยาบ มีลมหายใจหยาบ ไม่อาจจะระงับลงได้ จึงถือว่าทั้งคู่เป็นอัตรายต่อความเป็นสมาธิ เช่นเดียวกับความฟุ้งแห่งจิต...

         จ. เมื่อลมหายใจออกครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจเข้า

         ฉ. เมื่อลมหายใจออกครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจออก

         ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอัตรายแห่งการทำสมาธิ คำว่า ถูกลมหายใจครอบงำ นั้น หมายคึวมว่าเขาไปสนใจต่อลมหายใจนั้นรุนแรงเกินไปก็ดี หรือการหายใจออก มีอะไรที่ทำให้เกิดความสนใจมากโดยส่วนเดียว ส่วนขณะที่หายใจเข้าไม่มีอาการอย่างนั้ ดังนี้เป็นต้นก็ดี หรือว่าอวัยวะเครื่องทำการหายใจไม่เป็นปกติ สะดวงแต่การหายใจออก ไม่สะดวงในเมือหายใจเข้า หรือสะดวกแต่เื่อหายใจเข้า ไม่สะดวกเมื่หายใจออกก็ดี ย่อมมีอาการที่เป็นปุปสรรคในข้อนี้เกิดขึ้น โดยใจความกคือได้มีอะไรมาทำให้เขาสนใจ หรือกำหนดลมหายใจ ได้แต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความไม่รู้เท่าถึงการณ์ ลักษระที่เป็นได้ง่ายแก่ผู้ปฏิบัตินั้น ก็อยู่ตรงที่เขาไปสนใจอข่างรุนแรงและยืดยาว ในสิ่งซึ่งเป็นสิ่งแรกที่เขาประสบเข้า และข้อถัดไปเนื่องมาจากอวัยวะซึ่งเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดไม่สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากัน จนทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น ดดยที่ไม่สามารถจะใช้จุดๆ เดียวกัย ให้เป็นที่ตั้งของผุสนาได้อย่างสม่ำเสมอ 

          ช. เมื่อกำหนดนิมิต จิตในลมหายใจออกหวันไหว

          ซ. เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตในนิมิตหวั่นไหว

          คำว่า นิมิต ในที่ที่นี้ก็หมายถึงนิมิตในชั้นผุสนา หรือุคคหนิมิต เมื่อจิตไปกำหนดอยู่ที่อุคคหนิมิตคือฐานที่ลมกระทบ จิตที่กำหนดตัวลมก็หวันไหว หรือส่วนไป อีกทางหนึ่งซึ่งตรงกันขามก็คื อเมื่อกำหนดที่ตัวลมหายใจมากเกินไป หรือด้วยความตั้งใจเต็มที่ จิตที่จะกำหนดในิมิต คือฐานที่ลมกระทบหรือที่เรียกว่าผุสนานั้น ก็เป็นจิตหวั่นไหวหรือส่ายไป อุปสรรคข้อนี้เกิดมาจากการกระทำที่สับสน หรือผิดลำดับเพราะการศึกษามาไม่เพียงพอ หือทำไปตามความเข้าใจของตนเองเมื่อการปฏิบัติยังอยุ่ในชั้นแรก อุปสรรคหรือปัญหานี้ยังไม่เกิด เพราะตัวลมหายใจนั้นเองเป็นตัวนิมิต ถ้าปัญหาจะเกิด ก็เนื่องมาจากการที่ผุ้นั้ได้ไปทำการกำหนดแบ่งแยกให้เป็นนิมิตอย่างหนึ่ง ในลมหายใจอข่างหนึ่ง แล้วเขาก็กำหนดในฐานะที่เป็นนิมิตน้นอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นลมหายใจนั้นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อกำหนดอย่างใดมากไป จิตที่กำหดนทางอีกฝ่ายหนึ่งก็หวั่นไหว ดูๆ คล้ายกับว่าเป็นการ รู้มาก ยากนาน

          - อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ