ความในใจของนักโทษคนหนึ่ง..หลังจากที่เขาได้เรียนสมาธิ “สมาธิยกใจสู่สวรรค์”


วันนั้น..วันที่ผู้เขียนได้นั่งฟังพวกเขาพูดแสดงความรู้สึก.. ในวันสุดท้ายหลังจากที่พวกเขาได้เรียนจนจบหลักสูตร “สัคสาสมาธิ...สมาธิยกใจสู่สวรรค์” (หลักสูตรของพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ที่ท่านเมตตาให้นำหลักสูตรนี้เข้าไปสอนให้กับนักโทษในเรือนจำ ซึ่งหลายต่อหลายคนนึกไม่ถึงเลยนะครับว่า... พระอาจารย์หลวงพ่อฯท่านได้มองกาลไกลถึงเพียงนี้ ...ท่านมองเห็นว่า... นักโทษในเรือนจำเหล่านี้ ....คนกลุ่มนี้คือทรัพยากรของชาติ….แม้กระทั่งตัวผู้เขียนเอง ก็นึกไม่ถึงครับ.. เคยนึกได้ก็เพียงแค่.. พวกเขาเหล่านี้คือ บุคคลที่ขาดโอกาสและน่าสงสาร ....พวกเขาถูกจองจำในคุก ด้วยเหตุและผลที่ควรจะได้รับ ..เคยคิดแค่..คนกลุ่มนี้น่าสงสารเสียมากกว่า...แต่พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ท่านนึก. ท่านคิด และท่านลงมือทำ ให้เห็นครับว่า..คนกลุ่มนี้ หาใช่ขยะทางสังคมแต่อย่างใด ..พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ท่านได้ลงมือทำ. ลงมือปฏิบัติ...ด้วยการนำวิชาสมาธิเข้าไปสอนให้กับนักโทษ ให้พวกเขาเหล่านั้นได้เรียนรู้สมาธิ...และ ได้ปฏิบัติสมาธิกัน)

..

..

ชีวิตของผู้เขียน..ถือได้ว่าเป็นผู้ที่โชคดีคนหนึ่ง ที่ได้สานต่องานของพระอาจารย์หลวงพ่อฯ ผู้เขียนถูกเลือกให้เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งไปทำหน้าที่สอน “สมาธิ..ยกใจสู่สวรรค์ “ ให้กับ ทรัพยากรของชาติ

..

..

ชีวิตหนึ่งที่เกิดมานั้น.. ไม่เคยคิดเลยครับว่า...จะได้ทำหน้าที่เป็น”สะพานบุญ”ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

..

ผู้เขียนอยากจะบอกว่า..ทุกครั้งที่ได้ทำหน้าที่นี้ ..ใจของผู้เขียนคิดเสมอครับว่า..พวกเขาเหล่านั้นคือ คนที่ขาดโอกาส และเมื่อเรามีโอกาสหยิบยื่น “สิ่งมีค่าที่มีค่าสูงสุดในชีวิตของพระอาจารย์หลวงพ่อฯ” ( สิ่งมีค่าสิ่งนี้ที่พระอาจารย์หลวงพ่อฯท่านพูดเสมอครับว่า..ท่านจะมอบสิ่งมีค่าที่มีค่าสูงสุดในชีวิตของท่าน..ฝากไว้กับโลกใบนี้ และฝากสิ่งนี้เอาไว้ในใจของพวกเรา....) มามอบให้กับพวกเขา และสิ่งเดียวที่ผู้เขียนทำ นั่นคือ....ทุ่มเททำมันให้ดีที่สุด..ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าสอนสมาธิในเรือนจำ...

..

..

และวันนี้วันที่ผู้เขียน นั่งฟังพวกเขาเหล่านี้แสดงความรู้สึก......มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมในหัวใจอีกวันหนึ่งครับ...ของผู้เขียน จากความทุ่มเทของเรา ...ทำให้ผู้เขียนได้เห็น ได้สัมผัสหัวใจของนักโทษเหล่านี้ ครับ

..

พวกเขา..ได้ให้สัญญากับผู้เขียนครับว่า.....ชีวิตของพวกเขามีที่พึ่งทางใจแล้ว....และจากนี้ไปพวกเขาจะกลับออกไปเป็นคนดีของสังคม... และคำพูดเช่นนี้แหละครับ!! ที่ทำให้ตัวผู้เขียนเอง อยากทำความดีแบบนี้ทุกวัน...และทุกครั้งที่ตัวผู้เขียนเองมีโอกาส...

และจากนี้ไปคือ ...ถ้อยคำ.. ความในใจของนักโทษคนหนึ่งครับ..ที่เขาได้ยืนพูดต่อหน้าผู้เขียน และอาจารย์อีกหลาย ๆ ท่านที่ได้นั่งอยู่ ณ เวลานั้น เขาพูดว่า..

“ความรู้สึกโดยส่วนตัวของผมเกี่ยวกับการเรียนสัคคสาสมาธิในครั้งนี้ ...ผมมีความรู้สึกเพียงอย่างเดียวครับ คือผมรู้สึกว่า..ตัวเองโชคดี ที่ได้มีโอกาสเรียน..ผมบอกกับตัวเองว่า..”ผมไม่มีทางที่จะพลาดโอกาสนี้ และนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตของผม..และทำไมผมถึงได้รู้สึกดีขนาดนี้ ... ก็เพราะว่า...การได้เรียนสมาธิกับพระอาจารย์หลวงพ่อฯ มันไม่ได้เป็นสมาธิง่าย ๆ อย่างที่เห็นกันอยู่ พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ใช้เวลาหลายสิบปี ในการศึกษาและเรียนสมาธิ ท่านกลั่นกรอง หล่อหลอมเอาแก่นแท้ของสมาธิจริง ๆ และรวบรวมไว้ให้กะทัดรัดที่สุด เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนกัน อีกทั้งยังมีเหล่าวิทยากรผู้บรรยาย ซึ่งแต่ละท่านใช้เวลา อย่างน้อย 6 เดือน หรือมากกว่านั้น ในการเรียนรู้จากหลักสูตรของพระอาจารย์หลวงพ่อฯ รวมถึงต้องใช้เวลาไม่น้อยในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายกว่าจะนำมาสอนให้กับพวกเราได้

..

ส่วนพวกเราใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือน มานั่งฟังคำบรรยายเฉย ๆ และปฏิบัติได้เลย มันเหมือนกับอาหารเลิศรสจานหนึ่ง.. ที่ได้มีการเตรียมวัตถุดิบอย่างดีครบถ้วนไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และมีการปรุงอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้อาหารมีรสชาติดีที่สุด แล้วสุดท้าย..นำมาเสริฟให้เราได้รับประทานกันถึงที่...เพียงแค่เราตักอาหารใส่ปาก เคี้ยว และกลืนเท่านั้นเอง

..

เห็นมั้ยครับว่า..พวกเราโชคดีกันขนาดไหน ที่ได้เรียนสัคคสาสมาธิในครั้งนี้

..

แต่ผมเอง..ไม่รู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีมากมายอะไรหรอกนะครับ ถ้าหากชีวิตของผมในวันนี้ ยืนหยัดอยู่บนคำว่า “อิสรภาพ” ในเมื่อความเป็นจริงคือ..ผมยืนอยู่ที่นี่ตรงนี้ ที่ๆไร้ซึ่งอิสรภาพ ที่ ๆ ไม่มีใครอยากเข้ามาหรอกนะครับ!! เพราะที่นี่คือ คุก!! มันไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ใช่ใช่สยามพารากอน ที่นี่ไม่มีอะไรให้ช๊อป ไม่มีของสวย ๆ งาม ๆ ให้ดู ไม่มีแอร์เย็น ๆ ให้สัมผัส

ที่นี่มีแต่...นักโทษหน้าตาเหี้ยมโหดอย่างผมกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวทั้งวัน...

..

..

แต่ในที่นี้สถานการณ์แบบนี้ กลับมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยากเข้ามา พวกเขาเหล่านี้คือ “ผู้สืบทอดเจตนารมณ์อันแรงกล้าของพระอาจารย์หลวงพ่อฯ พวกเขาคือ...คณะวิทยากรผู้บรรยาย พวกเขาเดินเข้ามาที่นี่ด้วยความเต็มใจ หอบหิ้วสิ่งดี ๆ พร้อมความปรารถนาดี มาฝากพวกเรา ทั้ง ๆ ที่แต่ละท่านล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มียศ มีตำแหน่ง หน้าที่การงานที่ดี บางท่านรับราชการ บางท่านมีธุรกิจส่วนตัว แต่ท่านก็ยังละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ..สละเวลาอันมีค่าเพื่อนำความสุขมาให้เรา

..

..

ทุกครั้งที่ผมเข้ามาฟังคำบรรยาย.. ผมรู้สึกมีความสุขมาก ผมรู้สึกเหมือนได้รับพลังงานดี ๆ และรู้สึกซาบซึ้งที่ได้เห็นท่านวิทยากรบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจ ผมนั้นเป็นผู้ร้ายที่เคยทำลายสังคมมามากมาย บางครั้งผมรู้สึกไม่ง่ายเลยที่จะ..อภัยให้ตัวเองในความผิดพลาดที่ได้ทำลงไป

..

แต่วันนี้มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ ทำให้ผมสามารถที่จะอภัยให้กับตัวเองและรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง สำหรับผมแล้ว...ชีวิตคนเราคงไม่มีอะไรที่จะเป็นความโชคดีไปกว่า การที่มีใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จัก เข้ามาหยิบยื่น สิ่งดี ๆ ความปรารถนาดีเพื่อที่จะให้พวกเราได้มีความสุข โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน.......

..

..

และต่อจากนี้ไป...นี่คือทั้งหมดของความรู้สึกผม

..

..

สำหรับผม ความรู้สึก ความคิดหลังจากที่ได้เรียนหลักสูตรสัคคสาสมาธิ ครั้งนี้ คือ....ผมอยากจะบอกกับทุกๆ ท่านว่า..วันนี้ผมได้รับสิ่งดี ๆ เหล่านี้แล้ว ความปรารถนาดีจากพระอาจารย์หลวงพ่อฯ มันได้บังเกิดขึ้นแล้วกับผม

..

สิ่งนั้นก็คือ “ก้อนหินและหิ่งห้อย” ใช่ครับ มันคือ..ก้อนหิน 1 ก้อนกับหิ่งห้อย 1 ตัว ที่ได้รับจากพระอาจารย์หลวงพ่อฯ

พระอาจารย์หลวงพ่อฯเคยกล่าวไว้ว่า..การทำสมาธิบางครั้ง มันก็เหมือนกับก้อนหินที่วางทับหญ้าไว้ และสถานที่แห่งนี้มันช่างเหมาะสมและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีก้อนหินนี้ เพราะที่นี่ทุกคนที่อาศัยใช้ชีวิตรวมกันอยู่ ล้วนแต่ไม่ใช่คนธรรมดาทั้งสิ้น..ต่างคนต่างมีที่มาที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันนั่นก็คือ..ความผิดพลาด ทุกคนต่างมีความผิดพลาดเหมือนกัน

ด้วยความที่คิดว่า ....ตัวเองเป็นคนเก่ง กล้า บ้าบิ่นและแน่พอ!!

ผมก็เหมือนกันครับ..ถ้าผมไม่แน่พอ ผมคงไม่มาติดคุกถึงไชยา ทุกคนมีหัวใจที่กล้าบ้าบิ่นเต็มเปี่ยม มีความเป็นลูกผู้ชาย แต่ถ้าพูดถึงสภาวะทางอารมณ์แล้ว..ทุกคนในที่นี้มีความเประบางเป็นอย่างยิ่ง มันเหมือนกับแก้วบางที่รอวันแตกร้าว เมื่อมีวัตถุอะไรมากระทบเพียงเบา ๆ มันเหมือนกับระเบิดที่มีชนวนสั้นเพียงนิดเดียว เพียงโดนเปลวเพลิงหรือความร้อนมาสัมผัส ระเบิดลูกนี้ก็พร้อมที่จะระเบิดขึ้นทันทีโดยไม่อาจยับยั้งได้ทัน และแรงระเบิดนั้นจะสร้างความเสียหายให้แก่ตัวเองและคนรอบข้าง รวมถึงคนข้างนอกได้อย่างมากมายมหาศาล

..

..

เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำก้อนหินก้อนนี้ ที่เปรียบเหมือน “สติ” ที่ได้รับการปฏิบัติสมาธิ มาวางทับหญ้าที่เปรียบเหมือน “สภาวะอารมณ์อันเปราะบาง” เพื่อมิให้อารมณ์นี้มันแตก หรือระเบิดขึ้นมา สร้างความเสียหายให้แก่ตนเองและผู้อื่น

วันนี้ ก้อนหินก้อนนั้นอยู่ในมือผมแล้วครับ!!

..

..

ส่วนหิ่งห้อยที่ผมพูดถึง คือ “ปัญญาญาณ” ที่ได้จากการปฏิบัติสมาธิ ถึงแม้ว่ามันจะตัวเล็กนิดเดียวและมีแสงสว่างไม่มาก แต่แสงนั้นก็มีได้ด้วยตัวของมันเอง และแสงนั้นจะไม่มีวันดับสิ้นตราบจนกว่าชีวิตของมันจะดับสลาย เช่นปัญญาและพลังจิต ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสะสมไปทุกภพทุกชาติ โดยไม่มีวันดับสูญ

ผมเชื่อมั่นครับว่า..ถ้าหากผมเพียรปฏิบัติสมาธิต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน ขี้เกียจก็ทำ..ขยันก็ทำ สักวันหนึ่ง หิ่งห้อยเหล่านี้..จะรวมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเมื่อมันมีจำนวนมากพอ แสงสว่างแห่งปัญญาญาณนี้ ก็จะมีเพียงพอที่จะเป็นแสงนำทางให้ผมเดินไปสู่จุดประสบความสำเร็จที่สูงสุดของชีวิต เฉกเช่น สุจริตย์ชนทั่วไป

..

..

ไม่ว่าวันนี้ หรือวันข้างหน้า ผมจะไม่เสื่อมในศรัทธา ผมจะตั่งมั่นและศรัทธาในพระอาจารย์หลวงพ่อฯ เพราะความเชื่อก่อให้เกิดความศรัทธา ความศรัทธาอันแรงกล้าเท่านั้นจะก่อให้เกิดปาฏิหาริย์...ผมเชื่อว่า..ผมจะได้รับปาฏิหาริย์ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่ผมไม่สิ้นศรัทธา

ต่อไปภายภาคหน้า เมื่อผมมีโอกาส ผมจะขอนำความรู้ที่ได้นี้ ไปบอกกล่าวปลูกฝังให้แก่ลูกหลาน คนในครอบครัว และคนรอบข้าง ให้ได้เรียนรู้และปฏิบัติสมาธิ เพื่อที่จะให้ชีวิตได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ เพราะนี่คือ หนทางสู่ความสุขที่แท้จริง

..

..

สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณ พระอาจารย์หลวงพ่อฯ คณะวิทยากรผู้บรรยาย กรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่มีส่วนร่วมผลักดันให้โครงการนี้เข้าถึงและบำบัดจิตใจส่วนลึกแก่ผู้ต้องขัง เพื่อพัฒนาศักยภาพกาย –ใจ สร้างความสุขให้แก่ตนเอง ในการเตรียมความพร้อมเพื่อกลับสู่สังคมอีกครั้ง และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

..

และนี่คือความในใจของนักโทษคนหนึ่ง ที่เรียนจบหลักสูตรสัคคสาสมาธิ รุ่นที่ 6 เรือนจำอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครับ

หมายเลขบันทึก: 639423เขียนเมื่อ 19 ตุลาคม 2017 18:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มีนาคม 2019 11:11 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)
  • อิ่ม ชืนใจ มีพลัง มีความหวัง..รู้สึกอย่างนั้นครับคุณแสง เมื่อได้อ่านบันทึกนี้จบ
    ขอบคุณประสบการณ์การทำความดีนี้ครับ

-สวัสดีครับ

-ตามมาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ

-การได้ส่งต่อพลังใจให้กับใครๆ ด้วยจิตอันเมตตานั้นถือเป็นสุขยิ่งครับ

-ด้วยความระลึกถึงครับ

ทุกคนมีศักยภาพ คุณแสงช่วยดึงศักยภาพของพวกเขาออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อิ่มเอมจังค่ะกับบันทึกนี้

ขอบคุณมากค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี