​เรียนรู้มหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมที่สหราชอาณาจักร ๔. งานวิจัยแบบหุ้นส่วน (Engaged Research)

ให้นิยามของ Engaged Research ว่า เป็นงานวิจัยและกระบวนวิธีวิจัยที่จริงจัง มีลักษณะแตกต่างกว้างขวาง ที่ดำเนินการโดยมีผลประโยชน์ "ร่วมกับ" ชุมชน มีการดำเนินการร่วมกับชุมชน ไม่ใช่ "เพื่อ" ชุมชน เป็นหลัก

เรียนรู้มหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมที่สหราชอาณาจักร  ๔. งานวิจัยแบบหุ้นส่วน (Engaged Research)

 Kate Morris และ Sarah Bowman แห่ง Campus Engage ()  & Trinity College Dublin () ให้นิยามของ Engaged Research ว่า เป็นงานวิจัยและกระบวนวิธีวิจัยที่จริงจัง มีลักษณะแตกต่างกว้างขวาง     ที่ดำเนินการโดยมีผลประโยชน์ร่วมกับชุมชน    มีการดำเนินการร่วมกับชุมชน ไม่ใช่เพื่อชุมชน เป็นหลัก  (“Engaged research describes a wide range of rigorous research approaches and methodologies that share a common interest in the collaborative engagement with the community. … Engaged research is advanced with community partners rather than for them,”)   

เขาตีความคำว่า “ชุมชน” ในความหมายที่กว้าง รวมถึงภาคีหุ้นส่วนภาครัฐ  ผู้ให้บริการวิชาชีพ  ผู้กำหนดนโยบาย   องค์กรภาคประชาสังคม  ผู้ทำงานภาคประชาสังคม  ผู้ใช้บริการ  และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์   

ผมตีความว่างานวิจัยแบบหุ้นส่วน ไม่ใช่งานวิจัยที่นักวิจัยเป็นผู้ทำให้แก่ภาคี    แต่เป็นงานวิจัยที่นักวิจัยกับภาคีหุ้นส่วนทำด้วยกัน   เริ่มตั้งแต่การร่วมกันตั้งโจทย์  การร่วมกันหาทุนมาใช้จ่ายในการวิจัย  การนร่วมกันดำเนินการวิจัย  และการร่วมกันรับผลประโยชน์จากการวิจัย

งานวิจัยแบบหุ้นส่วนมีหลายระดับ   ทุกระดับต้องการการเปลี่ยน mindset ว่าด้วยการวิจัย   เปลี่ยนจากงานวิจัยสูงส่งแยกตัวจากชีวิตจริง    สู่การวิจัยที่มีหรือแสวงหาคุณค่าต่อสังคมหรือต่อพื้นที่

ระดับที่หลักการ engage เบาบางที่สุดคือทำตามที่นักวิจัยเคยชิน  แต่มีการพูดคุยกันใน “พื้นที่” แสวงหาคุณค่าของงานวิจัยที่จะทำหรือทำแล้วต่อชุมชนใกล้ตัว    โดยมีนักวิชาชีพเชื่อมโยงหุ้นส่วนสังคม (PEP – Public Engagement Professionals) ทำหน้าที่เป็น facilitator ของการเสวนา   

PEP ที่เก่ง จะมีวิธีการนำ Success Story ของนักวิจัยที่ไม่รู้จัก PE  แต่เมื่อคบค้ากับ PEP งานวิจัยของท่านเกิดคุณค่าต่อชุมชนในพื้นที่สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ    กรณีตัวอย่างเช่นนี้จะช่วยให้นักวิจัยเห็นว่า   หากมีตัวช่วยที่เหมาะสม งานวิจัยจะมี PE ฝังอยู่ข้างใน (embedded) โดยไม่ยาก   แทบไม่ต้องลงแรงเพิ่ม

ที่จริงนักวิจัยที่ทำวิจัยเอาจริงเอาจังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เมื่อมีข่าวแพร่ออกไปในหมู่สาธารณชนทั่วไป ก็อาจมีคนต้องการทดลองนำไปใช้ในการทำงานจริง ก็เป็นโอกาสทำงานวิจัยแนว engage

วิจัยแนว engage แบบสุดๆ เริ่มตั้งแต่การกำหนดโจทย์    ที่มาจากภาคทำมาหากิน (real sector) ว่าต้องการบรรลุผลการทำมาหากินในลักษณะใด   นำมาพูดคุยกับ PEP   จนเข้าใจเป้าหมายดีแล้ว PEP ก็ไปพูดคุยกับนักวิจัยที่เพมาะสมต่อการวิจัยนั้น    และ/หรือชวนฝ่ายทำมาหากินกับฝ่ายวิจัยมาพูดคุยกันจนเข้าใจเป้าหมายชัดเจนและมองเห็นแนวทางทำวิจัย    หากจำเป็นต้องมีทุกวิจัยและฝ่ายทำมาหากินไม่มีทุนเพียงพอ ก็อาจชวนกันไปหาแหล่งทุน    และเมื่อดำเนินการวิจัย PEP ก็อาจทำหน้าที่ประสานงานด้านต่างๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคนานัปการ

งานวิจัยเกี่ยวกับ engagement มีสองแบบ    คือ engaged research (คืองานวิจัยตามแบบที่กล่าวถึงข้างบน)   กับ research on engagement     ผมพบว่าในการประชุม Engage Conference 2017 มี Professor of Engaged Research มาร่วมอย่างน้อย ๑ คน คือ Professor Richard Holliman (http://www.open.ac.uk/blogs/pe...246) แห่ง Open University ซึ่งเมื่ออ่านประวัติของท่านแล้ว ท่านทำงานวิจัยแบบ research on engagement    คือทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจและขับเคลื่อน public engagement ของมหาวิทยาลัย  

ในเว็บไซต์ของ NCCPE หน้า https://www.publicengagement.ac.uk/explore-it/what-public-engagement   ระบุว่า ผลการศึกษาในปี ค.ศ. 2006 และ 2010 บอกชัดเจนว่า วัฒนธรรมวิจัยที่ใช้กันอยู่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานวิจัยแบบ engaged research    นำไปสู่การจัดตั้ง Beacons for Public Engagement Initiative  ในปี 2008 จำนวน ๖ แห่ง เพื่อทำหน้าที่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม (https://www.publicengagement.ac.uk/sites/default/files/publication/nccpe_bridging_the_gap_brochure_0_0.pdf)     

หนึ่งในหก beacon อยู่ที่ University College London (UCL) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของประเทศ    และคณะของเรามีโอกาสไปเยี่ยมชมในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๐   พบว่าเขาจัดตั้งหน่วย PE Unit มีเจ้าหน้าที่ ๙ คน ทำหน้าที่หลักคือ “embed PE” แก่นักวิจัย    โครงการเด่นของเขาคือ CRAE (Centre for Research in Autism and Education)  (http://www.ucl.ac.uk/ioe/departments-centres/centres/centre-for-research-in-autism-and-education)    จากการนำเสนอผมตีความว่าเขาใช้กิจกรรมวิจัยช่วยเหลือเด็ก autism และครอบครัว เป็นกลไกการทำ PE ที่ทำต่อเนื่องยาวนาน   

UCL ยังร่วมมือกับ NCCPE จัดทำวารสาร Research for All เพื่อตีพิมพ์ผลงานวิจัยทั้งแบบ engaged research และแบบ research on engagement  (https://www.ucl-ioe-press.com/research-for-all/)

ในการประชุม Engage Conference 2017 วันที่สอง (๗ ธันวาคม ๒๕๖๐) มีรายการ Mini-plenary เรื่อง IRIS: bringing the cutting edge to the classroom เล่าเรื่องความร่วมมือระหว่างนักการศึกษา  นักวิจัย  ครู  และนัก bioinformatics จัดให้นักเรียนได้ฝึกทำวิจัยในสถานการณ์จริง  มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันค้นหา (annotate) ยีนของพยาธิแส้ม้าของคน จาก DNA sequence    เป็นตัวอย่างหุ้นส่วนหลายฝ่ายร่วมกันให้ประสบการณ์วิจัยแก่เยาวชน    หรือมองอีกมุมหนึ่ง ให้โอกาสเยาวชนฝึกทำวิจัย    หรือเป็นการ engage เยาวชนต่อการวิจัย (https://www.theguardian.com/science/life-and-physics/2017/nov/03/why-dont-we-let-young-people-contribute-to-cutting-edge-science-at-school)  

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีรายการ Working Sessions เรื่อง Bristol Fun Palaces : exploring local collaboration ที่ผมไม่ได้ไปเข้าร่วม    แต่อ่านคำอธิบายสั้นๆ จับความได้ว่า Fun Palaces เป็นกิจกรรมที่ชุมชนท้องถิ่นกับนักเชื่อมโยงหุ้นส่วนสังคมร่วมกันจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานควบคู่ไปกับการเรียนรู้    และเชื่อมโยงนักวิจัยเข้าไปใกล้ชิดกับสังคม    ผมค้นด้วยกูเกิ้ลจึงทราบว่า Fun Palaces เป็นกิจกรรมรื่นเริงประจำปี    ที่เพิ่งมีคนคิดริเริ่มขึ้นในอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 2014 นี่เอง    จะเห็นว่าเขาหาทางคิดนวัตกรรมเครื่องมือเชื่อมโยงวงการอุดมศึกษาและวงการวิจัยเข้ากับชุมชน   https://visitbristol.co.uk/whats-on/fun-palaces-p2320073    https://en.wikipedia.org/wiki/Fun_Palaces      ผมไม่แน่ใจว่า Fun Palaces เกิดขึ้นก่อน แล้ววงการ PE เข้าไปเชื่อม   หรือวงการ PE เป็นผู้ริเริ่ม Fun Palaces  

มีการประชุม Working Session หนึ่งของวันที่ ๗ ธันวาคม ชื่อ NUCLEUS  : bringing the RRI concept into reality ทำให้ผมกลับมาค้นความหมายของ RRI ที่บ้าน    พบว่าคำเต็มคือ Responsible Research and Innovation และมีรายงานเรื่องนี้ที่ https://www.zsi.at/object/publication/4498/attach/Marschalek_Public_Engagement_in_RRI.pdf     เป็นวิทยานิพนธ์เพื่อปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยเวียนนา    ชื่อเรื่อง Public Engagement in Responsible Research and Innovation : A Critical Reflection from a Practitioner’s Point of View   ทำให้ผมได้เข้าใจการขับเคลื่อนการวิจัยและวิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงกับสังคมของ European Commission  

ตามรายงานดังกล่าว หลักการ RRI เริ่มโดยวงการวิจัยระดับสูงของโลก ในปี ค.ศ. 2008    ในปี 2010 RRI ได้ถูกบรรจุเป็นหลักการเชิงยุทธศาสตร์ใน European Research Programme Horizon 2020   ต่อมามีการตีพิมพ์วารสาร The Journal of Responsible Innovation   พัฒนาการนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิชาการกับสังคม

ในปี ค.ศ. 2013 von Schomberg แห่ง DG Research and Innovation ของ European Commission เสนอนิยามของ RRI เพื่อการใช้งานว่า “Responsible Research and Innovation is a transparent, interactive process by which societal actors and innovators become mutually responsive to each other with a view to the (ethical) acceptability, sustainability and societal desirability of the innovation process and its marketable products (in order to allow a proper embedding of  scientific and technological advances in our society)”  

โครงการ NUCLEUS (http://www.nucleus-project.eu/nucleus/)     เป็นโครงการของ EU เพื่อดำเนินการ RRI ในภาคปฏิบัติ   ดำเนินการเป็นเครือข่ายนานาชาติ ที่มีภาคี ๒๔ องค์กร จาก ๑๕ ประเทศ  ใน ๓ ทวีป    ช่วยกันสร้าง RRI Implementation Roadmap 

ช่วงบ่ายวันที่ ๗ ธันวาคม มี Working Session ชื่อ Collaboration and policy-sensitive research : moving beyond advocacy  ที่มีคำอธิบายว่า     เป็นการนำเสนอเรื่องโครงการ ‘Understanding everyday participation - articulating cultural values’ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก AHRC (Arts & Humanities Research Council)    ผมไม่ได้เข้าฟังรายการนี้    ได้แต่กลับมาค้นที่บ้าน    และพบในเว็บไซต์ของ AHRC (http://www.ahrc.ac.uk/research/fundedthemesandprogrammes/crosscouncilprogrammes/connectedcommunities/) ว่าได้รับทุนสนับสนุนในประเภท Connected Communities    จะเห็นว่า นักวิจัยในสาขาวิชาการด้านศิลปะและมนุษยศาสตร์ ก็มีบทบาททำงานวิจัยประเภท engaged researchได้

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีรายการ Workshop เรื่อง Community researchers in the UK   ซึ่งมีคำอธิบายว่าเป็นการนำประสบการณ์จาก UK’s five-year productive Margins: Regulating for Engagement programme มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เรื่องนักวิจัยชุมชน และการฝึกนักวิจัยชุมชน    ผมกลับมาค้นโครงการดังกล่าวที่บ้าน พบเว็บไซต์ https://www.productivemargins....   จับความได้ว่า โครงการ Productive Margins เป็นโครงการ ๕ ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013    เพื่อส่งเสริมความร่วมมือวิจัยระหว่างนักวิชาการกับคนในชุมชน     ทำให้ผมนึกถึงการสนับสนุนการวิจัยชาวบ้านของ ฝ่ายวิจัยท้องถิ่นของ สกว. ที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ สมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการ สกว.    และยังดำเนินการเรื่อยมาจนปัจจุบัน    เป็นกลไกเชื่อมโยงนักวิชาการกับชุมชน ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็น engaged research ประเภทหนึ่ง    หรือเป็นงานวิจัยที่ชาวบ้านหรือชุมชนเป็นเจ้าของ คือยิ่งกว่า engaged research

 

University of Western England

ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ คณะของสถาบันคลังสมองฯ ไปเยี่ยมเรียนรู้ที่ UWE (University of Western England) เขานำเสนอเรื่อง Research with Impact (http://www1.uwe.ac.uk/research/researchimpact.aspx)       ซึ่งคำว่า impact ในที่นี้เน้นที่ผลกระทบ ๓ ด้านคือ impact on peers, impact on society, และ impact on students    มีการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ ๒๑ ศูนย์ ทำงานสร้างผลงานวิจัยที่มีผลกระทบสูง    เช่น Bristol Centre for Linguistics, Regional History Centre, Bristol Leadership and Change Centre, Centre for Applied Legal Research, Centre for Health and Clinical Research, Institute of Bio-sensing Technology เป็นต้น  

 

University of Bristol

ในวันเดียวกัน เราไปเยี่ยมเรียนรู้ที่ University of Bristol     มีการให้รางวัล Vice-chancellor’s Impact Awards (http://www.bristol.ac.uk/news/2016/december/vc-impact-awards.html)   มอบแก่นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยก่อผลกระทบสูงเยี่ยมต่อสังคม    ค้นไปค้นมาพบว่ามหาวิทยาลัยวิจัยระดับ top ten ของโลกอย่างเคมบริดจ์ก็มีการให้รางวัล Vice-chancellor’s Impact Awards  และรางวัล Public Engagement with Research Awards โดยเริ่มต้นให้ในปี ค.ศ. 2016 เป็นปีแรก    ดูรายละเอียดที่ http://www.cam.ac.uk/research/news/winners-announced-in-the-inaugural-vice-chancellors-impact-awards-and-public-engagement-with   ผมคิดว่าเป็นวิธีสร้างกระแสยกย่องคุณค่าของงานวิจัยแบบ engaged research ที่แยบยลมาก

ผมขอเสนอว่า มหาวิทยาลัยไทย และวงการอุดมศึกษาของประเทศ น่าจะพิจารณากำหนดเกณฑ์ประเมินผลกระทบต่อสังคมของผลงานวิจัย และให้รางวัลแก่โครงการหรือนักวิจัยที่มีผลงานที่มีผลกระทบสูงเยี่ยม

เขานำเสนอเรื่อง MRC Integrative Epidemiology Unit (http://www.bristol.ac.uk/integrative-epidemiology/)      ซึ่งทำงานวิจัยแบบ engaged research แบบที่ผมคิดว่าก้าวหน้ามาก    คือศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของโรคเรื้อรังจากข้อมูลหลายมิติ รวมทั้งมิติ genomics   โดยทำในชุมชน   งานวิจัยนี้ถือว่าเป็นเลิศทั้งในด้าน bio-medical  และด้าน engaged research   จะเห็นว่าหน่วยนี้เป็น MRC Research Unit อันทรงเกียรติของสหราชอาณาจักร 

จะเห็นว่า มหาวิทยาลัยบริสตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของประเทศ มีวิธีที่แยบยลในการทำวิจัยที่ทั้งมีผลกระทบเชิงวิชาการ และเชิงผูกพันสังคมในโครงการเดียวกัน   

 

Queen Mary University of London

เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัล NCCPE Gold Watermark แห่งแรกของประเทศ    มีระบบการจัดการ PE ที่เป็นระบบและจริงจังมาก (มีเจ้าหน้าที่ของ Center for Public Engagement จำนวน ๔ คน)    เป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group คือเน้นวิจัย   อยู่ในย่านตะวันออกของลอนดอน ซึ่งเป็นแหล่งคนจนและคนผิวสี   จึงเป็นโอกาสในการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่เพื่อพัฒนาพื้นที่   

เขาเอาเรื่อง community festival (www.qmul.ac.uk/festival/about/... Mary University of London ) มาเล่า    เท่ากับเขาใช้งานเทศกาลที่จัดร่วมกับชุมชน เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงกับชุมชน ทำความรู้จักกับชุมชน    นำผลการวิจัยสู่ชุมชน    และรับรู้เรื่องราวของชุมชนมาตั้งโจทย์วิจัย

ผมกลับมาค้นที่บ้าน พบว่าในเว็บไซต์บอก impact ของงานวิจัยที่ http://www.qmul.ac.uk/research/impact-and-innovation/    เว็บไซต์ของ QMUL ไม่ค่อยมีรายละเอียด

 

University College London (UCL)

UCL เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก    เขาบอกชัดว่าหน่วย PE ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ ๙ คน ทำหน้าที่หลักคือ embed PE ให้แก่นักวิจัย   เนื่องจากเขาจัดให้เราไปเยี่ยม IOE (Institute of Education) ดังนั้นเขาจึงให้เรารับทราบโครงการเด่นของเขาคือ CRAE ดังกล่าวแล้วในตอนต้น   

 ในการประชุม Engagement Conference 2017 มีการพูดถึง co-production ในการวิจัย   เมื่อไปเยี่ยม UCL ก็มีการพูดถึงว่ากำลังพัฒนา co-production in health research   ผมกลับมาค้นในเว็บไซต์ของเขาจึงได้ข้อมูลว่า เป็นความร่วมมือวิจัยด้านสุขภาพจิต ระหว่าง ๓ ฝ่ายคือ นักวิจัย, ผู้ให้บริการบำบัดรักษา, และตัวผู้ป่วยเอง    ภายใต้ความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกัน   ดังในเว็บไซต์ http://www.ucl.ac.uk/psychiatry/research/epidemiology/community-navigator-study/coproduction   ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมด้านการวิจัย    และเป็นรูปแบบหนึ่งของ engaged research  

โชคดีที่มีคนไทยเป็นอาจารย์อยู่ที่ IOM คนหนึ่ง คือ รศ. ดร. มุกดารัตน์ บางพันธ์ (Mukdarut Bangpan)    เรียนจบ D Phil จากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด แล้วมาเป็นอาจารย์ที่นี่ประมาณ ๑๐ ปี   ทำวิจัยด้าน evidence synthesis หรือ systematic review เพื่อการตัดสินใจหรือการพัฒนานโยบาย ด้านการศึกษาและด้านสังคม    ผมจึงแนะนำให้รู้จักกับนักวิจัยไทยที่ทำงานด้านนี้ เพื่อหาโอกาสร่วมมือกัน    ได้แก่ นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร แห่ง IHPP (www.ihpp.net), นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ แห่ง HITAP (www.hitap.net)    รวมทั้งทางสถาบันคลังสมองก็จะดำเนินการประสานความร่วมมือในระดับประเทศ แล้ะร่วมมือกับ UCL ด้วย    evidence synthesis ในการจัดการนโยบายเรื่องใหญ่ๆ เชิงระบบของไทย ที่มีลำดับความสำคัญสูงได้แก่ด้าน การศึกษา  พลังงาน  สังคม  สิ่งแวดล้อม  ทรัพยากรธรรมชาติ  การเกษตร และการใช้ที่ดิน    ส่วนด้านสุขภาพเรามีความเข้มแข็งอยู่แล้วในระดับหนึ่ง    ที่น่าจะเป็นฐานการเรียนรู้ให้แก่สาขาอื่นๆได้    หุ้นส่วนข้าม sector ภายในประเทศก็มีความสำคัญมาก    งาน evidence synthesis เพื่อหนุนนโยบายในบริบทไทยควรเน้นที่ขั้นตอน policy implementation   อย่าหลงทำเฉพาะตอน policy formulation 

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ธ.ค. ๖๐

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

643633

เขียน

28 Dec 2017 @ 14:08
()

แก้ไข

10 Mar 2018 @ 06:30
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก