ผมเป็นอีกคนที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ารักในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาก ถึงขั้นตั้งชื่อลูกชาย ๒ คนว่า “แผ่นดิน-แดนไท” ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับความเป็นพระองค์ท่าน หรือประเทศชาติในตัวอย่างเสร็จสรรพ
ภายหลังพระองค์ท่านเสด็จสวรรคาลัย ผมสุขใจเสมอเมื่อได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมถวายความอาลัย หรือแม้แต่บางครั้งก็เป็นคนเสนอแนวคิดเองด้วยซ้ำไปว่า “อยากจัด” หรือ “เราควรจัด” รวมถึงการหนุนให้นิสิต “ได้จัด” กิจกรรมเช่นนี้ “ด้วยใจ” ร่วมกัน


กิจกรรมต่างๆ ที่ว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น
- นำนิสิตไปทำกิจกรรมจิตอาสาที่ท้องสนามหลวง
- นำนิสิตกราบพระบรมศพ ณ พระบรมมหาราชวัง
- การช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในบางจังหวัดที่ภาคใต้
- การช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคอีสาน
- การแปรอักษรภาพในมหาวิทยาลัย
- การกระตุ้นให้นิสิตมีกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลผ่านกิจกรรมประเพณี หรือแผนงานประจำที่มีอยู่ เช่น ทำบุญตักบาตร บริจาคโลหิต
โดยเฉพาะปรากฏการณ์สำคัญ คือการกระตุ้นให้นิสิตเกิดการรวมตัวเป็น “เครือข่ายนิสิตจิตอาสาทำดีเพื่อแผ่นดิน” (ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน) ซึ่งเป็นแนวคิด หรือกลุ่มที่เคยทำงานกับผมเมื่อครั้งเดินทางไปจิตอาสาและกราบพระบรมศพเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ มกราคม ๒๕๖๐
โดยปัจจุบันนิสิตได้จัดตั้งเป็นกลุ่มและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยและหมู่มวลนิสิต รวมถึงได้ขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา หรืออาสาสมัครเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและน่าชื่นชม -
ล่าสุด ผมเสนอต่อผู้บริหารฝ่ายพัฒนานิสิตและน้องๆ ในวงแคบๆ ว่าควรจัดนิทรรศการ “ธ สถิตในดวงใจ มมส” โดยเน้นหนักแนวคิดว่าควรมีมุมนิทรรศการเรื่องราวระหว่างพระองค์ท่านกับ “มมส” โดยสืบเค้าจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน
รวมถึงการเชื้อเชิญให้ชาว มมส ทำ “สิ่งอันเป็นที่รัก” (ของอันเป็นที่รัก) ที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านมาจัดแสดง เพื่อแบ่งปันความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านร่วมกันเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐

ด้วยความที่มีเวลาจำกัด ผมไม่ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนใครมากมายในวงกว้าง เป็นแต่เพียงบอกกล่าวเล่าความไปยังผู้คนที่มักคุ้นเป็นหลัก ในระยะแรกผมยังไม่นำสิ่งของส่วนตัวมาจัดวาง เพราะต้องการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด จากนั้นจึงนำเอาสิ่งของของตัวเองมาจัดแต่งเพิ่มเติม –
ใช่ครับ – ผมเรียกมุมนิทรรศการนี้ว่า “สิ่งอันเป็นที่รัก” หรือ “ของอันเป็นที่รัก”
ผมนำสิ่งของอันเป็นที่รักมาร่วมแสดง เช่น วารสาร นิตยสาร ภาพถ่าย ปฏิทิน โปสการ์ด หนังสือคำสอน หนังสือโครงการพระราชดำริ หนังสือการทรงงาน ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ผมถอดเอาถ่านออกไปเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ อันเป็นวันที่ท่านเสด็จสวรรคต ซึ่งผมหยุดเวลาไว้ในห้วงเวลาอันใกล้เคียงกับเวลาแห่งการสูญเสียนั้นให้มากที่สุด คงไว้เพียงเข็มนาฬิกาในหัวใจของผมเท่านั้นที่ยังเดินต่อไป
นี่คือการงานเล็กๆ อีกงานที่ผมถอดหัวใจทำ –
ใช่ครับ - เป็นการงานในแบบฉบับของผม ซึ่งผมมักจะเรียกว่า "ใจนำพาศรัทธานำทาง" เนื่องเพราะเป็นการงานโดยไม่ต้องคิดให้มากความ ไม่ต้องรีรอ ไม่ต้องตั้งแง่เอาปัญหามาเป็นกำแพงกั้น อยากทำ ก็คือ ทำ !
หรือต้องทำ !
ยิ่งเป็นการทำในสิ่งอันดีงามเพื่อคนที่เรารักอย่างสร้างสรรค์ ยิ่งไม่ควรปล่อยให้ความคิดเป็นแค่ความคิดที่ไม่มีโอกาสเปิดตัวออกมาอย่างเป็นรูปธรรมให้เราและคนที่เรารักสัมผัสได้ด้วย “ใจและกาย” พร้อมๆ กัน
สถิตในใจนิจนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า นายพนัส ปรีวาสนา และครอบครัว
(๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐)





ท่านยังอยู่ในใจของผมตลอดไป
เช่นกันครับ อ.
Wasawat Deemarn
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการสวรรคตของพระองค์ท่าน ในอีกมุมคิดก็คือการเสียสละตนเพื่อให้เราทั้งหลายได้ทบทวนตัวเองดี ๆ นั่นเอง ทบทวนว่าจะคงอยู่และเดินต่อกันอย่างไร เพราะทั้งปวงนั้น พระองค์ท่านก็ได้สอน และฝึกฝยเราทั้งหลายมาอย่างเต็มที่แล้ว
เป็นการทำงานส่วนตัวที่มีคุณค่าต่อส่วนรวมมากๆ
ขอชื่นชม
พิมพ์ผิดครับ
นาฬิกา
ตั้งโตณะมี 2 ที่ครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับ
อ.ขจิต ฝอยทอง
ดินและแดนจะไปแข่งกีฬาสาธิตฯ ที่นครปฐกลางธันวาคม หากไม่ตรงกับงานปริญญาบัตร จะตามไปดูลูก - ไว้เจอกันครับ