กรรมวิธีในขณะแห่งการกำหนดลม กรรมวีทางจิต ที่เป็นไปในขณะแห่งการกำหนดลมหายใจในขั้นที่กล่าวนี้ มีอยุ่เป็นลำดับดังนี้
๑ เมื่อเขากำหนดลมหายใจนานๆ เข้า ก็จะประสบความสำเร็จแห่งการกำหนด จึงเกิด ฉันทะ” คือความพอใจ อันเป็นกุศลเจตสิกอันใหม่ขึ้นมาเนื่องจากการกำหนดลมหายใจนั้นแล้ว มีปฏิกิริยาสืบไป คือ
๒ เมื่อฉันทะเป็นอยู่ ลมหายใจก็ปรากฎว่า ยาวไปกว่าเดิมด้วยมีความละเอียดแห่งลมในระยะแรกแห่งการเกิดของฉันทะ ก็จะต้องมีในระยะต่อมา ผูปฏิบัตอาศัยกำลังแห่งแนทะนั้นทำการกำหนดลมหายใจที่ยาวกว่าเดิม หรือละเอียดกว่าเดิมขึ้นไปอีก นานเข้าปฏิกิริยาขึ้นสืบไปคือ
๓ ปราโมทย์ได้เกิดขึ้น คำว่าปราโมทย์ในที่นี้ ตรงกับภาษาบาลีว่า ปามุชฺช ได้แก่ปีติอย่างอ่อน ซึ่งที่แท้ได้แก่เจตสิกธรรมที่เป็นกุศลอีกอันหนึ่งซึ่งต่อไปจะต้องอยู่ในฐานะเป็นองค์สำคัญแห่งฌานองค์หนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งปราโมทย์นั่นเอง ลมหายใจก็ยาวไปกว่าเดิม ละเอียดไปกว่าเดมาการกำหนดลมหายใจของผุ้ปฏิบัตินั้นก็ตั้งอยู่ใด้อย่างแน่นแฟ้น จนกระทั่งกล่าวได้ว่าไม่ละจากอารมณ์ จิตนี้จึงได้สมมตินามใหม่ ว่า
๔ “จิตที่เกิดจากลม” เพราะมีลมหายใจหรือการกำหนดลมหายใจเป็นสิ่งที่รปุงจิตอขู่อย่างเต็มที่ ข้อนี้มิได้มความหมายอะไรอื่น นอกจากจะเปสดง่า เดี๋ยวนี้จิเริ่มมีความเป็น “เอกัคคตา, คือความมีอารมณ์อย่างเดียวเกิดขึ้นแล้วแก่จิตนัน หลายเป็น เอกัคคตาจิต เนื่องมาจากลมหายใจนั้นมีผลทำให้เกิดขึ้น ต่อจากนั้น ก็มีอาการแห่ง
๕ อุเบกขา หรือความวางเฉยต่อดลกิยรมณ์ ไม่ถุกนิวรณ์ต่าง ๆรบกวนได้อีกต่อไป ปรากฏชัดอยู่ ส่วน..
๖ ภาวะแห่งความที่ลมหายใจนั้น เปลี่ยนรูปปรากฏเด่อนเปนิมิตแห่งกัมมัฎฐาน มีอุคคหนิมิตเป็นต้นน เห้ฯอยู่ชัดด้วยตาอันเป็นภายใน ในรูปนิมิตใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมแปลกกัน แล้วแต่ลัดษณะของบุคคล เมื่อนิมิตนั้นปรากฎชัด ก็เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า
๗ สติเป็นธรมชาติปรากฏชัด ปรากฏทั้งในฐานะที่เป็นตัวเจสิกธรรมด้วย ปรากฏทั้งในฐานะที่เป้นการทำหน้าที่ของมัน คือการกำหนดด้วยและเนื่องจากสติเป้ฯไปดังนี้ไม่ขาดตอน สิ่งที่เรยกว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อมก็ปรากฏ แต่เราไปเรียกชื่อมันเสียใหม่ว่า แม้..
๘ ญาณก็ปรากฏ คำว่า “ญาณก็ปรากฏ” ในที่นี้ มีความหายต่างๆ กัน แล้วแต่ว่ามันจะปรากฏในขั้นไหนแห่งการกระทำอานาปานสติ สำหรับนั้นนี้ ซึ่งเป็นขั้นแรกที่สุดนั้น ญาณในที่นี้ ก็เป็นเพียงสัมปชัญญะที่กำลังรู้สักว่า “เราหายใจออกยาว หรือหายใจเข้ายาว” เท่านั้น
๙ แม้กายก็ปรากฏ ลมหายใจชื่อว่ากาย ในฝ่ายรูปธรรม หรือเรียกอีกย่างหนึ่งว่า รูปกาย แม้จะกล่าวเลยไปถึงว่า แม้นามกายก็ปรากฏ ดังนี้ก็ยังได้ เพราะว่าจิตก็ดี หรือเจตสิกธรรม กล่าวคือฉันทะและปราโมย์เป็นต้นก็ดี เหล่านี้เป็นนามกาย ซึ่งล้วนแต่ปรากฏด้วยเหมือนกัน หากแต่ว่ากาปกิบัติในขชั้นนี้เป็นพียงชั้นริเริ่ม มุ่งหมายกำหนดแต่เพียงลมหายใจซึ่งเป็นรูปกายฉะนั้น คำว่ากาย ในอานาปานสติระยะที่หนึ่งนี้ จึงหมายถึงแต่เพียงรูปกาย และโดยเฉพาะเพียงลมหยใจเท่านั้น คำว่า “กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน” กล่าวคือการ ตั้งไว้ ซึ่งสติเป็นเครื่องตามเห็นซึ่งกาย ในชั้นที่หนึ่งนี้ ย่อมเพ่งเล็งเอาลมหายใจเป้นความหมายของคำว่า กาย แห่งวลีนั้น เมื่อลมคือกายก็ปรากฏ สติก็ปรากฏ และญาณก็ปรากฏ ครบถ้วนทั้ง ๓ ประการแล้ว ผู้ปฏิบัติ หรือกล่าวโดยเฉพาะ ก็คือจิตแห่งผู้ปฏิบตินั้น เป้นอันว่าได้ลุถึง
๑๐ กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน แล้วโดยสมบูรณ์ แม้ในระยะเริ่มแรกซึ่งเป็นเพียงการกำหนดลมหายใจที่ยาวอย่างเดียว
เราจะเห็นได้ว่าระยะที่ ๑-๒-๓ ว่า ความยาวแห่งลมหายใจนั้นมีอยู่ ๓ ลักษณะ ด้วยกัน คือยาวหรือนานตามปรกติของลมหายใจนั้นอย่างหนึ่ง ยาวออกไปอีเพราะอำนาจของฉันทะที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง และยาวออกไปอีเพราะอำนาจของปราโมทย์เกิดสืบต่อจากฉันทะอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็น ๓ ลักษณะด้วยกัน
เมื่อลมหายใจออก็ยาว ลมหายใจเข้าก็ยาว และรวมกันทั้งออกทั้งเข้าก็ยาว เป้นลมยาว๓ ชนิดดด้วยกันดังนี้แล้ว เอาไปคูณกันเข้ากับความยาวที่มีลักษณะ ๓ ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็กลายเป็น ๙ เรียกว่า ความยาวมีอาการ ๙ เป็นหลักสำหรับการศึกษาในบทว่าหายใจยาว แห่งอานาปานสติข้อที่หนึ่ง โดยตรง
- บางส่วนจากการอบรมภิกษุ ณ สวนโมกข์ฯ ในพรรษาปี ๒๕๐๒ อานสปานสติภาวนา..พุทธทาสภิกขุ
